เรียนรู้จากการทำหน้าที่นายกสภา สบช. 45. สบช. ผู้นำพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ
หัวข้อของบันทึกนี้โผล่ออกมาเช้ามืดวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๖๖ ระหว่างนั่งประชุมและรับประทานอาหารเช้าร่วมกับกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ และทีมผู้บริหารสถาบัน ก่อนการประชุมสภา สบช. ผู้จุดชนวนความคิดนี้คือท่านคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ ที่กล่าวว่าคณะพยาบาลศาสตร์ทำหน้าที่สร้างผู้นำทางการพยาบาล และยกตัวอย่างนักศึกษาพยาบาลที่พัฒนา AR เพื่อใช้ฝึกประสบการณ์วิชาชีพพยาบาล นำไปประกวดได้รับรางวัล ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ
ผมเป็นคนมีนิสัยเสียอยู่อย่างหนึ่ง (ในหลายๆ อย่าง) คือเมื่อได้ยินใครพูดคำโตๆ ผมจะเพ่งหาข้อมูลหลักฐานและประเมินด้วยวิธีคิดแบบ critical reflection ทันที และในกรณีนี้ผมมีเรื่องตรวจสอบในใจสองเรื่อง (๑) การอ้างกรณีตัวอย่างเดียว เพื่อให้ผู้ฟังคิดว่าทั้งหมดเป็นเช่นนั้น กับ (๒) คำว่า “ผู้นำทางการพยาบาล” ในสมัยนี้ควรหมายความว่าอย่างไร
ขออภิปราย (กับตัวเอง) ว่า หากนักศึกษาพยาบาลกลุ่มที่พัฒนา AR คนหนึ่งเรียนจบ เขาไม่ประกอบวิชาชีพพยาบาล แต่หันไปเป็นนักคอมพิวเตอร์ พัฒนา AR เพื่อใช้ฝึกนักศึกษาพยาบาล และตั้งบริษัทร่วมกับเพื่อนที่เป็นนักคอมพิวเตอร์ที่เรียนด้านนั้นมาโดยตรง เราจะถือเป็นความสำเร็จในการผลิตผู้นำทางการพยาบาล หรือจะถือว่าเป็นความล้มเหลวในการผลิตพยาบาล
เรานำเรื่องที่ “สุดโหด” (wicked) เช่นนี้ มาถกเถียงกันได้เสมอ เพื่อฝึกฝนยกระดับสมรรถนะด้านการคิดสร้างสรรค์ (creative thinking) ในโหมด คิดฟุ้ง (divergent thinking) ของตัวเราเอง
หากบัณฑิตพยาบาลนักพัฒนา AR ผลิต AR เพื่อฝึกฝนทักษะและยกระดับความรู้สึกมีคุณค่าต่อการเป็นพยาบาลระดับปฐมภูมิ ที่มีการใช้กันอย่างกว้างขวาง จะถือว่าท่านผู้นั้นเป็นผู้นำทางการพยาบาลปฐมภูมิหรือไม่
ขณะนี้ใน สบช. เรื่องการเน้นที่การเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ ดูจะเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป และดูจะเป็นจุดของความภาคภูมิใจ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จของฝ่ายบริหารสถาบัน แต่ผมสังเกตว่า คนที่พูดถึงประเด็นนี้ ใช้คำต่างกัน หลายคนพูดว่า เป็นผู้นำด้าน primary health care
Primary health care กับ primary health systems มีความเกี่ยวข้องกัน หรือเหลื่อมซ้อนกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน โดยผมตีความว่า primary health systems กินความกว้างกว่า หรือกล่าวใหม่ได้ว่า Primary health care เป็นส่วนหนึ่งของ primary health systems โดยที่คำว่า care มักหมายถึงการบำบัดรักษา ที่อาจตีความกว้าง ว่าหมายรวมทั้งการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และการฟื้นฟูสภาพด้วย แต่ก็ยังมีความหมายไปในทางดูแลผู้ป่วยเป็นรายคน ที่ดำเนินการโดยบุคลากรในวิชาชีพสุขภาพ
แต่คำว่า health systems มีความหมายกว้างออกไปถึงระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในสังคม เช่นระบบกฎหมาย ที่ปกป้องพลเมืองจากการถูกมอมเมาให้สูบบุหรี่ และสิ่งเสพติดทั้งหลาย ระบบกฎหมายที่ส่งเสริมให้แม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ไม่ถูกชักจูงให้เลี้ยงด้วยนมผงหรือนมข้นหวาน มาตรการเพื่อความปลอดภัยทางถนน มาตรการลดความเครียดในสถานทำงาน เป็นต้น
ขออนุญาตชี้ว่า ปัจจัยด้าน health systems จำนวนมากดำเนินการโดยคนนอกวิชาชีพสุขภาพ เช่น นักกฎหมาย นักสิ่งแวดล้อม นักสิทธิมนุษยชน นักปกครอง นักการเมือง ครู พ่อแม่ เป็นต้น
ชี้เช่นนี้ก็เพื่อจะเสนอว่า หากจะเป็นผู้นำในการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิอย่างแท้จริง สบช. ต้องไม่ทำงานอยู่แค่ในหมู่นักวิชาชีพสุขภาพเท่านั้น ต้องมีฉันทะและทักษะในการทำงานร่วมกับภาคีหลากหลายฝ่าย
นี่ก็คล้ายๆ เอามะพร้าวห้าวมาขายสวน หรือสอนสังฆราช เพราะท่านอธิการบดีของ สบช. เป็นเซียนด้านทำงานกับคนในภาคส่วนอื่นอยู่แล้ว เช่น พระ โรงเรียน ที่ท่านดำเนินการสร้างสรรค์อย่างน่าชื่นชมและภาคภูมิใจ
แต่ผมมองว่า “หน่วยปฏิบัติ” (operating unit) ที่แท้จริงของ สบช. คือวิทยาลัยทั้ง ๓๙ และต่อไปจะเป็น ๔๒ ที่จะต้องพัฒนาสมรรถนะขึ้นมาทำหน้าที่เชิงขยาย จากเดิมเน้นผลิตบุคลากร และให้บริการ มีการวิจัยบ้างก็เป็นส่วนน้อย ต้องขยายบทบาทเชิงพัฒนาและวิจัย(และนวัตกรรม) เพิ่มขึ้น และเรื่องบริการก็ควรเพิ่มกิจกรรมเชิงพันธกิจสัมพันธ์ (engagement) ที่ต้องการการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในด้านบริการ
การวิจัยก็ต้องขยาย จากวิจัยด้านวิชาชีพ สู่การวิจัยเชิงระบบ หรือวิจัยเพื่อพัฒนาระบบ เน้นที่ระบบสุขภาพปฐมภูมิ ระบบสุขภาพชุมชน ระบบสุขภาพครอบครัว ที่สมาชิกของวิทยาลัยในสังกัด สบช. ต้องร่วมกันตีความ ว่าโจทย์สำคัญมีอะไรบ้าง และฝ่ายบริหารของ สบช. ต้องสร้าง “ชาลาปฏิบัติการ” (operating platform) เพื่อหนุนปฏิบัติการที่วิทยาลัย โดยต้องเน้นการทำงานและสร้างสรรค์เป็นทีม ไม่ใช่แบบตัวใครตัวมัน
การพูดเรื่องทำหน้าที่สถาบันอุดมศึกษาที่เป็นผู้นำพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ จึงเป็นเรื่องที่ต้องร่วมกันนิยามความหมาย ที่นำสู่การปฏิบัติ เน้นที่หน่วยปฏิบัติหลักของ สบช. คือวิทยาลัย
วิจารณ์ พานิช
๑๐ มี.ค. ๖๖