ขอสะท้อนคิดจากหนังสือ How Will You Measure Your Life : Finding Fulfillment Using Lessons From Some of The World’s Greatest Business ต่อจากตอนที่ 4377 นะครับ เพราะในตอนที่แล้ว ผมสะท้อนคิดต่อจากเรื่องแรงบันดาลใจ ที่หนังสือเสนอแนะ ออกไปไกล
คราวนี้ขอกลับมาที่ประเด็นอื่นๆ ในหนังสือ
เพราะศาสตราจารย์ Christensen สอนและวิจัยด้านธุรกิจ จึงบอกว่า ชีวิตเป็น “ธุรกิจส่วนตัว” การดำเนินการธุรกิจ ต้องรู้จักใช้ “ทรัพยากร” (resources) ที่มี ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
โดยต้องนิยามคำว่า “ทรัพยากร” ให้กว้าง ไม่ตีความแคบๆ อยู่ที่ ทุนที่เป็นเงิน สิ่งของ และปัญญา เท่านั้น ต้องตีความให้ครอบคลุม สุขภาพ มิตรภาพ ความผูกพันในครอบครัว โดยต้องลงทุนเวลา สินทรัพย์ ทักษะ และพลังงาน ในเรื่องเหล่านั้น
เท่ากับว่า ต้องไม่ใช้ชีวิตเพื่อความสำเร็จในหน้าที่การงาน หรือธุรกิจ เท่านั้น ต้องคำนึงถึงสุขภาวะในความหมายที่กว้าง โดยเฉพาะสุขภาวะด้านสังคม และครอบครัว ด้วย
เมื่อเอ่ยถึงเรื่องสุขภาพ เขาเน้นสุขภาพทางกาย ซึ่งหมายถึงการออกกำลังกาย และการรักษาสุขภาพด้านอื่นๆ ที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง และมีประสบการณ์ตรงส่วนตัว ว่าการออกกำลังแบบ แอโรบิก ที่ผมใช้วิธีวิ่งเหยาะ ๓๐ - ๔๐ นาทีต่อวัน ทำเกือบทุกวันในตอนเช้ามืด เป็นเวลา ๓๕ ปี ตั้งแต่อายุ ๔๐ ถึง ๗๕ หลังจากนั้นใช้วธีเดินเร็ว เพื่อไม่ลงน้ำหนักที่เข่าซึ่งชำรุด ช่วยให้ผมมีสุขภาพดีมากในวัย ๘๐ ช่วยให้ทำงานได้อย่างมีคุณภาพ อารมณ์ดี ช่วยให้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นโดยมีสติคำนึงถึงความต้องการของเขาที่เรียกว่า empathy (เอาใจเขามาใส่ใจเรา)
สุขภาพที่สำคัญในความเห็นของผม ไม่ได้มีเฉพาะสุขภาพกาย สุขภาพจิตมีความสำคัญเท่าๆ กันหรือสำคัญยิ่งกว่า คือต้องรู้จักฝึกจิตวิทยาเชิงบวกให้แก่ตนเอง ซึ่งก็คือทรัพยากรอย่างหนึ่ง เป็นทรัพยากรที่ได้มาฟรีๆ หากรู้จักฝึกตนเอง ให้รู้จักมองโลกเชิงบวก รู้จักมองลบให้เป็นบวก เช่นมองอุปสรรคขวากหนามในชีวิต หรือในการดำเนินกิจการ ว่าเป็นโอกาสฝึกฝนตนเองให้รู้จักต่อสู้ มีความอดทนมานะพยายาม และที่สำคัญ รู้จักเรียนรู้จากสภาพยากลำบากนั้น
อย่างที่ผมมองสภาพความเจ็บป่วยของภรรยา ที่ผมเขียนเล่าใน (๑) ว่าเป็นสภาพที่เอื้อให้ผมได้ฝึกแสดงความรักที่แท้ ได้รู้จักรักแท้จากการปฏิบัติของตนเอง ได้รู้จักคุณค่าของการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน และได้รู้ว่าสภาพนั้นให้คุณแก่จิตใจของผมอย่างไร คนที่ไม่เคยสัมผัสหรือปฏิบัติด้วยตนเอง แล้วใคร่ครวญสะท้อนคิดในมิติที่ลึก จะไม่มีทางเข้าใจ
ก่อนอายุ ๔๐ ผมเห็นผู้อื่นวิ่งออกกำลังตอนเย็นหรือตอนเช้า คิดว่าเป็นการเสียเวลาเปล่าๆ ผมมุ่งใช้เวลา ๒๔ ชั่วโมงในชีวิตให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการทำงานและอ่านหนังสือ แต่เมื่อร่างกายทรุดโทรมจากการทำงานภายใต้ความเครียดรุนแรง และผมหาทางแก้โดยการออกกำลังแบบแอโรบิก คือวิ่งเหยาะต่อเนื่อง ๓๐ - ๔๐ นาที ผมก็พบด้วยประสบการณ์ตรงของตนเองว่า การใช้เวลาวันละ ๓๐ นาที ช่วยให้เวลา ๒๓ ชั่วโมงครึ่งที่เหลือเป็นเวลาที่มีคุณภาพ และมีผลิตภาพมากกว่า ๒๔ ชั่วโมงสมัยก่อนวิ่งออกกำลัง
วิธีคิดแบบนี้ นำมาเปรียบเทียบสภาพจิตของคนที่ร้อนรนด้วยกิเลสตัณหา กับคนที่จิตบริสุทธิ์ ทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ผมตีความว่า คนที่จิตบริสุทธิ์ทำงานได้ผลหรือผลิตภาพดีกว่า จึงรู้สึกสงสารหรือเห็นใจคนที่จิตใจยังผูกพันอยู่กับผลประโยชน์ระยะสั้น ที่เป็นผลประโยชน์ส่วนตัว และบางเรื่องเป็นการสนองอารมณ์โกรธเกลียดของตน หรือสนองความโลภของตน ว่าเขาได้รับแค่ผลประโยชน์ระยะสั้นเท่านั้น ในระยะยาวเขาขาดทุนย่อยยับ เพราะพฤติกรรมของเขานั้น คนอื่นรู้ทัน มีผลให้เขาเป็นคนไม่น่าเชื่อถือ ไม่ได้รับการยอมรับจากผู้คนวงกว้าง โอกาสทำงานใหญ่หรืองานที่มีความสำคัญมากๆ ก็จะไม่มี คนแบบนี้ เป็นคนที่ทำลายอนาคตของตนโดยไม่รู้ตัว
จะเห็นว่า ทรัพยากรสำคัญที่สุดในชีวิตคนคือ สัมมาทิฐิ หรือค่านิยมที่ถูกต้อง คนที่น่าสงสารคือคนที่สมาทานมิจฉาทิฐิ ซึ่งเป็นคนที่ทำลายอนาคตของตนโดยไม่รู้ตัว
นิยามความฉลาดของผมจึงไม่เหมือนคนอื่น คนฉลาดคือคนที่รู้จักนำตนสู่สัมมาทิฐิ หรือค่านิยมที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นเส้นทางแห่งความสุขความเจริญ
ผมจึงเชื่อว่า การศึกษาคุณภาพสูง คือการศึกษาที่เอื้อให้ผู้เรียนสร้างค่านิยมที่ถูกต้อง หรือสัมมาทิฐิใส่ตัว
วิจารณ์ พานิช
๑๓ ธ.ค. ๖๕