บันทึกชุด เรียนรู้จากประสบการณ์ นี้ ตีความแบบสรุปจากหนังสือ Experiential Learning : Experience as the Source of Learning and Development, 2nd Edition (2015)  เขียนโดย David A. Kolb   

ตอนที่ ๘ นี้ ตีความจากบทที่ ๖  Experiential Learning and Development     ที่เป็นพัฒนาการตั้งแต่เป็นทารก จนตลอดชีวิต   

ข้อสรุปอย่างสั้นที่สุดคือ การเรียนรู้กับการพัฒนาเป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงและส่งเสริมซึ่งกันและกัน    ทั้งที่เป็นการเรียนรู้และพัฒนาของบุคคล  และที่เป็นของสังคมหรือโลก   การเรียนรู้ของบุคคลกับการเรียนรู้ของสังคมก็เชื่อมโยงและส่งเสริมซึ่งกันและกัน   ที่น่าสนใจคือ ทั้งคติด้านจิตวิทยาตะวันตก และคติพุทธ เห็นตรงกันว่า พัฒนาการสูงสุดของจิตมนุษย์คือ ความหลุดพ้นจากการยึดติดตัวตน   การเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือการเรียนรู้สู่การมีตัวตน แล้วเคลื่อนต่อ (เปลี่ยนขาด - transform) สู่การไร้ตัวตน   

การเรียนรู้และพัฒนา เป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสภาพแวดล้อม

ทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์เน้นที่ปฏิสัมพันธ์ ระหว่างตัวบุคคลกับสภาพแวดล้อม   คำว่าปฏิสัมพันธ์คือ transaction ซึ่งหมายความว่า เมื่อมีปฏิสัมพันธ์กันแล้ว เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งสองฝ่าย    การเรียนรู้จากประสบการณ์ จึงสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งต่อตัวบุคคล และต่อสภาพแวดล้อม   

โดยที่กระบวนการเรียนรู้เป็นกระบวนการทางสังคม    บุคคลจึงถูกหล่อหลอมกล่อมเกลาจากวัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมรอบตัวด้วย   

L.S. Vygotsky เสนอหลักการ zone of proximal development ซึ่งหมายถึง การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาหรือการเรียนรู้ใน “ระดับรู้จริง” (mastery learning)    ที่จะต้องมีกิจกรรมการโค้ช หรือจัดระบบการเรียนรู้   ไม่ใช่ปล่อยให้บุคคลเรียนเองตามบุญตามกรรม    ซึ่งก็เท่ากับเป็นการจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้ที่สุด   

กล่าวใหม่ว่า สภาพแวดล้อมอาจเอื้อ หรือขัดขวาง หรือเบี่ยงเบนเป้าหมายของการเรียนรู้ก็ได้    เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบของประเทศ และของท้องถิ่น ที่จะต้องตั้งคำถาม และตอบคำถามนี้    ว่าระบบการศึกษาหรือระบบการเรียนรู้ที่มีอยู่ เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่เอื้อให้เด็กและเยาวชนเข้าสู่ zone of proximal development หรือไม่ 

หนังสือเอ่ยถึง education for critical consciousness   ซึ่งหมายถึงการศึกษาที่สร้างมนุษย์ที่มีการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking)    ซึ่งผมคิดว่า ยังเป็นเพียงส่วนเดียวของ 21st Century Skills    ที่อย่างน้อยต้องมีทักษะสำคัญ 4C คือ critical thinking, creativity, collaboration, communication   ที่เวลานี้เป็นที่ตกลงกันว่า   การศึกษาในปัจจุบันต้องเตรียมคนไว้เผชิญอนาคตที่จะเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและไม่แน่นอน    จึงต้องเอื้อให้บุคคลพัฒนาทักษะ (สมรรถนะ) แห่งอนาคต (future skills)    ที่บางทีเรียกว่า transferable skills  ที่มีผู้เสนอว่ามี ๑๗ ตัว ที่มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน (gotoknow.org/posts/tags/Ehlers)  

นอกจากนั้น ยังมีคติพุทธที่ลึกซึ้ง และพิสูจน์แล้วว่าให้ผลดีต่อพัฒนาการในชีวิต    ที่ศึกษาได้ที่ gotoknow.org/posts/tags/พุทธวิธีสร้างสุข    ที่ต้องเรียนรู้จากการปฏิบัติของตนเอง   

พัฒนาเพื่อความแตกต่าง และเพื่อทำตัวให้ผสมกลมกลืน

การเรียนรู้และพัฒนา อาศัยกิจกรรมหรือกระบวนการที่เป็นขั้วตรงกันข้าม    และเพื่อเป้าหมายที่เป็นขั้วตรงกันข้ามด้วย    ในที่นี้คือเป้าหมายการสร้างตัวตนที่แตกต่างหรือจำเพาะของแต่ละบุคคล (differentiation)   และในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้ตัวบุคคลรู้จักทำตัวให้เข้ากับสังคมได้ดี (integration)    

เป้าหมายเช่นนี้ จะบรรลุได้ต้องเน้นเรียนรู้จากประสบการณ์   และเรียนรู้ร่วมกับเพื่อนๆ และร่วมกับสังคมรอบตัว

การพัฒนาเป็นเส้นตรง กับการพัฒนาที่ซับซ้อน

การพัฒนาที่แท้จริงและถูกต้อง คือการพัฒนาอย่างเป็นองค์รวม (holistic development) ไม่ใช่พัฒนาเพียงบางด้าน    และเป็นการพัฒนาจากประสบการณ์ ซึ่งเป็นการพัฒนาที่ซับซ้อน   มีหลายเป้าหมายในเวลาเดียวกัน   ไม่ใช่แค่พัฒนาความรู้ (knowledge) เท่านั้น    มีการเสนอว่า การศึกษาในสมัยนี้เป็นการพัฒนา ทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑  และต่อมามีการเสนอว่า การศึกษาต้องพัฒนา VASK ไปพร้อมๆ กัน (gotoknow.org/posts/702910)   

พัฒนาด้วยการเรียนรู้จากประสบการณ์

มนุษย์เราเรียนรู้โดยยกระดับความซับซ้อน ๔ ด้านที่บูรณาการกัน  สู่พัฒนาการหรือวุฒิภาวะของตัวตน   

การเรียนรู้เพื่อยกระดับความซับซ้อน ๔ แบบ ได้แก่ 

  1. ความซับซ้อนด้านจิตใจ (affective complexity)  ที่เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง (CE) สู่พัฒนาการทางอารมณ์ (higher-order sentiment)
  2. ความซับซ้อนด้านการรับรู้ (perceptual complexity)   ที่เรียนรู้ผ่าน RO  นำสู่พัฒนาการด้านความช่างสังเกต 
  3. ความซับซ้อนด้านสัญญลักษณ์  (symbolic complexity)    ที่เรียนรู้ผ่าน AC   นำสู่พัฒนาการด้านการมีหลักการระดับสูง (higher-order concept) 
  4. ความซับซ้อนด้านการลองปฏิบัติ (AE)    นำสู่การปฏิบัติที่ซับซ้อน (higher-order action)   

ดังแสดงในรูปข้างล่าง   ที่คัดลอกมาจากหนังสือ    โดยแทนพัฒนาการด้วยรูปกรวยยอดแหลม   ที่ยอดเป็นการบรรจบหรือบูรณาการเป็นหนึ่งเดียวของพัฒนาการ ๔ ด้าน    ที่มีพัฒนาการ ๓ ระดับ คือ (๑) ระดับรับมาจากภายนอก (acquisition)    (๒) ระดับเกิดความชำนาญเฉพาะด้าน (specialization)    และ (๓) ระดับบูรณาการพัฒนาการทุกด้าน (integration)    โดยที่ในระหว่างทางเกิดกระบวนการที่ไปในทางบวก และทางลบมากมาย   เมื่อผ่านเกลียวยกระดับความรู้จากประสบการณ์ (ร่วมกับเพื่อนนักเรียน มีครูเป็นโค้ช) ก็ค่อยๆ เกิดการเรียนรู้ยกระดับขึ้นไป   

กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่เป็นทารก และต่อเนื่องตลอดชีวิต   โดยมีขั้นตอนของมัน   และมีรายละเอียดมากมายในหนังสือต้นฉบับ   

 

พัฒนาการระดับแรก (ระดับรับมาจากภายนอก) เกิดขึ้นตั้งแต่แรกเกิด จนถึงราวๆ เรียนชั้นมัธยม    พัฒนาการระดับที่สอง (ระดับเกิดความชำนาญเฉพาะด้าน) เกิดในช่วงเรียนอุดมศึกษาหรืออาชีพ    พัฒนาการระดับที่สาม (ระดับบูรณาการพัฒนาการทุกด้าน) เกิดในช่วงทำงาน  ดำรงชีวิตครอบครัว  และชีวิตทางสังคม    เป็นการแบ่งช่วงพัฒนาการอย่างคร่าวๆ   โดยที่กิจกรรมการเรียนรู้ในแต่ละช่วงมีผลต่อช่วงอื่นด้วย   

สติระลึกรู้, การเรียนรู้, และการพัฒนา

ได้เกริ่นนำในตอนท้ายของหัวข้อย่อยที่แล้ว    ว่าพัฒนาการสู่การเรียนรู้ระดับสูง (higher-order learning) ของมนุษย์มี ๓ ระดับคือ (๑) ระดับรับมาจากภายนอก (acquisition)    (๒) ระดับเกิดความชำนาญเฉพาะด้าน (specialization)    และ (๓) ระดับบูรณาการพัฒนาการทุกด้าน (integration)    แต่ละระดับกำกับโดยสติระลึกรู้ที่ต่างระดับกัน     จึงมีสติระลึกรู้สำหรับกำกับการเรียนรู้ ๓ ระดับ ตรงตามระดับของการเรียนรู้  ได้แก่  (๑) ระดับรับเข้า (registrative consciousness) เกิดตอนเป็นทารกและเด็ก  (๒) ระดับตีความ (interpretive consciousness) เกิดตอนเป็นเด็กโตจนถึงวัยผู้ใหญ่  (๓) ระดับบูรณาการ (integrative consciousness) เกิดในวัยผู้ใหญ่ที่มีพัฒนาการระดับสูง     

เท่ากับในการเรียนรู้จากประสบการณ์นอกจากมีการยกระดับความรู้  และยกระดับการเรียนรู้แล้ว    ยังเกิดผลยกระดับสติระลึกรู้ (consciousness) ด้วย

การเรียนรู้ก่อผลพัฒนาสติระลึกรู้

การเรียนรู้เบื้องต้นเกิดจาก ๔ กระบวนการคือ การปรับให้เข้ากัน (accommodation)    การเชื่อมเข้าด้วยกัน (assimilation)   การหาความเหมือน (convergent)    การหาความต่าง (divergent)   แล้วมีการพัฒนาสู่การเรียนรู้ระดับสูงขึ้น (higher-order learning) โดยการบูรณาการกระบวนการเหล่านี้อย่างซับซ้อน  ผ่านประสบการณ์   

เมื่อประสบการณ์เรียกร้องการเรียนรู้ระดับสูงขึ้น   ก็ย่อมต้องการสติระลึกรู้ระดับสูงขึ้นด้วย    เท่ากับผู้เรียนรู้ได้ฝึกสติระลึกรู้ไปในตัว

ผมไม่เห็นพ้องกับข้อความเกี่ยวกับสติระลึกรู้ในหนังสือมากนัก    ผมยังคิดว่ามีหลักการเกี่ยวกับ EF – executive functions ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง   โดยเฉพาะการมีสติควบคุมแรงกระตุ้นจากภายในหรือภายนอกให้แสดงพฤติกรรมภายใต้แรงกดดันบางอย่าง   ที่จะทำให้การหมุนเกลียวยกระดับความรู้มีการสะดุด   เป็นเรื่องของการมีสติระลึกรู้ด้านการควบคุมอารมณ์   

ผมเชื่อว่า การเรียนรู้ที่ดี ช่วยพัฒนาสติระลึกรู้ด้านอารมณ์และสังคม (socio-emotional skills) ด้วย    

การปรับตัว, สติระลึกรู้, และพัฒนาการ

เขาสรุปการพัฒนา การปรับตัว และสติระลึกรู้ ตามระดับพัฒนาการตั้งแต่เป็นเด็กจนเป็นผู้ใหญ่และชรา ในตารางที่ 6.1 ที่ผมคัดลอกมาดังนี้

หากดูที่หัวข้อโครงสร้างของสติระลึกรู้ (Structure of consciousness)    ในบรรทัดถัดลงมา หัวข้อ extension in time หมายถึงช่วงเวลาที่มีสติระลึกรู้ (หรือความทรงจำ) เรื่องนั้นๆ   จะเห็นว่าในช่วงเป็นทารกอาจยาวแค่เป็นวินาที    แล้วยาวขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น    เมื่ออายุมากความทรงจำเป็นสิบปีหรือตลอดช่วงอายุ (หากไม่หลงลืมเพราะความชรา)   

หัวข้อบนสุด Developmental stage of maturation   ช่วงรับเข้า (acquisition) เกิดขึ้นในทารกและเด็กเล็ก    เมื่อเป็นเด็กโต เข้าสู่การศึกษา ก็เป็นช่วงเรียนรู้เฉพาะด้าน (specialization)    เมื่อโตขึ้นอีกจึงเข้าสู่ช่วงบูรณาการ (integration)

หัวข้อที่ ๕ ไล่จากข้างบน เรื่อง  Feedback structure น่าสนใจมาก    ในช่วงต้นของพัฒนาการ คือช่วงรับเข้า (acquisition) การป้อนกลับเป็น first order feedback  เพื่อให้ทำได้ หรือบรรลุเป้าหมายง่ายๆ ที่มีความชัดเจน   ในช่วงที่สอง เรียนรู้เฉพาะด้าน (specialization)    การป้อนกลับเป็น second order feedback เพื่อปรับเป้าหมาย และปรับวิธีการเรียนรู้   เพื่อให้เกิดทักษะการเรียนรู้ (learning how to learn)    ในช่วงที่สาม บูรณาการ (integration)    การป้อนกลับเป็น third order feedback  ด้วยสติระลึกรู้ด้านความมั่นคงในตัวตน (integrity)    เพื่อเชื่อมโยงเป้าหมายกิจกรรมเข้ากับเป้าหมายยิ่งใหญ่ (purpose) ของชีวิต    ผมมองว่า เป็นวิธีตีความที่ลึกซึ้งมาก   

ในหัวข้อ Structure of consciousness  ระบุระดับที่สามคือ integrative consciousness   เขาเอ่ยถึงระดับที่สูงขึ้นไปอีก คือ transcendent consciousness   สติระลึกรู้สิ่งที่อยู่เหนือโลก  ซึ่งเป็นคติตะวันออก    ซึ่งตรงกับ Kohlberg’s 7th stage of moral development   คือสู่สภาพไร้ตัวตน หมดความเห็นแก่ตัว หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล  ซึ่งก็คือ นิพพาน ในคติพุทธ   ซึ่งเป็นพัฒนาการสูงสุดของความเป็นมนุษย์    (ดู gotoknow.org/posts/tags/พุทธวิธีสร้างสุข) 

ผมขอเชิญชวนให้ท่านผู้อ่าน อ่านตารางที่ 6.1 อย่างละเอียดและลองตีความเอง    จะได้เรียนรู้มาก   

 Subject Object Theory ของ Kegan

เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับพัฒนาการ ที่เสนอว่ามี ๕ ระดับ  โดย Robert Kegan   คือ (๑) หุนหันพลันแล่น (impulsive),  (๒) ควบคุมตนเองได้ (imperial),  (๓) รู้วิธีสัมพันธ์กับผู้อื่น (interpersonal),  (๔) รู้วิธีสัมพันธ์กับสังคม (institutional), และ (๕) รู้จักรักผู้อื่น (interindividual)   ซึ่งมีตารางอธิบายไว้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Robert_Kegan    ตารางนี้มีการเปรียบเทียบกับทฤษฎีพัฒนาการทฤษฎีอื่นๆ ด้วย  

ตัวทฤษฎีอธิบายกลไกของพัฒนาการ ว่าใช้สมรรถนะที่เรียนรู้แล้วในระดับล่าง (subject) สำหรับเป็น object ของการเรียนรู้สู่พัฒนาการในระดับที่สูงขึ้นไป    จึงใช้ชื่อ subject object theory    

Kegan เรียกชื่อจิตระลึกรู้ระดับที่ห้าซึ่งเป็นระดับสูงสุดของพัฒนาการ ว่า จิตที่กำกับตนเองได้ (self-authoring mind)    และอธิบายว่าหมายถึงจิตที่มีอิสระและมีความรับผิดชอบต่อชีวิตของตนเอง    โดยสามารถวิเคราะห์ตัวแปรที่หลากหลายเพื่อใช้ทำความเข้าใจเหตุและผล และใช้ตัดสินใจ    คนที่บรรลุพัฒนาการระดับนี้เป็นตัวของตัวเองในเรื่อง ค่านิยม  ความเชื่อ  ความมุ่งมั่น การมองความเชื่อมโยง อุดมการณ์  การคิดเชิงนามธรรม  ความจงรักภักดีต่อผู้อื่น  และต่อภายในตน    โดยสามารถเชื่อมโยง (coordinate)  บูรณาการ  ปฏิบัติ และสร้าง  คุณสมบัติที่กล่าวแล้วได้   

มีผู้ทำงานวิจัยแบบ longitudinal (๒๑ ปี) cohort study และสรุปว่า คนที่บรรลุจิตใจระดับ “กำกับตนเองได้”  มีลักษณะสำคัญ ๓ ข้อ คือ  (๑) เชื่อเสียงภายในของตนเอง  (๒) สร้างฐานความเชื่อที่มั่นคง  และ (๓) มุ่งมั่นพัฒนาอัตลักษณ์ของตนเอง   

Kegan ยังเสนอจิตใจที่ยกระดับขึ้นไปอีก คือ “จิตเปลี่ยนขาดตนเอง” (self-transforming mind) ว่าหมายถึงจิตที่เปิดรับความคิดเห็นที่แตกต่าง  หรือมุมมองต่าง     สามารถมองสองขั้วตรงกันข้ามเป็นขั้วเดียวกันของหลักการที่ใหญ่ขึ้นไป     ดังกรณี ความสงสัยกับความเข้าใจเป็นขั้วเดียวกันของมิติด้านการเปลี่ยนขาดในทฤษฎีเรียนรู้จากประสบการณ์    ตัวตนไม่ใช่รูปแบบที่ตายตัว แต่มีการเปลี่ยนขาดอย่างต่อเนื่อง   ความสัมพันธ์เป็นเรื่องของบริบทเพื่อการแลกเปลี่ยนและ transaction   คือเกิดการเปลี่ยนแปลงในทั้งสองฝ่ายหรือทุกฝ่าย          

ขอขอบคุณ นพ. เนตร รามแก้ว ที่กรุณาส่งหนังสือมาให้ 

วิจารณ์ พานิช

๑๕ เม.ย. ๖๖