บันทึกชุด เรียนรู้จากประสบการณ์ นี้ ตีความแบบสรุปจากหนังสือ Experiential Learning : Experience as the Source of Learning and Development, 2nd Edition (2015) เขียนโดย David A. Kolb
ตอนที่ ๙ นี้ ตีความจากบทที่ 7 Learning and Development in Higher Education
ข้อสรุปอย่างสั้นที่สุดคือ การศึกษาส่งมอบความรู้ของสังคม (social knowledge) ให้แก่ผู้เรียน โดยการศึกษาระดับประถมและมัธยมศึกษามีส่วนสำคัญต่อการเรียนรู้ในขั้นตอนรับความรู้ใส่ตัว (acquisition) อุดมศึกษามีส่วนสำคัญในขั้นตอนการเรียนรู้เฉพาะด้าน (specialization)
เป็นที่เรียนรู้กันโดยทั่วไปว่า ชีวิตของคนเราตกอยู่ใต้อิทธิพลของปัจจัยด้านสังคม วัฒนธรรม และการศึกษา โดยสถาบันการศึกษาทำหน้าที่ภัณฑารักษ์ (curator) ของความรู้ของสังคม ที่สำคัญคือกำหนดเงื่อนไขให้ผู้เรียนเข้าถึงความรู้ของสังคมได้ โดยการจัดระบบและการนำเสนอความรู้ให้ผู้เรียนเข้าถึงและรับถ่ายทอดได้โดยง่าย
ขอใส่ข้อสังเกตไว้ในที่นี้ว่า ผมพิมพ์ความว่า “รับถ่ายทอด” (transmission) ความรู้ อย่างไม่สนิทใจ เพราะผมไม่เชื่อว่าการเรียนรู้เป็นการรับถ่ายทอดความรู้และมิติอื่นๆ ใน VASK แต่เป็นการสร้างใส่ตัว (knowledge creation) แต่เนื่องจากทฤษฎีเรียนรู้จากประสบการณ์ระบุว่า ในช่วงต้นของชีวิต คนเราเรียนรู้จากการ “รับความรู้” (acquisition) จนถึงชั้นมัธยมศึกษา ตามด้วยการเรียนรู้แบบพัฒนาเฉพาะด้าน (specialization) ตอนเรียนชั้นอุดมศึกษาหรือวิชาชีพ และเรียนบูรณาการสมรรถนะ (integration) ในช่วงทำงานและดำรงชีวิต (เพื่อยกระดับความสร้างสรรค์ ความมั่นคงในคุณธรรม และปัญญา) จึงขอกล้อมแกล้มใช้คำว่า “รับถ่ายทอด” ไปก่อน
อุดมศึกษาเคลื่อนสู่แนวทาง พัฒนาเฉพาะทาง ในกลางศตวรรษที่ ๑๙
เมื่อ Charles Eliot เป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด ในปี ค.ศ. 1869 ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงมหาวิทยาลัยเข้าสู่การศึกษาและพัฒนาวิชาการเฉพาะด้าน (specialization) คือเกิดหลักสูตรที่มีการเรียนวิชาเอก (major) และวิชาเลือก (elective) นำสู่วิชาการแบบเฉพาะทาง และแยกส่วน ที่สร้างความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และแพร่กระจายไปทั่วโลก เป็นลักษณะของมหาวิทยาลัยสมัยใหม่ (ในขณะนั้น คือเมื่อกว่าร้อยปีมาแล้ว) ที่เข้ากันได้ดีกับพัฒนาการและความต้องการของสังคม โดยต้องสูญเสียพลังของการบูณาการศาสตร์
อุดมศึกษาแนวเฉพาะทาง ดึงดูดนักศึกษาที่มีความถนัด มีสไตล์การเรียนรู้ ที่ตรงกับศาสตร์หรือวิชาชีพนั้น เข้าเรียน และมีส่วนขับเคลื่อนพัฒนาการของศาสตร์นั้น ยกระดับความรู้ของสังคมขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นว่า ในภาพรวม โลกมีความเจริญก้าวหน้ามากในช่วง ๑๕๐ ปีที่ผ่านมา
แต่ก็มีด้านลบ ที่มีนักศึกษาเลือกเรียนวิชาที่ตนไม่ชอบ หรือไม่ถนัด ที่นักศึกษาต้องตัดสินใจ ว่าจะเปลี่ยนสาขา หรือทนเรียนสาขาเดิมต่อไป
ด้านลบที่ส่งผลรุนแรงกว่ามากคือ เป็นระบบการศึกษาที่ทำให้คนที่ถนัดด้านใดด้านหนึ่ง ยิ่งเรียนลึกลงไปในด้านนั้นมากขึ้น และละเลยสมรรถนะด้านอื่นหนักขึ้น มีผลให้เกิดการพัฒนาเป็นคนที่พัฒนาไม่ครบด้าน มีงานวิจัยที่ยืนยันว่า การเรียนรู้ที่เน้นพัฒนาสมรรถนะเฉพาะบางด้าน และละเลยด้านอื่น มีผลให้สมรรถนะด้านอื่นอ่อนแอลงไปกว่าเดิม กลายเป็นว่า การศึกษาที่เน้นเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน สร้างความอ่อนแอในสมรรถนะอื่น
พัฒนาอาจารย์ให้มีสมรรถนะเอื้อให้ศิษย์เรียนรู้จากประสบการณ์
หัวใจสำคัญที่สุดคือ อาจารย์เรียนรู้ไปด้วยกันกับศิษย์ (ย้ำว่าครูเรียนจากศิษย์) ในเกลียวยกระดับความรู้จากประสบการณ์ โดยศิษย์เรียนเพื่อยกระดับ VASK ของตน ส่วนอาจารย์เรียนรู้สองต่อ คือเรียนเพื่อพัฒนา VASK ของตน เช่นเดียวกับศิษย์ กับเรียน VASK ของการทำหน้าที่อาจารย์
ครูอาจารย์ ทำหน้าที่ “นักจัดการเรียนรู้จากประสบการณ์” (experiential educator) ที่เน้น ๓ กิจกรรมหลักคือ
- สร้างพื้นที่เพื่อการเรียนรู้
- จัดการเรียนการสอนด้วย เกลียวยกระดับความรู้จากประสบการณ์ โดยจัดให้เหมาะต่อสไตล์การเรียนรู้ของศิษย์ และเหมาะต่อสาระวิชานั้นๆ
- เน้นการพัฒนาทักษะการเรียนรู้
พื้นที่เพื่อการเรียนรู้ (Learning Space)
ตามทฤษฎีเรียนรู้จากประสบการณ์ การเรียนรู้เกิดจากปฏิสัมพันธ์ (transaction) ระหว่างบุคคลกับสภาพแวดล้อม เพื่อให้บุคคลเรียนรู้ “บางสิ่ง” (something) ที่มีอยู่ใน “บางที่” (somewhere) และพื้นที่เรียนรู้มีความหมายกว้างกว่าพื้นที่ทางกายภาพที่เป็นห้องเรียนมาก คือมีถึง ๕ มิติ คือ มิติทางกายภาพ ทางวัฒนธรรม ทางสถาบัน ทางสังคม และทางจิตวิทยา ดังภาพ
โดยพื้นที่ทั้ง ๕ มิติ เกิดขึ้นพร้อมกัน เป็นระบบนิเวศของการเรียนรู้ที่มีความซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง และมีผลดีหรือผลร้ายต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างคาดไม่ถึง มีตัวอย่างจริงที่ลูกชายของเพื่อนผมสมัยเป็นเด็กเรียนชั้นประถมเมื่อสามสิบปีก่อน เป็นเด็กไม่สนใจเรียน สอบได้ที่โหล่ แต่เมื่อขึ้นชั้นไปพบครูท่านหนึ่งเป็นครูประจำชั้น ความเข้าใจและเห็นคุณค่าต่อเด็กของครูท่านนี้ ทำให้ลูกชายของเพื่อนผมกลายเป็นเด็กรักเรียน และเรียนได้ผลการเรียนดีมาก ปัจจุบันหลานคนนี้เป็นผู้ใหญ่แล้ว มีการศึกษาดี หน้าที่การงานมั่นคง และเป็นคนดี
พื้นที่ที่ส่งพลังต่อการเรียนรู้ มีลักษณะที่สมาชิกเอาใจใส่กัน รัก ไว้วางใจ และมุ่งมั่นร่วมกัน
เรื่องพื้นที่เรียนรู้นี้ มีรายละเอียดให้ศึกษาและวิจัยได้มากมาย สำหรับใช้พัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน หนังสือยกตัวอย่างการใช้เครื่องมือ LSI (Learning Style Inventory) 4.0 วัดสไตล์การเรียนรู้ของนักศึกษา สำหรับนำมาเป็นข้อมูลประกอบการจัดกระบวนการเรียนรู้ใน ๔ จตุรภาค (quadrant) ของวงจรการเรียนรู้จากประสบการณ์ ที่เน้น ๔ กิจกรรมคือ รับรู้ประสบการณ์ (experiencing), สะท้อนคิด (reflecting), คิด (thinking), และปฏิบัติ (acting)
การสร้างพื้นที่เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้จากประสบการณ์มีหลักการต่อไปนี้
- สร้างพื้นที่ให้ผู้เรียนร่วมกิจกรรม
- ให้การยอมรับ (respect) ผู้เรียน และประสบการณ์ของผู้เรียน
- เริ่มบทเรียนด้วยประสบการณ์ของผู้เรียนในสาระวิชานั้น
- สร้างพื้นที่แห่งมิตรภาพ พื้นที่ปลอดภัย เพื่อการเรียนรู้
- สร้างพื้นที่ของการพูดคุยสนทนาเพื่อการเรียนรู้
- สร้างพื้นที่เพื่อการพัฒนาขีดความสามารถ (expertise)
- สร้างพื้นที่เพื่อการเรียนรู้ขาออก (inside-out learning)
- สร้างพื้นที่เพื่อให้ผู้เรียนเป็นเจ้าของรับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเอง
เป็นเรื่องที่มีรายละเอียดมากมาย และวงการศึกษาไทยควรส่งเสริมการทำวิจัยอย่างยิ่ง เพราะจะส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาโดยตรง และมีความลุ่มลึกสูง นำผลงานไปตีพิมพ์ได้สบาย
จัดการเรียนการสอนด้วย เกลียวยกระดับความรู้จากประสบการณ์
การเรียนรู้จากประสบการณ์เป็นกิจกรรมที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ที่ครู/อาจารย์ช่วยให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับศิษย์ หรือระหว่างศิษย์ด้วยกัน ทำให้เกิดการสร้างความรู้/สมรรถนะ ขึ้น และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของผู้เรียน ด้วยกระบวนการที่ครู/อาจารย์จัดตัวช่วยเป็นกระบวนการ “นั่งร้าน” (scaffolding) โดยที่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครู/อาจารย์กับศิษย์เป็นไปอย่างซับซ้อน และหลากหลายแนว ในแต่ละขั้นตอนของวงจรเรียนรู้จากประสบการณ์ และแตกต่างกันในต่างวงจรที่ยกระดับขึ้นไป ดังรูป
โดยที่ครู/อาจารย์ แสดงหลายบทบาทที่ซับซ้อนและปรับตัวเรื่อยไป (educator role flexibility) ตามรูป
บทบาทของครู/อาจารย์เปลี่ยนไปตามสไตล์การเรียนรู้ที่ต้องการ (learning style flexibility) ดังรูป
ประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ และทักษะการเรียนรู้
เป้าหมายของการเรียนรู้จากประสบการณ์คือ สมรรถนะที่ต้องการ โดยมีวิธีวัดที่ซับซ้อน ดังตัวอย่างในหนังสือ เป็นสมรรถนะของบัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์เมื่อเรียนจบใหม่ๆ กับเมื่อผ่านประสบการณ์ในการทำงานระยะหนึ่ง ที่สะท้อนทั้งการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ และการพัฒนาทักษะในการเรียนรู้
ผมเขียนสรุปการเรียนรู้เรื่อง การเรียนรู้บูรณาการพลังสาม ซึ่งใช้วิธีเรียนรู้จากประสบการณ์ ไว้ที่ Gotoknow.org/posts/546843
ขอขอบคุณ นพ. เนตร รามแก้ว ที่กรุณาส่งหนังสือมาให้
วิจารณ์ พานิช
๑๕ เม.ย. ๖๖