ในการประชุมสัมมนาระดมความคิดเห็นเชิงนโยบาย (รีทรีต)  วันที่ ๒๒  กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ที่โรงแรมเดอะไทด์ รีสอร์ท บางแสน จังหวัดชลบุรี   มีการอภิปรายกันเรื่องการสูญเสียกำลังอาจารย์ให้แก่สถาบันอื่น    ที่ใช้คำว่า “เลือดไหลออก”    ที่ผมได้ยินมาหลายเดือน     และจากการอภิปรายในวันนี้ พบว่า เลือดยังไหลออกไม่หยุด    และยังไม่ได้ยินมาตรการแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง    รวมทั้งยังไม่มีระบบข้อมูลมายืนยันว่าปัญหาดังกล่าวร้ายแรงแค่ไหน   

มองไม่ออกว่า ฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยจริงจังกับเรื่องนี้แค่ไหน

ผู้เข้าร่วมสัมมนาหลายคนใช้คำว่า “ยังจัดบ้านไม่เสร็จ”    ผมนึกในใจว่า มีการจัดบ้านจริงหรือ   แต่ที่เห็นฝีมือคือการรุกทำงานด้านการขยายกิจการ ขยายฐานความร่วมมือ   ที่ต้องชมว่าผู้บริหารเก่งอย่างหาตัวจับได้ยาก

ที่น่าเสียดายคือ    ในวงสนทนาอย่างไม่เป็นทางการ ผมไม่เห็น mutual trust ภายในองค์กร   ก่อนไปร่วมสัมมนาผมคาดหวังว่า จะได้ไปสัมผัสข้อมูลที่สะท้อนสภาพที่ดีขึ้นของความไว้วางใจต่อกัน    แต่ผมผิดหวัง     

ในวงเสวนา มีประเด็นเรื่องระดับค่าตอบแทนแก่บุคลากรที่แข่งขันได้กับสถาบันอื่น     และมีผู้ชี้ให้เห็นว่า เรื่องค่าตอบแทนที่เป็นเงินมีความสำคัญ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของแรงดึงดูดคนเก่งและดีให้อยู่ทำงาน หรือให้เข้ามาทำงาน     ยังมีเรื่องระบบนิเวศของการทำงาน    ว่าสนอง Maslow’s Hierarchy of Needs หรือไม่   

จริงๆ แล้ว หน่วยงานที่เข้มแข็งต้องมีสมาชิกที่อยู่ในระดับสูงๆ ของ Maslow’s Hierarchy of Needs    คือระดับต้องการสนอง self-esteem และ self actualization ในสัดส่วนที่มาก    หากองค์กรมีแต่คนที่ใจอยู่ในระดับล่างๆ ของ  Maslow’s Hierarchy of Needs เท่านั้น (ต้องการความมั่นคงในชีวิตเป็นหลัก) องค์กรนั้นก็จะอ่อนแอ   พัฒนาได้ยาก 

เวลานี้ สบช. อยู่ตรงไหน   

เวลานี้ ผู้บริหาร สบช. กำลังสร้างระบบนิเวศการทำงานในรูปแบบใด 

ผมกลับมาบ้าน มาค้นเอกสารรายงานผลการสัมมนาวางแผนพัฒนาบุคลากรในระยะ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๖ - ๒๕๗๐) ที่ประชุมเมื่อวันที่ ๑๐ - ๑๑ มกราคม ๒๕๖๖ แล้วก็เกิด ซาตอริ    ว่าฝ่ายบริหารที่รับผิดชอบเรื่องนี้ไม่มองว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน    แต่เน้นทำงานตามแผนระยะยาว   

กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิท่านหนึ่งให้ความเห็นในวงสัมมนาวันที่ ๒๒ ว่า    สงสัยจะต้องการเวลาจัดบ้านสิบปี   ที่ฟังแล้วผมสะดุ้งโหยง   แต่สังเกตเห็นว่าผู้บริหารสถาบันเฉยๆ   และไม่ได้ตอบประเด็นนี้   

ผมกลับมาคิดที่บ้าน ว่า หากใช้เวลาจัดบ้าน ๑๐ ปี ก็หมายความว่า มีการเปลี่ยนแปลงตามกระบวนการวิวัฒนาการ    ไม่ได้เปลี่ยนจากการบริหารจัดการ    และที่ร้ายคือ เกรงจะเปลี่ยนแปลงแบบ change   ไม่ใช่ transformation

ฟังจากหลายฝ่าย ในวงคุยกันแบบไม่เป็นทางการ    ผมพบว่า ปฏิสัมพันธ์แนวดิ่งยังไม่ทุเลาลงเลย   นำไปสู่ระบบนิเวศขององค์กรที่ยากต่อการทำงานสร้างสรรค์ในระดับปฏิบัติ    โดยที่ผลงานของ Young Leaders ทั้ง ๑๒ คน โดดเด่นน่าชื่นชม   บ่งชี้ว่า ใน สบช. ยังมีคนหนุ่มสาวที่มีความสามารถสูง และแรงบันดาลใจสูงอีกมาก   แต่จุดเด่นเหล่านี้ จะแสดงออกมาเป็นพลังริเริ่มสร้างสรรค์ สบช. ได้ยาก ภายใต้วัฒนธรรมองค์กรแนวดิ่งเช่นนี้  

ระบบบริหารอย่างที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน เป็นตัวปิดกั้นการแสดงความสามารถของผู้ปฏิบัติที่มีความสามารถสูง และมีความมุ่งมั่นสูงหรือเปล่า   

ทำให้ผมหวนคิดย้อนกลับไปสมัยหนุ่มๆ    ที่ผมเฝ้าบอกตนเองว่า     หากองค์กรที่ทำงานอยู่ไม่เอื้อให้ได้ทำงานสร้างสรรค์ตามแรงบันดาลใจที่ผมมี    ผมควรเปลี่ยนที่ทำงาน                        

วิจารณ์ พานิช

๒๒ ก.พ. ๖๖