หลวงพระบาง เมืองมรดกโลก (8) ขึ้นพระธาตุพูสี ชมทัศนียภาพยามเย็น
เมื่อมีโอกาสมาเที่ยวหลวงบางแล้วก็ต้องขึ้นไปสักการะพระธาตุพูสี ซึ่งเป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวหลวงพระบางเคารพนับถือมาก และยังสามารถชมวิวเมืองหลวงพระบางจากบริเวณลานพระธาตุได้แบบ 360 องศา นอกจากนี้บนพระธาตุยังเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่สวยงามมาก แสงอาทิตย์ยามเย็นจะส่องลงมาที่องค์พระธาตุเป็นประกายสีทองเหลืองอร่าม
พระธาตุพูสี ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงประมาณ 150 เมตร กลางเมืองหลวงพระบาง สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2337 โดยพระเจ้าอนุรุทธ และมีการบูรณะซ่อมแซมเมื่อ พ.ศ. 2457 เดิมเขาลูกนี้มีชื่อว่า พูสวง หรือ พูซวง แต่ภายหลังมีฤๅษีสองตนพี่น้องขึ้นไปอาศัยอยู่บนเขาเพื่อบำเพ็ญตบะ จึงถือว่าเป็นป่าศักดิ์สิทธิ์ ชาวบ้านจึงเรียกภูเขาลูกนี้ว่า พูสี หรือ พูษี ที่แปลว่า ภูเขาของพระฤๅษี
จุดเด่นของพระธาตุพูสี คือ องค์พระธาตุที่มีรูปทรงเป็นดอกบัวสี่เหลี่ยมสีทองอร่ามสูงประมาณ 21 เมตร ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม ยอดประดับด้วยเศวตฉัตรทองสำริดเจ็ดชั้น เป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องเดินขึ้นบันไดจำนวน 328 ขั้นเพื่อมากราบไหว้สักการะ นอกจากองค์พระธาตุแล้วก็ยังมีพระพุทธรูปและรอยพระพุทธบาทประดิษฐานอยู่ด้วย
การเดินขึ้นไปบนยอดพูสีทำให้เห็นเมืองหลวงพระบางโดยรอบ ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือจะมองเห็นสนามบิน ด้านทิศตะวันตกจะมองเห็นแม่น้ำโขง ส่วนทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือจะเห็นพระราชวังหลวง ตลอดทางที่เดินขึ้นไปร่มรื่นด้วยต้นจำปาลาว หรือ ลั่นทม หรือชื่อที่คนไทยเรียกว่า ลีลาวดี ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำชาติของลาว
ในเช้าวันขึ้นปีใหม่ของทุกปีจะมีประเพณีตักบาตรบนยอดพูสี เป็นประเพณีสืบต่อกันมายาวนาน
ในบริเวณเชิงเขาพูสี ตรงข้ามกับพระราชวังหลวง มีวัดไทยตั้งอยู่บนคูเมืองทางด้านขวามือของคูเมืองทางขึ้นพระธาตุพูสี วัดแห่งนี้กล่าวกันว่าผู้สร้างคือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2394 ในสมัยพระเจ้าจันทรเทพประภาคุณ ต่อมาวัดได้รับการบูรณะโดยพระเจ้าศรีสว่างวงศ์ เมื่อ พ ศ.2461 จนกระทั่ง พ.ศ. 2475 กระทรวงธรรมการหอสนามหลวงได้นิมนต์พระสงฆ์ไปจำพรรษาที่วัดอื่น และได้รื้อกุฏิและหอฉันออกเนื่องจากตั้งอยู่หน้าพระราชวัง
สิมของวัดได้รับอิทธิพลศิลปะรัตนโกสินทร์ ซุ้มประตูประดับลวดลายเป็นลายดอกไม้ที่มีทั้งอิทธิพลจากจีน เช่น ดอกโบตั๋น ผสมกับใบไม้ฝรั่ง ซึ่งเป็นแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 หน้าบันมีสองชั้น ชั้นบนประดับลายช่อดอกไม้ ชั้นล่างเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ หลังคาประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ระบุว่าเขียนขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2403 เป็นเรื่องเกี่ยวกับชมพูบดีสูตร และวิถีชีวิตชาวหลวงพระบาง
วัดแห่งนี้มีชื่อว่า "วัดป่ารวก" หรือ "วัดป่าฮวก" สร้างขึ้นในบริเวณป่ารวกหรือป่าฮวก ปัจจุบันเป็นวัดร้าง ไม่มีพระภิกษุจำพรรษา แต่มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประดิษฐานอยู่ด้านใน ทำให้โจรที่พยามขโมยทรัพย์สินของวัดทำไม่สำเร็จ ต้องนำมาคืนทุกครั้ง



























