เขตพื้นที่การศึกษาฯจัดประชุมชี้แจงและให้ความรู้อย่างมากมาย แก่ผู้บริหารและข้าราชการครู รวมทั้งลูกจ้างประจำ ที่จะเกษียณอายุราชการ เมื่อสิ้นปีงบประมาณ ๒๕๖๖
หรือวันที่ ๓๐ กันยายน ที่จะถึงนี้ ซึ่งเหลือเวลาอีก ๓ เดือน หรือไตรมาสสุดท้ายแล้ว
ผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องนั่งอยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ เพื่อตรวจสอบเอกสารของแบบขอรับเงินบำนาญและเงินบำเหน็จดำรงชีพ ซึ่งผมได้กรอกแบบไว้ในระบบของกรมบัญชีกลางก่อนหน้านี้
จากนั้นเขตพื้นที่ฯได้ใช้แฟ้มประวัติการทำงานของผม(กพ.๗) เพื่อดูอายุราชการ แล้วคำนวณเป็นเงินบำนาญรายเดือนออกมา
ผมอ่านเสร็จแล้ว ก็ลงชื่อไว้เป็นหลักฐานว่าถูกต้อง จากนั้นก็ฟังวิทยากรบรรยายเกี่ยวกับสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่จะได้รับหลังจากเกษียณอายุราชการแล้ว
รวมทั้งการเข้าดูสลิปเงินเดือนบำนาญ (B – Money) และการใช้งานระบบบำเหน็จบำนาญและสวัสดิการรักษาพยาบาล (Digital Pension)
การพิมพ์หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และในท้ายที่สุด เจ้าหน้าที่ของเขตฯให้กรอกแบบแสดงเจตนาผู้รับบำเหน็จตกทอด ที่ไม่ใช่คนในครอบครัวหรือทายาท เป็นการเขียนเผื่อไว้เท่านั้น เพราะถึงอย่างไร พ่อแม่ คนในครอบครัวและทายาท ก็มีสิทธิตามกฎหมายอยู่แล้ว
ถึงแม้การประชุมเสร็จสิ้นลงได้ภายในครึ่งวัน แต่ผมก็ได้ข้อมูลใหม่และความรู้สึกประทับใจหลายอย่าง ได้เห็นแฟ้มประวัติการรับราชการอย่างละเอียด ตั้งแต่วันบรรจุ ๒๙ เมษายน ๒๕๒๙
ได้เห็นรูปใบหน้าตัวเองที่ใช้ในการรายงานตัวเข้ารับราชการในวันแรก พบเอกสารการปรับวุฒิการศึกษา การเลื่อนวิทยฐานะ การย้ายสถานที่ทำงาน ตลอดจนการปรับเปลี่ยนตำแหน่งต่างๆ
ภาพและเอกสารเก่าๆ ดูมีมนต์ขลัง ให้นึกย้อนอดีตวันวานที่ผ่านมา บ่งบอกประสบการณ์และอายุราชการ ที่ตรากตรำทำงานได้พอสมควร
ถึงขนาดเจ้าหน้าที่ให้ข้อสังเกตว่า ผมน่าจะอายุมากที่สุด (๖๐ ปี ๖ เดือน) จากทั้งหมด ๓๗ คนที่นั่งในห้องประชุม และอายุราชการก็มากที่สุดด้วย
จากข้อมูลที่ตรวจสอบ เขตฯนับเวลาราชการที่ทำงานทั้งหมด ๔๖ ปี จำนวนเงินที่คำนวณจ่าย โดยใช้สูตรเงินเดือนสุดท้ายคูณด้วย ๔๖ แล้วหารด้วย ๕๐ ผลจึงปรากฎออกมาเป็นตัวเลขของบำนาญรายเดือนซึ่งไม่น้อยเลย
เมื่อไม่นับเงินค่าวิทยฐานะและเงินค่าตอบแทน ที่จะไม่ได้รับอีกแล้วหลังเกษียณ เงินบำนาญรายเดือนจะน้อยกว่าเงินเดือนปัจจุบันเพียง ๕,๕๐๐ บาทเท่านั้น
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะผมเคยปฏิบัติหน้าที่ราชการที่ อ.ศรีสวัสดิ์หลายปี จึงได้อายุราชการทวีคูณ จากเวลาปกติ ๓๗ ปี เพิ่มเป็น ๔๖ ปี ที่มีความหมายต่อชีวิตยิ่งนัก
ความสุขที่คลุกเคล้าความยากระกำลำบากในสมัยนั้น ก็ไม่คิดว่าจะมีวันนี้ เคยขับขี่มอร์เตอร์ไซค์ล้มคว่ำบนภูเขา เคยขับรถข้ามแพขนานยนต์จนนับครั้งไม่ถ้วน จนถึงเป็นไข้มาลาเรีย เกือบขึ้นสมอง คุณหมอบอกว่าถ้าช้าอีกนิดเดียวก็เสียชีวิต
เหมือนฟ้าลิขิตไว้ ให้อดเปรี้ยวไว้กินหวาน เงินบำนาญที่เขาคำนวณให้เป็นที่น่าพอใจ หากใช้ชีวิตพอเพียง ประหยัดกินประหยัดใช้ ไม่ฟุ้งเฟ้อ...รับรองไม่อดอยากปากแห้งแน่นอน
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๖







