เพราะเหตุใดประเทศไทยจึงพ้นจากสภาพผู้แพ้สงครามในสงครามโลกครั้งที่ 2
สวัสดีค่ะ หลังจากที่ได้เรียนรู้เรื่องสงครามโลกครั้งที่ 1 ไปแล้ว ในครั้งนี้เรามาย้อนอดีตมาดูกันว่าประเทศไทยจึงพ้นจากสภาพผู้แพ้สงครามในสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้อย่างไรนะคะ
จากจุดยืนที่ไม่เหมือนใครของไทยในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งในฐานะพันธมิตรและต่อมาคือศัตรูของฝ่ายอักษะ โดยผู้นำของฝ่ายอักษะ คือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำพรรคนาซี - เยอรมัน และ เบนิโต มุสโสลินี ผู้นำอิตาลีและลัทธิฟาสซิสต์ ส่วนผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตร คือ วินสตัน เชอร์ชิลล์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ โจเซฟ สตาลิน ผู้นำสหภาพโซเวียต และแฟรงคลิน ดี รูสเวลท์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาค่ะ มีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลให้ประเทศไทยพ้นจากการพ่ายแพ้ในสงคราม ได้แก่ ที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ การหลบหลีกทางการเมือง และการเคลื่อนไหวต่อต้าน
ที่ตั้งทางยุทธศาสตร์
ประการแรก ที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ของไทยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำให้ประเทศไทยเป็นทรัพย์สินที่มีค่าสำหรับทั้งฝ่ายอักษะและฝ่ายสัมพันธมิตรค่ะ ในช่วงเริ่มต้นของสงคราม ในตอนแรกไทยประกาศตัวเป็นกลางนะคะ แต่ก็ต้องถูกบีบให้ต้องเข้าร่วมมือกับญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว ซึ่งพยายามใช้ดินแดนไทยเป็นฐานในการรุกรานอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศสที่อยู่ใกล้เคียงค่ะ แม้ไทยจะลงนามเป็นพันธมิตรทางทหารกับญี่ปุ่นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2484 รัฐบาลไทยนำโดยผู้บัญชาการทหารบก จอมพล ป.พิบูลสงคราม ยังคงระมัดระวังในความสัมพันธ์กับฝ่ายอักษะนะคะ
การหลบหลีกทางการเมือง
ประการที่สอง รัฐบาลไทยเล่นเกมอย่างช่ำชองค่ะ โดยรักษาความร่วมมือกับฝ่ายอักษะในขณะที่แอบติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตร รัฐบาลของจอมพล ป. ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายอักษะอย่างเต็มที่นะคะ และเบื้องหลังก็รักษาการติดต่อสื่อสารกับรัฐบาลอังกฤษและอเมริกา เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน เสนีย์ ปราโมช ปฏิเสธที่จะประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร และต่อมาเขาได้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทยเพื่อต่อต้านการยึดครองของญี่ปุ่นค่ะ
ขบวนการเสรีไทยทำงานควบคู่กับฝ่ายสัมพันธมิตรนะคะ ช่วยในการจัดหาข่าวกรองที่สำคัญและมีส่วนร่วมในการก่อวินาศกรรมกับกองกำลังญี่ปุ่น กิจกรรมของขบวนการดังกล่าว พร้อมด้วยความช่วยเหลือจากสำนักงานบริการยุทธศาสตร์แห่งอเมริกา (OSS) ได้ช่วยให้การเข้ายึดของญี่ปุ่นในประเทศไทยอ่อนลง และส่งเสริมความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างไทยกับฝ่ายสัมพันธมิตรค่ะ
การเคลื่อนไหวต่อต้าน
ประการสุดท้าย เมื่อกระแสของสงครามเริ่มเปลี่ยนไปเป็นปฏิปักษ์ต่อฝ่ายอักษะ ประเทศไทยได้เปลี่ยนท่าทีเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับฝ่ายสัมพันธมิตรมากขึ้นค่ะ โดยในปี พ.ศ. 2487 จอมพล ป. ได้ถูกโค่นล้มอำนาจลงด้วยการรัฐประหารที่นำโดย นายควง อภัยวงศ์ ซึ่งพยายามสร้างจุดยืนที่เป็นกลางมากขึ้นในความขัดแย้ง และในท้ายที่สุดนายควงก็ยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้ไทยไม่ต้องถูกปฏิบัติเหมือนเป็นศัตรูเมื่อสงครามสิ้นสุดลงค่ะ
ในที่สุด หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากจุดยืนที่ไม่เหมือนใครและหลีกเลี่ยงผลกระทบที่รุนแรงที่ประเทศอื่น ๆ เข้าข้างฝ่ายอักษะต้องเผชิญนะคะ รัฐบาลไทยประสบความสำเร็จในการเจรจากับฝ่ายสัมพันธมิตรค่ะ โดยยอมอ่อนข้อและชดใช้ค่าเสียหายที่ทำให้พวกเขารักษาอธิปไตยและหลีกเลี่ยงการยึดครองได้ การทูตที่ช่ำชองนี้ ผนวกกับความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของไทยในภูมิภาค ทำให้มั่นใจได้ว่าประเทศจะไม่ได้รับบาดเจ็บจากฝ่ายที่แพ้สงครามค่ะ
I like to see details on “…รัฐบาลไทยประสบความสำเร็จในการเจรจากับฝ่ายสัมพันธมิตรค่ะ โดยยอมอ่อนข้อและชดใช้ค่าเสียหายที่ทำให้พวกเขารักษาอธิปไตยและหลีกเลี่ยงการยึดครองได้…”. Can you help?