การตั้งหลักที่ยิ่งใหญ่ของ สบช. คือ การประกาศเป้าหมายและความมุ่งมั่นว่า จะเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ทำหน้าที่พัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิเป็นหลัก เป็นนโยบายที่ฝ่ายบริหารเสนอต่อสภา และสภามีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์
แต่ยังไม่เห็นฝ่ายบริหารดำเนินกระบวนการ เพื่อยกร่างแผนยุทธศาสตร์เพื่อการเปลี่ยน สบช. ในระดับรากฐาน (transform) สู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ดังกล่าว ซึ่งทำแยกส่วนเฉพาะภายใน สบช. ไม่มีทางสำเร็จ ต้องทำร่วมกับหลายฝ่ายในองคาพยพของระบบสุขภาพ ทั้งในกระทรวงสาธารณสุข เชื่อมโยงกับองค์กรด้านวิชาชีพสุขภาพ ภาคธุรกิจเอกชน ภาคธุรกิจเพื่อสังคม ภาคองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่
ซึ่งหมายความว่า วิสัยทัศน์ของ สบช. ต้องรับกันกับวิสัยทัศน์ของระบบสุขภาพปฐมภูมิของประเทศ ที่ร่วมกันคิดหลายฝ่าย รวมทั้ง สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)
จึงขอเสนอแนะว่า สบช. ควรร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สสป. – สำนักสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิ), สช. และ สวรส. จัดการประชุมระดมความคิดเชิงนโยบาย เรื่องระบบสุขภาพปฐมภูมิใน ๑๐ ปีข้างหน้า เพื่อสร้างความมุ่งมั่นร่วมกันของฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง นำสู่แผนปฏิบัติ และการร่วมมือกันดำเนินการอย่างเป็นระบบครบวงจร ไม่ทำกันแบบกระจัดกระจายหน่วยใครหน่วยมัน
โดย สบช. รับเป็นแกนนำด้านวิชาการและกำลังคนในระบบสุขภาพปฐมภูมิ ซึ่งทั้งสองเรื่อง สบช. ต้องทำงานร่วมกับหลายฝ่าย และร่วมกันพัฒนา ระบบข้อมูลเพื่อการพัฒนาสุขภาพปฐมภูมิ ที่จะต้องร่วมกันออกแบบระบบ และออกแบบการใช้งานโดยฝ่ายต่างๆ ซึ่งจะต้องมี forum ของการนำข้อมูลมาร่วมกันตีความ เพื่อการเรียนรู้และพัฒนาอย่างมีกลไกประสานงาน และเรียนรู้ ระหว่างฝ่ายหรือภาคีต่างๆ เป็นระยะๆ ต่อเนื่องตลอดไป
ซึ่งหมายความว่า มีการทำงานวิชาการหรือวิจัยระบบร่วมกัน ควบคู่ไปด้วย โดยมีการออกแบบกิจกรรมวิชาการของแต่ละเขตพื้นที่สุขภาพ โดยวิทยาลัยพยาบาลและวิทยาลัยสาธาณสุขฯ ร่วมเป็นแกนนำ มีการสื่อสารแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเขต และแต่ละเขตมีการตีพิมพ์ผลงานวิชาการในวารสารวิชาการต่างประเทศและในประเทศ อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งมีการประชุมวิชาการระดับชาติ เพื่อการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ อย่างน้อย ๒ ปีต่อหนึ่งครั้ง หรือหากระบบมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงมาก ก็อาจจัดปีละครั้ง โดยต้องไม่ลืมเชิญฝ่ายธุรกิจ และธุรกิจเพื่อสังคม มาเสนอความริเริ่มสร้างสรรค์เชิงธุรกิจในพื้นที่ด้วย รวมทั้งมีการเสนอผลงานวิชาการ และผลการสร้างนวัตกรรมในทุกแง่มุมของระบบสุขภาพ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ คณะกรรมการกำกับทิศทางของโปรแกรมวิจัยเพื่อพัฒนาที่ระบุในย่อหน้าถัดไป จะช่วยให้คำแนะนำได้มาก
และที่สำคัญอย่างยิ่ง ควรนำความก้าวหน้าเชิงระบบ เชิงการจัดการ และเชิงการสร้างนวัตกรรมในจุดเล็กๆ เช่นในชุมชน เกี่ยวกับระบบและกิจกรรมสุขภาพปฐมภูมิ ออกสื่อสารสังคมในวงกว้าง ให้สังคมได้รับรู้ และส่งเสียงบอกความต้องการต่อนักการเมือง และผู้บริหารประเทศ
ควรปรึกษา สวรส. เพื่อร่วมกันจัดให้มี ทุนวิจัยระบบสุขภาพปฐมภูมิ เป็นโปรแกรมระยะยาว อย่างน้อย ๕ - ๑๐ ปี และมีคณะกรรมการกำกับทิศทางของโปรแกรมวิจัย เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นการลงทุนวิจัยและนวัตกรรมที่ก่อผลต่อประชาชนอย่างคุ้มค่าต่อการเอาเงินภาษีของเขามาใช้จ่าย โดยในคณะกรรมการน่าจะมีตัวแทนภาคประชาชนมาร่วมด้วยอย่างน้อย ๑ คน
เมื่อแนวคิดของเราตกผลึกได้ในระดับหนึ่ง ควรชวนองค์การอนามัยโลก, JICA, CIDA, etc มาร่วมปรึกษาหารือ เพื่อสร้างกลไกพัฒนาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับประเทศเพื่อนบ้านด้วย เช่นระดับอาเซียน คือทำเป็น International Movement for Primary Health Systems
ผู้ทรงคุณวุฒิที่ สบช. ควรเชิญมาให้คำแนะนำเช่น นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ, นพ. สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์, นพ. สันติ ลาภเบญจกุล เป็นต้น
วิจารณ์ พานิช
๒๖ เม.ย. ๖๖