ผมได้เรียนรู้เรื่อง APN – Advanced Practice Nurse จากการเข้าร่วมประชุมสรรหาคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๖๕ จึงได้เรียนรู้เรื่องพลวัตของระบบวิชาชีพพยาบาล
ค้นดู พบ (๑) บอกชัดเจนว่าพัฒนาการทางวิชาชีพพยาบาล สู่การได้รับวุฒิบัตรวิชาชีพพยาบาลเฉพาะทาง นี้ ริเริ่มจากสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับวิชาชีพพยาบาล และในขณะเดียวกันก็สนองความต้องการของระบบสุขภาพอเมริกัน ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และต้องการพยาบาลเชี่ยวชาญการดูแลผู้ป่วยเฉพาะโรค
จึงเกิดคำถามว่า ไทยเราจะเดินตามนี้ไหม ฟังดูเข้าใจว่าสภาการพยาบาลไทยกำลังพัฒนาระบบนี้ นำสู่คำถามว่า ระบบนี้ของไทยควรเดินตามอเมริกาไหม คำตอบของผมคือทั้งควรและไม่ควร
ไม่ควรเดินตามระบบสุขภาพอเมริกันในบริบทของระบบที่ธุรกิจนำ เน้นกำไรหรือผลประโยชน์ของธุรกิจ เป็นเป้าหมายหลัก ไม่เน้นผลประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์ อย่างวงการสุขภาพ รวมทั้งวงการวิชาชีพพยาบาลไทย ควรคิดระบบของเราเอง เพื่อประโยชน์ของระบบสุขภาพไทย และเพื่อประโยชน์ของสาธารณชน มากกว่าผลประโยชน์ของวงการธุรกิจ รวมทั้งออกแบบให้เหมาะสมต่อระบบสุขภาพไทย ที่ดีกว่าระบบสุขภาพอเมริกัน ในด้านการคุ้มครองสุขภาพถ้วนหน้า
อย่าตกหลุมจุดอ่อนของระบบสุขภาพอเมริกัน ที่เป็นระบบที่อ่อนแอด้าน equity
ควรเดินตามระบบสุขภาพอเมริกันในด้านการมีเส้นทางวิชาชีพพยาบาล ที่เน้นให้เส้นทางพัฒนาวิชาชีพพยาบาล ผ่านพัฒนาการด้านวิชาชีพหรือปฏิบัติ คู่ไปกับพัฒนาการด้านวิชาการ ด้านวิชาการคือการเรียนระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ด้านวิชาชีพคือวุฒิบัตรวิชาชีพเฉพาะทาง
เอาหลักการของเขามาคิดต่อ เพื่อออกแบบระบบของเราเอง อย่าลอกวิธีการหรือระบบของเขามาใช้
ผมขอเสนอว่า ระบบพัฒนาการด้านวิชาชีพพยาบาลไทย ควรออกแบบให้สนองความต้องการของระบบสุขภาพปฐมภูมิ : ระบบสุขภาพทุติยภูมิ : ระบบสุขภาพตติยภูมิ ในสัดส่วน ๖๐ : ๓๐ : ๑๐
ทักษะทางวิชาชีพชั้นสูงของพยาบาลไทยในอนาคตน่าจะอยู่ที่การหนุนให้กิจกรรมดูแลสุขภาพในครอบครัว และสุขภาพชุมชน เข้มแข็ง พยาบาลวุฒิบัตรเพื่อสุขภาพปฐมภูมิ จึงควรฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านสังคม : สมรรถนะด้านเทคโนโลยี เท่ากับ ๗๐ : ๓๐ ไม่ใช่เน้นสมรรถนะด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอข้างบนเป็นจินตนาการ ยังไม่ควรนำไปใช้ ขอเสนอว่า ในการออกแบบ (ออกแบบระบบ) จริง น่าจะใช้เครื่องมือที่มีวิชาการ และใช้ข้อมูล ช่วยสนับสนุน ที่น่าจะสามารถบอกได้ว่า ทางเลือกแบบ American Model กับแบบจินตนาการที่ผมเสนอ จะให้ผลกระทบต่อระบบสุขภาพไทย และคนไทย แตกต่างกันอย่างไร นักวิชาการด้าน impact assessment เช่น ด้าน HTA – Health Technology Assessment น่าจะดำเนินการให้คำตอบได้ จึงน่าจะขอคำแนะนำจาก (ศ.) ดร. นพ. ยศ ตีระวัฒนานนนท์ แห่ง HITAP และแห่ง NUS (National University of Singapore)
เพราะผมทำหน้าที่นายกสภา สบช. และทราบว่า สบช. มีนโยบายเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อสุขภาพชุมชน หรือสุขภาพปฐมภูมิ จึงคิดว่า สบช. น่าจะทำหน้าที่ขับเคลื่อนการพัฒนาระบบ พยาบาลวุฒิบัตรพยาบาลวิชาชีพเฉพาะทางด้านสุขภาพปฐมภูมิ ที่เป็นความก้าวหน้าทางวิชาชีพพยาบาลปฐมภูมิ ที่เทียบเท่าสายวิชาการระดับปริญญาเอก โดยทำงานร่วมกับสภาการพยาบาล และร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข
นี่คือส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบสุขภาพไทย ผ่านการพัฒนาระบบวิชาชีพพยาบาล ที่มีการออกแบบระบบความก้าวหน้าของวิชาชีพพยาบาล ที่สอดคล้องและสนองต่อการพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศ
วิจารณ์ พานิช
๒๙ ธ.ค. ๖๕