ขอบเขตของปรัชญา
การศึกษาเนื้อหาวิชาปรัชญาให้ครอบคลุมเอกภพทั้งทางด้านสสารและจิตวิญญาณ สิ่งสำคัญที่ผู้ศึกษาต้องเข้าใจในภาพรวมก็คือ “ขอบเขตของปรัชญา” ซึ่งสามารถแบ่งขอบเขตได้หลายรูปแบบ แต่รูปแบบที่นิยมกันโดยตามแนวคิดของจอห์น แพสมอร์ (John Passmore, 1975) ได้แบ่งขอบเขตปรัชญาออกเป็น ๒ สาขา คือ ปรัชญาบริสุทธิ์และปรัชญาประยุกต์
๑. ปรัชญาบริสุทธิ์ (pure philosophy) คือ แนวคิดและทฤษฎีทางปรัชญาที่ศึกษาตัวความรู้โดยตรง เป็นการ “เรียนความคิดในฐานะความคิด” หรือ “เรียนความรู้ในฐานะความรู้” ไม่เกี่ยวข้องกับการนำไปประยุกต์ใช้ เป็นการศึกษาถึงปัญหาปรัชญาโดยตรง ในปัจจุบันสามารถแบ่งออกเป็น ๒ สาขาใหญ่ ๆ ได้แก่
๑.๑ สาขาอภิปรัชญา (metaphysics) หรือทฤษฎีว่าด้วยความเป็นจริง เป็นสาขาที่ศึกษาเกี่ยวกับความมีอยู่จริง (to exist) กล่าวคือ ศึกษาถึงความมีอยู่ของ “สิ่ง” ต่าง ๆ ในเอกภพว่า “มีอยู่หรือไม่” ถ้ามีอยู่แล้วสิ่งเหล่านั้น “มีอยู่จริงหรือไม่” ถ้ามีอยู่จริงสิ่งเหล่านั้นจะถูกเรียกว่า “ความเป็นจริง” (reality) และหาคำตอบกันต่อไปว่า ความเป็นจริงที่เชื่อว่ามีอยู่นั้น มีอยู่แบบสสารหรือจิต ความเป็นจริงที่อภิปรัชญาแสวงหานั้นเป็นความจริงสุดท้ายเกี่ยวกับโลก ชีวิต จิต และพระเจ้า อันเป็นพื้นฐานที่มาของความจริงอื่น ๆ เป็นความจริงสูงสุดที่เรียกว่า อันติมสัจจะ (ultimate reality) คำตอบเชิงอภิปรัชญาจะถูกแสดงออกมาในลักษณะต่าง ๆ กัน ได้แก่ เอกนิยม (monism) ทวินิยม (dualism) และพหุนิยม (pluralism)
๑.๒ สาขาญาณวิทยาหรือญาณปรัชญา (epistemology) หรือทฤษฎีว่าด้วยการรู้ความเป็นจริง เป็นสาขาที่ศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเอกภพเกี่ยวกับความรู้ที่เป็นตัวความจริง โดยศึกษาหาคำตอบว่า เรารู้ความจริงได้อย่างไร และความจริง (truth) ที่เรารู้นั้นตรงกับความเป็นจริง (reality) หรือไม่ และใช้เกณฑ์ใด (criterion of truth) ในการตัดสิน เป็นต้น สาขาญาณปรัชญานี้เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเอกภพ
๒. ปรัชญาประยุกต์ (applied philosophy) คือ ปรัชญาที่นำเอาผลสรุปหรือคำตอบของปรัชญาบริสุทธิ์ไปตีความผลสรุปของวิชาต่าง ๆ เมื่อวิชาการต่าง ๆ แต่ละสาขาวิชาถูกคิดค้นไปจนพบปัญหาที่อธิบายไม่ได้ด้วยข้อเท็จจริง จึงเอาปรัชญาบริสุทธิ์ไปอธิบาย ตีความปัญหานั้น ๆ จึงให้เป็นปรัชญาประยุกต์ตามสาขานั้น ๆ ดังนั้น ปรัชญาประยุกต์จึงเป็นการศึกษาจากสิ่งภายนอกตัวเรา คือ รู้สิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวความรู้ แต่เป็นการนำเอาความรู้ แนวความคิด ความจริงที่พิสูจน์ ค้นคว้า ที่หามาได้จากปรัชญาบริสุทธิ์ ไปผสมผสานกับศาสตร์แขนงต่าง ๆ ที่แยกออกมาจากปรัชญาเป็นศาสตร์อิสระ เช่น ปรัชญาศาสนา ปรัชญาสังคม ปรัชญาการเมือง ปรัชญากฎหมาย ปรัชญาวิทยาศาสตร์ ปรัชญาศิลปะ ปรัชญาคณิตศาสตร์ ปรัชญาภาษา ปรัชญาจิต ปรัชญาประวัติศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งแยกสาขาออกมามากมายตามสาขาวิชาแต่ละวิชา กล่าวคือ เป็นปรัชญาที่นำเอาปรัชญาบริสุทธิ์ไปประยุกต์กับวิชาการอื่น ๆ แล้วกำหนดชื่อตามโดยใช้วิชานั้น ๆ เป็นตัวยืน สาระของอภิปรัชญาในช่วงระยะแรกเป็นสาระที่ศึกษาค้นคว้าว่า สรรพสิ่งที่ปรากฏอยู่ในโลกนี้ มีความจริงอย่างไร และได้แบ่งสาระของความเป็นจริงออกเป็น ๓ สาระ คือ
สาระที่ ๑ เชื่อว่า ในทุกสรรพสิ่งมีวัตถุหรือสสาร (matter) เป็นองค์ประกอบหลัก
สาระที่ ๒ เชื่อว่า ในทุกสรรพสิ่งมีจิต (mind) เป็นองค์ประกอบหลัก
สาระที่ ๓ มีความเชื่อว่า ทุกสรรพสิ่งมีทั้งสสารและจิตเป็นองค์ประกอบหลัก อย่างไรก็ตามสาระความคิดทางด้านอภิปรัชญาในปัจจุบันได้พัฒนาไปมาก ซึ่งรวมทั้งสาระทางอภิปรัชญาตามแนวคิดของปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง (moderate postmodern) ด้วย ประเด็นที่มีความสำคัญและเป็นที่สนใจของปรัชญาหลังนวยุค สายกลาง ไม่สนใจค้นหาความจริงแท้ แต่สนใจว่า อะไรคือแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี ในวิถีชีวิตที่เป็นอยู่ในสภาวะปัจจุบันท่ามกลางความรู้ต่าง ๆ ที่หลากหลายและแตกต่างกันนั้นมนุษย์จะกระทำอย่างไรให้มนุษย์เกิดความสุขแท้อย่างมีคุณภาพ และเป็นความสุขแท้ที่มีให้เพื่อนมนุษย์เกิดความสุขและดำรงอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขอย่างแท้จริงตามความเป็นจริงแห่งวิถีชีวิตที่เป็นอยู่ในช่วงขณะเวลานั้น ๆ
สาระของปรัชญาในส่วนที่เป็นญาณปรัชญาหรือญาณวิทยา จึงเป็นการหามาตรตัดสินความจริง การค้นหาคำตอบและหาวิธีการยืนยันและตัดสินได้ว่า ความรู้ที่ได้จากการค้นหาตามความเชื่อของตนนั้นถูกต้องที่สุด ความเชื่ออื่น ๆ ไม่ถูกต้อง ในปัจจุบันวิธีการค้นหาความรู้ที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง คือ การค้นคว้าหาความรู้ตามกระบวนการวิธีการแบบวิทยาศาสตร์ แม้ว่าวิธีการค้นคว้าหาความรู้แบบสังคมศาสตร์ เริ่มมีอิทธิพลในทางความคิดขึ้นมาบ้างแต่บางกระบวนการก็ยังอิงวิธีการแบบวิทยาศาสตร์ วิธีการค้นคว้าหาความรู้อีกรูปแบบหนึ่งในแวดวงวิชาการในประเทศไทย ยังได้รับความสนใจน้อยมากคือวิธีการค้นคว้าหาความรู้แบบปรัชญา และมักสรุปว่าวิธีการค้นคว้า หาความรู้แบบสังคมศาสตร์กับวิธีการแบบวิทยาศาสตร์เป็นวิธีการค้นคว้าหาความรู้แบบปรัชญา ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด ข้อถกเถียงดังกล่าวถูกยุติลงเมื่อเกิดแนวคิดของปรัชญาหลังนวยุคที่ปฏิเสธวิธีการค้นคว้าและความเชื่อทั้งหมด และเสนอความเชื่อใหม่ว่า ทุกอย่างในวิถีชีวิตของมนุษย์แต่ละคนควรสนใจวิธีการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีว่าควรดำเนินการอย่างไรให้บรรลุเป้าหมาย สมควรยกรื้อสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตทิ้งทั้งหมด เพราะไม่ตอบสนองต่อวิถีชีวิตอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้น ก็มีแนวคิดปรัชญาหลังนวยุคสายกลางอีกแนวคิดหนึ่ง ซึ่งได้เสนอทางออกในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่น่าสนใจและสอดคล้องกับวิถีคิดของสังคมไทย
สาเหตุที่ต้องกล่าวถึงกรอบความคิดที่เกี่ยวกับปรัชญาและสาระของปรัชญา เนื่องจากคนในสังคมไทยบางส่วนมองว่าปรัชญาเป็นเรื่องยากสำหรับคนทั่วไป เพราะเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งเข้าใจได้ยาก แต่แท้จริงแล้ว สาระของวิชาปรัชญาเป็นเพียงหลักความคิดที่ต้องการหาคำตอบ โดยเริ่มต้นจากความสงสัย และตั้งประเด็นตามข้อสงสัยนั้นเพื่อค้นหาคำตอบ ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ นั้น สามารถศึกษาเรียนรู้ได้จากสาขาปรัชญาบริสุทธิ์และปรัชญาประยุกต์ตามความสนใจของผู้เรียนเพื่อนำไปเป็นฐานความคิดในการพัฒนาและต่อยอดหรือใช้เป็นหลักในการมองโลกและชีวิตที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน
กล่าวโดยสรุปได้ว่า ปรัชญาคือวิชาว่าด้วยปัญญา ปัญญาในที่นี้คือผลรวมทั้งหมดในการเข้าถึงความจริงของนักปรัชญาในแต่ละสำนัก โดยแบ่งขอบเขตออกเป็น ๒ สาขา คือ ปรัชญาบริสุทธิ์และปรัชญาประยุกต์ เมื่อต้องการศึกษาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งอยู่ในฐานะของปรัชญาประยุกต์ จึงจำเป็นต้องนำเอาปรัชญาบริสุทธิ์ อันได้แก่ อภิปรัชญาและญาณปรัชญาเข้าไปตีความผลสรุปทั้งในส่วนของปรัชญาจริยะ หลักการ ทฤษฎี และแนวคิดต่าง ๆ เพื่อการวิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธาน ในลำดับต่อไป
แหล่งอ้างอิง
เมธา หริมเทพาธิป, รวิช ตาแก้ว และคณะ. (๒๕๖๔). "สังคมแห่งการแบ่งปันตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง : การศึกษาเชิงวิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธาน". รายงานการวิจัย. กรุงเทพฯ : ศปป.๕ กอ.รมน. และ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา. หน้า ๑๑ - ๑๔.