ชีวิตของผมทั้งโชคดีและโชคร้ายที่เป็นคนหัวแข็ง    ที่ฝรั่งเรียกว่า non-conformist    กล่าวได้ว่าเป็น “สันดาน” มาแต่กำเนิด    จึงได้ชื่อว่าเป็นเด็กดื้อ   และแม่เกรงว่าโตขึ้นจะเสียคน   จึงถูกแม่เฆี่ยนแทบทุกวัน   จนจะเป็นหนุ่มอายุ ๑๕ แล้ว ก็ยังโดนแม่เฆี่ยน จึงตัดสินใจเข้ามาเรียนต่อที่กรุงเทพ    (เพราะคิดว่าหากยังอยู่ที่บ้าน คงโดนแม่เฆี่ยนเรื่อยไป)    ส่งผลให้ชีวิตได้ดีมาจนแก่    

แต่โชคดีที่ส่วนใหญ่ผมดื้อเงียบ    ผลร้ายจากความดื้อจึงมีไม่มากนัก  ส่วนที่ดื้อออกนอกหน้าก็เพียงพอที่จะถูกตราหน้าว่าเป็นคนยอมคดแต่ไม่ยอมงอ   

เมื่อไรก็ตาม ที่มีกฎระเบียบ   หรือสูตรสำเร็จในการทำงาน    ผมจะตั้งคำถามว่า มีวิธีปฏิบัติที่ดีกว่านี้ไหม    เมื่อได้เรียนรู้เรื่องระบบคุณภาพ ผมก็ได้คำว่า beat the standards  ว่าเหนือกว่า meet the standards   และมุ่งหาทางตั้งเป้าให้สูงกว่าที่เขาทำๆ กัน   เป็นโจทย์ที่สนุก  สนุกกับความท้าทาย   ได้ทำสิ่งใหม่ๆ   

สมัยก่อนโน้น คนแบบนี้ได้ชื่อว่าเป็นคนนอกคอก   สมัยนี้เรียกว่าคนมีความริเริ่มสร้างสรรค์   

ผมเคยเล่าแล้วเรื่องการตีความกฎหมายของซีอีโอของรัฐวิสาหกิจ ๒ แห่ง   แห่งหนึ่งตีความว่างานที่ไม่มีระบุไว้ใน พรบ. จัดตั้งองค์กรอย่างชัดเจน ไม่ทำ    แห่งสอง ใช้วิธีตีความว่าองค์กรตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร หากมีกิจกรรมที่จะช่วยให้องค์กรทำหน้าที่แก่สังคมได้อย่างดี แม้จะไม่ระบุไว้ใน พรบ. ก็ทำ     ยี่สิบปีให้หลังองค์กรแรกแคระเกร็น เอาตัวไม่รอด   องค์กรหลังเจริญก้าวหน้า   องค์กรแรกถูกพิษของสูตรสำเร็จ ในลักษณะให้ยาพิษเรื้อรังแก่ตนเอง

สามสิบปีมาแล้ว ผมโชคดีได้มีโอกาสไปทำหน้าที่ซีอีโอของ สกว.   และโชคดีที่คณะกรรมการอำนวยการสอนผมว่า ให้ทำตัวเป็น strong executive   สิ่งใดที่กฎหมายจัดตั้งไม่ห้าม หากเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อวงการวิจัยของประเทศให้ทำได้    โดยนำเข้าหารือในคณะกรรมการนโยบายบ้าง    ทำให้ผมได้โอกาสคิดโครงการใหม่ๆ แปลกๆ   ที่ต่อมาสร้างความเข้มแข็งให้แก่วงการวิจัยอย่างน่าชื่นใจ   

ผมใคร่ครวญว่า คนไทยเราโชคร้าย ที่ไปเรียนมาจากโลกตะวันตก   และมักจะประยุกต์ใช้ศาสตร์ตะวันตกในลักษณะ “เข้ากรอบ” หรือปฏิบัติตามสูตรสำเร็จตามที่เรียนมา    เราจึงไม่เก่งด้านสร้างศาสตร์ หรือพัฒนาศาสตร์ด้วยตัวของเราหรือด้วยทีมงานของเราเอง   

เมื่อมีโอกาส ผมจึงมักหาทางเสนอแนะต่อวงการนั้นๆ หรือองค์กรนั้นๆ   ให้หาทางสร้างวิธีการหรือเทคโนโลยีของเราเอง โดยต่อยอดจากที่เอามาจากแหล่งอื่น   ในลักษณะ continuous improvement   และเมื่อได้จังหวะหรือโอกาส ก็เกิดการสร้าง  innovation ในเรื่องนั้นๆ ขึ้นจากการพัฒนาของเราเอง   

ตอนนี้ผมจึงคลั่งใคล้การเรียนรู้จากประสบการณ์    เพราะมันคือหลักการเรียนรู้จากการทำงาน และจากการดำรงชีวิต    ไม่ว่าทำอะไร หรือเกิดอะไรขึ้น เราต้องมีความสามารถจับมาเป็นข้อเรียนรู้หมด   อย่างที่ผมกำลังเรียนรู้จากประสบการณ์ความเจ็บป่วยอยู่ในปัจจุบัน และเขียนบันทึกออกแลกเปลี่ยนเรียนรู้ใน gotoknow.org/posts/tags/ชีวิตที่เจ็บป่วย   

เมื่อสนใจและอ่านหนังสือเกี่ยวกับ การเรียนรู้จากประสบการณ์ (experiential learning) ผมก็พบว่า   ฝรั่งได้พัฒนาศาสตร์ด้านนี้ไปไกลมาก   และนำมาใช้ในการพัฒนาคน โดยเฉพาะคนทำงาน หรือคนในวัยผู้ใหญ่    จึงเห็นชัดว่านี่คือศาสตร์ว่าด้วยการเรียนรู้ตลอดชีวิตนั่นเอง    ผมจึงตีความ (และบางครั้งเถียง) เขียนบันทึกออกเผยแพร่ อ่านได้ที่    gotoknow.org/posts/tags/เรียนรู้จากประสบการณ์

วิจารณ์ พานิช

๒ มิ.ย. ๖๖