มีผู้ส่งต่อๆ กันมา   น่าอ่านมาก และเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง

 The happiest man of earth

เอ็ดดี้ จาคู (eddie jaku)  ได้รับฉายาว่าเป็นชายผู้ที่มีความสุขที่สุดในโลกเมื่อตอนที่เขาขึ้นพูดบน เวที ted talk (แนะนำให้ฟัง ๑๒ นาทีเท่านั้น) ในวัย 99 ปี ในฐานะผู้ที่รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของนาซีเยอรมันและรอดจากค่ายกักกันเอาช์สวิทซ์ (Auschwitz) อันโหดร้ายทารุณมาได้ และใช้ชีวิตได้คุ้มค่าที่สุดจากโอกาสอันน้อยนิดที่ได้รอดมา

…….

เอ็ดดี้เป็นชาวยิวที่เกิดในเยอรมัน ในเมืองไลป์ซิกอันสวยงาม  เขาคิดและภูมิใจในความเป็นคนเยอรมันมาตลอด เอ็ดดี้ถูกส่งไปเรียนทางด้านวิศวกรรมจนมีความรู้ทางด้านช่างเป็นอย่างดี   ซึ่งภายหลังได้ช่วยเขาให้เอาตัวรอดอยู่หลายครั้ง  ก่อนที่เขาจะกลับมาบ้านแล้วถูกจับ ซ้อมจนแทบปางตายและส่งเข้าค่ายกักกัน 

เอ็ดดี้ระเหเร่ร่อน ถูกส่งไปหลายที่ หนีออกมาก็ถูกจับได้บ้าง ถูกซ้อม ถูกทารุณกรรม จนท้ายสุดก็ถูกส่งเข้าค่ายกักกันที่หฤโหดและทารุณที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติ ก็คือค่ายกักกัน Auschwitz  ถูกทรมาน ถูกใช้แรงงาน มีเพียงเศษขนมปังประทังชีวิต จนน้ำหนักลดเหลือแค่ 28 กิโลกรัม  จวนอยู่จวนไป ถูกทำร้าย ป่วยหนัก อาศัยความหวังเพียงน้อยนิดและเพื่อนคนเดียวที่เหลือรอดเป็นกำลังใจให้กันและกัน  ท้ายสุดก็รอดตายอย่างปาฏิหาริย์ แม้สุดท้ายก็รอดจากการเดินทางไกลที่นาซีบังคับให้เดินหนีเพื่อทำลายหลักฐานโดยปราศจากอาหารและน้ำ  ระหว่างทางมีคนตายเป็นหมื่น  เอ็ดดี้รอดมาได้  แต่ครอบครัวที่มีทั้งหมด  พ่อ แม่ เพื่อนฝูง ไม่มีใครรอดแม้แต่คนเดียว

หลังจากสงครามสงบ เอ็ดดี้พยายามใช้ชีวิตด้วยความยากลำบากและทุกข์ระทมจากแผลในใจ  จนมาเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนความคิดตอนมีลูกคนแรก หลังจากนั้นเขาก็ตั้งใจที่จะใช้ชีวิตให้มีความสุขที่สุดเท่าที่จะทำได้  เขาย้ายครอบครัวมาที่ออสเตรเลีย ลงหลักปักฐานมีครอบครัวใหญ่ จนเขารู้สึกตัวเองว่าเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลกในชีวิตบั้นปลาย    บทเรียนที่เอ็ดดี้เล่าไว้ในหนังสือ the happiest man on earth มีหลายประเด็น  จากคนที่อยู่ต่ำสุดในขุมนรกเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะเจอได้จนมีความสุขที่สุดในโลก  จากคนที่ร่างกายถูกทรมานจนไม่น่าจะมีชีวิตรอด แต่กลับอยู่ได้ถึง 101 ปี    ปัญญา (wisdom) ของเอ็ดดี้จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

เอ็ดดี้บอกว่า มีหลายสิ่งหลายอย่างเหลือเกินที่มีค่ามากกว่าเงินทอง  ความสุขของการที่ได้อยู่ร่วมกันของครอบครัวแม้แต่ในเวลาที่ยากลำบากที่สุดนั้น ต่อให้มีเงินทองก็หามาไม่ได้   เอ็ดดี้ถูกพรากจากครอบครัวและในที่สุดก็เสียพ่อแม่ไปจากการที่ถูกแยกแถวให้เขาไปซ้ายเพราะยังทำงานกรรมกรได้ ส่วนพ่อเขาไปขวาเพื่อถูกรมแก๊สที่ค่ายกักกันอย่างกะทันหัน ไม่มีแม้แต่โอกาสได้บอกลา   เอ็ดดี้บอกว่ายอมเสียทุกอย่างเพื่อที่จะได้กอดพ่อกอดแม่อีกครั้ง  และเตือนให้ทุกคนทำทันทีกับคนที่เรารักเมื่อมีโอกาส

เอ็ดดี้ได้เห็นคนปกติ เพื่อนฝูงที่เห็นกันมา  ผู้คนที่รู้จักที่ทักทายกัน ยิ้มแย้มแจ่มใส พอถูกปั่นหัว ชักจูง ด้วยความอ่อนแอในใจนั้นสามารถถูกเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังได้โดยง่าย  จากคนปกติก็กลายเป็นฝูงชนที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างไร้เหตุผลถึงกับจะล้างเผ่าพันธุ์ ทำร้ายคนที่เคยรู้จักมาหลายปีเพราะความเชื่อผิดๆ   ความเกลียดชังเป็นเหมือนโรคติดต่อที่ทำลายทั้งตัวเองและผู้อื่นได้อย่างน่ากลัว

พรุ่งนี้จะมาถึงเสมอ ถ้าเราเอาตัวรอดวันนี้ไปให้ได้ ใช้ชีวิตไปทีละวัน เอ็ดดี้เห็นคนที่ยอมแพ้ ฆ่าตัวตาย สิ้นหวังเพราะมองไม่เห็นว่าความทุกข์ทรมานจะจบเมื่อไหร่  สำหรับตัวเขาเองคือการใช้ชีวิตให้รอดไปทีละวันและมีความหวังแม้เพียงจะน้อยนิด จนทำให้เขาเอาตัวรอดมาได้

แม้แต่ในช่วงที่ต้องหนี  ต้องดิ้นรน ทุกข์ทรมาน เอ็ดดี้ก็มักจะได้รับความช่วยเหลือเล็กๆน้อยจากคนที่ไม่รู้จัก ที่มีน้ำใจให้เสมอ  ชาวบ้านที่แทบไม่มีอะไรกินก็ยังแบ่งปันอาหารให้  หมอที่แอบมาช่วยผ่าตัดเอาลูกกระสุนออก ฯลฯ เอ็ดดี้จึงมีความหวังกับผู้คนเสมอ  เขาบอกว่าเราสามารถเจอ kindness ได้ในทุกที่แม้กระทั่งคนแปลกหน้าก็ตาม

เอ็ดดี้เหลือเพื่อนคนเดียวที่รอดชีวิตมาด้วยกัน  เป็นเพื่อนที่คอยช่วยเหลือ ให้กำลังใจ เป็นคนเดียวในโลกที่รู้จักเอ็ดดี้ว่าเป็นใครมาจากไหน  เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจตลอดช่วงเวลาในค่ายกักกัน    เอ็ดดี้บอกว่าสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือการที่ถูกรักโดยคนอื่น  และความรักความปรารถนาดี มิตรภาพที่มีคนคอยแชร์ทั้งสุขและทุกข์นั้นเป็นยาวิเศษที่ดีที่สุดในโลก

ความรู้ที่ได้จากการเล่าเรียนเป็นเครื่องช่วยชีวิตที่สุดยอด   จากการที่พ่อบังคับเคี่ยวเข็ญเขา ผ่านกระบวนการยากลำบากต่างๆมากมายเพื่อให้เขาได้เรียนวิศวกรรม ทำให้เขารู้จักใช้เครื่องมือ เข้าใจเครื่องจักรต่างๆ ทำให้เขามีประโยชน์พอที่จะไม่ถูกสังหารทิ้ง  พาเขาไปในโอกาสที่ทำให้เขารอดชีวิตมาหลายต่อหลายครั้ง  เวลาเอ็ดดี้เจอสถานการณ์คับขันแล้วเอาตัวรอดจากวิชาความรู้ที่มี เขาจะนึกขอบคุณพ่อเขาทุกครั้ง

ร่างกายมนุษย์นั้นเป็นเครื่องจักรที่ดีที่สุดในโลก  เอ็ดดี้ถูกทรมานทรกรรม อดข้าว อดน้ำ ใช้ชีวิตขาดสารอาหาร น้ำหนักลดเหลือ 28 กิโลกรรม  ถูกทุบตี โดนทุบหัวจนสมองกระทบกระเทือนไม่รู้กี่ครั้ง ถูกยิงต้องผ่ากระสุนออก  ถูกทำร้ายร่างกายอย่างแสนสาหัส  ร่างกายดูน่าจะพังพินาศยากจะฟื้นฟู  แต่เอ็ดดี้ก็รอดและฟื้นตัวจนแข็งแรง  พร้อมพลังใจที่เข้มแข็ง ความสุขที่มี ทำให้ร่างที่บอบช้ำนั้นอยู่มาได้ร้อยปี  เอ็ดดี้ถึงไม่ค่อยชอบใจนักเวลาเห็นเด็กรุ่นใหม่ไม่ดูแลตัวเอง ใช้สารเสพติดที่ทำร้ายร่างกายที่ควรจะดูแลให้ดีที่สุด เพราะเป็นเครื่องจักรที่ทำให้ให้เอ็ดดี้ซ่อมตัวเองจนรอดมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ

………

เอ็ดดี้เล่าใน ted talk ว่า เขาไม่เคยที่คิดจะเกลียดใครเลย แม้แต่คนที่ทำร้ายเขาขนาดนั้น  เขาบอกว่าความเกลียดชังเหมือนโรคร้ายที่อาจจะทำลายศัตรูได้ก็จริงแต่ก็ทำลายตัวเราไปด้วยระหว่างทาง  วันที่เขามีลูกคนแรกและคิดได้ว่าเขาควรจะใช้ชีวิตให้มีคุณค่า ให้สมกับที่รอดชีวิตมาได้  เขาสัญญากับตัวเองว่าจะเป็นคนที่มีความสุข  ยิ้มแย้ม  สุภาพกับทุกคน ช่วยเหลือผู้อื่นและมีเมตตากับทุกชีวิต ซึ่งเขาก็ทำได้จนอายุร้อยปี  เขาบอกว่าความสุขและสงบในใจ ครอบครัวใหญ่ที่น่ารักของเขานั้นนำมาซึ่งสุขภาพที่ดีที่ทำให้เขาอายุยืนและแข็งแรงอย่างน่ามหัศจรรย์

เอ็ดดี้บอกว่าพรุ่งนี้นั้นมาถึงแน่ๆ  แต่ที่สำคัญคือต้องมีความสุขกับวันนี้ก่อน เป็นบทเรียนที่เขาได้รับจากการอยู่รอดแบบวันต่อวัน  เอ็ดดี้บอกว่าเขาโกงความตายมาได้ รอดมาอย่างปาฏิหารย์ ถ้าเขาสามารถช่วยคนที่ทุกข์ระทมได้ยิ้มอีกครั้ง นั่นก็คือความสุขที่สุดของเขาแล้ว

เอ็ดดี้ จาคู  บุรุษผู้มีความสุขที่สุดในโลก เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปีก่อน

สิริอายุได้ 101 ปี… 

อ่านหรือ ดาวน์โหลด หนังสือ The Happiest Man on Earth  โดย Eddie Jaku ได้ที่ https://yes-pdf.com/electronic-book/3103  

วิจารณ์ พานิช 

๓ ก.ค. ๖๖