ข้อเสนอแนะทุนวิจัยพื้นที่ โดย ศ. นพ. ประเวศ วะสี
ข้อเสนอแนะ
การบริหารทุนวิจัยพื้นที่ ของกระทรวงอว.
หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.
โดย
ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี
กรรมการสภามหาวิทยาลัยมหิดล, มศว., รังสิต
๑.
ความสำคัญยิ่งยวดของการวิจัยพื้นที่
การที่กระทรวงอุดมศึกษาฯ มีนโยบายและตั้งทุนวิจัยพื้นที่มีความสำคัญยิ่งยวดต่อการพัฒนาประเทศไทยให้สำเร็จ ระบบการศึกษาปัจจุบันที่ดำเนินมา ๑๐๐ กว่าปี ทำให้คนไทยไม่รู้ความจริงของแผ่นดินไทยเพราะเอาวิชาเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาความจริงของประเทศไทยเป็นตัวตั้ง ความรู้ทางวิชาการหรือทางเทคนิคซึ่งเป็นสากลเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ แต่ถ้าไม่รู้ความจริงของประเทศไทยก็ทำให้ถูกต้องไม่ได้ ประเทศไทยจึงไม่ประสบความสำเร็จและติดอยู่ในวิกฤตการณ์เรื้อรัง
สถาบันอุดมศึกษาไทยมีถึง ๑๔๐ แห่ง มีนิสิตนักศึกษาประมาณ ๒ ล้านคน มีคณาจารย์และนักวิชาการอีกหลายแสนคน เป็นขุมกำลังทางปัญญามหาศาล มหาวิทยาลัยจึงควรเป็นหัวรถจักรทางปัญญาพาชาติออกจากวิกฤต แต่ที่เป็นไม่ได้เพราะขาดการรู้ความจริงของแผ่นดินไทย ความรู้ทางเทคนิคอย่างเดียวพาชาติออกจากวิกฤตไม่ได้
ฉะนั้น การที่กระทรวงอว. มีนโยบายการวิจัยพื้นที่จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของกระบวนการทางปัญญา และของการพัฒนาประเทศไทย
ถ้ามีการออกแบบระบบการวิจัยและการจัดการที่ดี
๒.
วัตถุประสงค์ของการวิจัยพื้นที่
วัตถุประสงค์กำหนดระบบและโครงสร้าง เช่น ถ้าต้องการอะไรที่บินได้ก็ต้องออกแบบระบบและโครงสร้างของเครื่องบิน เมื่อเอาชิ้นส่วนหรือองค์ประกอบมาประกอบตามโครงสร้างจนครบเป็นองค์รวม คือ เครื่องบิน ก็จะบินได้ตามวัตถุประสงค์
เพราะฉะนั้น ต้องใส่ใจวัตถุประสงค์ให้ดี ๆ วัตถุประสงค์ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย คือ สร้างแผ่นดินศานติสุข (จะเติมประดุจสวรรค์บนดินเข้าไปด้วยก็ได้)
แผ่นดินศานติสุข คือ แผ่นดินหรือพื้นที่ที่มีการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ทั้งระหว่างคนกับคนและคนกับสิ่งแวดล้อม เมื่อสมดุลก็สงบ สันติ ปกติ มีสุขภาวะ และความยั่งยืน
ความสมดุลเกิดจากพัฒนาอย่างบูรณาการ การพัฒนาแบบแยกส่วนทำให้เสียสมดุล
การพัฒนาอย่างบูรณาการต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เอากรมหรือเอาประเด็นเป็นตัวตั้งไม่ได้ เพราะกรมและประเด็นนั้นแยกส่วนเป็นเรื่อง ๆ
พื้นที่ หมายถึง หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด
การพัฒนาพื้นที่อย่างบูรณาการโดยเอาชุมชนท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง คือ การพัฒนาที่เป็นแกนหลักของประเทศไปสู่แผ่นดินศานติสุข
ผู้ปฏิบัติการพัฒนาพื้นที่ คือ องค์กรชุมชน องค์กรท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ นอกนั้นเป็นผู้สนับสนุน เช่น องค์กรรัฐ องค์กรทางวิชาการ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม ฯลฯ เรียกว่า
การร่วมจัดการพัฒนาพื้นที่อย่างบูรณาการ
การวิจัยพื้นที่ เป็นเครื่องมือสนับสนุนการร่วมจัดการพัฒนาพื้นที่อย่างบูรณาการ โดยร่วมสร้างองค์กรชุมชนและองค์กรท้องถิ่นที่มีสมรรถนะร่วมเรียนรู้ และร่วมสร้างความรู้ที่ประกอบการเรียนรู้ในการพัฒนาอย่างบูรณาการ
ลักษณะการวิจัยพื้นที่ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ต่างจากการวิจัยที่เอาการวิจัยเป็นตัวตั้งอย่างแยกส่วน แต่เอาการร่วมพัฒนาเป็นตัวตั้ง อาจเรียกว่า Devel R หรือ Development นำการวิจัยร่วม ผู้วิจัยไม่ใช่มีแต่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย แต่ผู้ปฏิบัติการในพื้นที่เป็นทั้งผู้พัฒนาและผู้วิจัย คือ เป็นการร่วมวิจัย เมื่อร่วมวิจัยและร่วมพัฒนา ก็จะรู้ว่าในกระบวนการพัฒนามีประเด็นอะไรที่ต้องวิจัยให้รู้เพื่อปฏิบัติได้ถูกต้อง เพราะฉะนั้น การพัฒนา การวิจัย ความรู้ และการเรียนรู้ จึงบูรณาการอยู่ในกันและกัน และมีพลวัต (dynamic) สูงมาก ไปตามสถานการณ์ความเป็นจริง ไม่ใช่การสร้างความรู้อย่างแยกส่วนตายตัวแล้วก็ไปขึ้นหิ้งอย่างเดิม ๆ ที่ผู้วิจัยได้ดีได้เลื่อนขั้นแต่สังคมเหมือนเดิม
การวิจัยพื้นที่จึงเป็นการวิจัยแนวใหม่ที่มหาวิทยาลัยไม่คุ้นเคย อาจเรียกว่า การวิจัยอย่างบูรณาการ ก็ได้ ซึ่งต้องการทำความเข้าใจแต่อาจทำไปเรียนไปก็ได้ โดยออกแบบระบบและการจัดการ
๓.
วิธีบริหารการวิจัยพื้นที่โดยมหาวิทยาลัย
- ทุกมหาวิทยาลัยควรรับทุนวิจัยพื้นที่ จากกระทรวง อว. (บพท.) เพราะมีประโยชน์มากดังกล่าวข้างต้น
- รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยตั้งคณะกรรมการวิจัยพื้นที่ โดยประกอบด้วยตัวแทนจากทุกคณะและสถาบันในมหาวิทยาลัย
- เลือกพื้นที่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่งหรือจังหวัดที่มหาวิทยาลัยตั้งอยู่เป็นพื้นที่ในการวิจัย ดังที่เรียกว่า ๑ มหาวิทยาลัยต่อ ๑ จังหวัด หรือจังหวัดใหญ่อาจมี ๒ มหาวิทยาลัยก็ได้
- คณะกรรมการวิจัยทำความเข้าใจโครงสร้างของพื้นที่โดยเฉลี่ย
๑ จังหวัด (อบจ.)
๑๐ อำเภอ (พชอ.)
๑๐๐ ตำบล (อบต.หรือเทศบาลตำบล)
๑,๐๐๐ หมู่บ้าน (องค์กรชุมชน)
ในวงเล็บคือองค์กรจัดการในพื้นที่
อบจ. = องค์การบริหารส่วนจังหวัด
พชอ. = คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ
อบต. = องค์การบริหารส่วนตำบล
องค์กรชุมชน = องค์กรบริหารชุมชน หรือหมู่บ้าน
มหาวิทยาลัยทำงานร่วมกับองค์กรบริหารพื้นที่เหล่านี้
- จัดทีมวิจัยและร่วมพัฒนาพื้นที่อำเภอละ ๑ ทีม ๑๐ อำเภอก็ ๑๐ ทีม แต่ละทีมมีอาจารย์หรือนักวิชาการจากทุกคณะและสถาบัน เป็นทีมผสม ทีมละประมาณ ๑๕ - ๒๐ คน และนิสิตนักศึกษาจำนวนหนึ่งอยู่ในทีม แต่ละอำเภออาจจะประมาณ ๕๐ คนต่ออำเภอ จำนวนนี้ยืดหยุ่น มหาวิทยาลัยควรมีหลักสูตรชุมชนศึกษาภาคปฏิบัติเป็นหลักสูตรกลางที่นักศึกษาจะต้องเลือก โดยไปปฏิบัติงานในชุมชนอย่างน้อย ๓ เดือน ก็เท่ากับว่านักศึกษาทุกคน ทุกมหาวิทยาลัย เคยไปศึกษาและปฏิบัติการในชุมชน ซึ่งจะเป็นเหตุให้คนไทยรู้จักความจริงของแผ่นดินไทยและร่วมพัฒนาแผ่นดินไทย นักศึกษาจะเป็นตัวเชื่อมหรือสมานสังคมทุกด้าน รวมทั้งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับชุมชนได้
- ทีมวิจัยและร่วมพัฒนาพื้นที่แต่ละอำเภอ ไปร่วมกับพชอ.ระดับอำเภอที่มีนายอำเภอเป็นประธาน และกับอบต.หรือเทศบาลตำบลที่ระดับตำบล และที่สำคัญที่สุดในกระบวนการชุมชน ๗ ขั้นตอนที่ระดับชุมชน[*]
๔.
ประเด็นการวิจัยพื้นที่
- วิจัยข้อมูลพื้นที่และจัดตั้งศูนย์ข้อมูลอำเภอ ที่มีข้อมูลพื้นที่ทุกมิติ รวมทั้งข้อมูลตัวบุคคลให้ละเอียดที่สุด ข้อมูลพื้นที่ทุกพื้นที่ของประเทศมีประโยชน์มหาศาลในการพัฒนาพื้นที่ ในการพัฒนานโยบาย และในการเรียนรู้
- วิจัยกระบวนการทำงานขององค์กรในพื้นที่ทุกระดับ
- วิจัยความต้องการการสนับสนุนของพื้นที่ในด้านต่าง ๆ เช่น นโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระบบการเงิน ฯลฯ
- วิจัยการสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่จากภาคส่วนต่าง ๆ
- วิจัยผลการพัฒนาพื้นที่เป็นข้อมูลป้อนกลับไปปรับกระบวนการพัฒนาทั้งหมด ทำให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- วิจัยการพัฒนากำลังคนในด้านต่าง ๆ โดยพื้นที่การวิจัยทั้ง ๗ ประเด็น มีประโยชน์ยิ่งนักแต่ก็สามารถเพิ่มประเด็นได้อีกระหว่างการปฏิบัติการ
- วิจัยสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่
๕.
การร่วมวิจัยและพัฒนาพื้นที่กับคนและองค์กรในพื้นที่
การวิจัยพื้นที่ของมหาวิทยาลัยครั้งนี้ ต่างจากที่ผ่านมาคือไม่ใช่นักวิจัย "โฉบเข้าไปเก็บข้อมูล" มาเขียนบทความทางวิชาการเพื่อเลื่อนวิทยฐานะแต่พื้นที่ไม่ได้ประโยชน์ แต่ไปร่วมวิจัยกับคนและองค์กรในพื้นที่ โดยร่วมพัฒนาพื้นที่ ผลคือพื้นที่มีการพัฒนาอย่างบูรณาการเต็มพื้นที่ เป็นแผ่นดินศานติสุข ส่วนความรู้เป็นผลพลอยได้
พื้นที่มีทรัพยากรบุคคลมากมายมหาศาล ซึ่งจะเป็นผู้ขับเคลื่อนการพัฒนา และเป็นผู้วิจัย ฉะนั้น มหาวิทยาลัยไม่ต้องวิตกกังวลว่าจะรับภาระไม่ไหว ผู้แบกรับภาระ คือ คนและองค์กรในพื้นที่ ส่วนมหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็น catalyst โดยร่วมเรียนรู้และพัฒนาซึ่งเป็นงานที่แสนสุขและสร้างสรรค์ โดยเฉพาะจากการที่ได้รู้จักผู้นำตามธรรมชาติในพื้นที่ ซึ่งมีมากถึงหมู่บ้านละ ๕๐ คน ตำบลละ ๕๐๐ คน และอำเภอละ ๕,๐๐๐ คน ซึ่งเป็นคนเก่งและคนดีที่คนข้างบนไม่เคยรู้จัก
๖.
โครงสร้างขององค์กรในพื้นที่
ที่มหาวิทยาลัยจะร่วมงานด้วย
- องค์กรอำเภอและพชอ. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) ให้ทุกอำเภอมีคณะกรรมการพชอ. ประกอบด้วย นายอำเภอเป็นประธาน สาธารณสุขอำเภอเป็นเลขานุการ และตัวแทนของทุกภาคส่วนเป็นกรรมการ พชอ.จึงเป็นองค์กรที่ดีที่จะประสานการพัฒนาพื้นที่
- โรงพยาบาลชุมชนเป็นสถาบันวิจัยพื้นที่อย่างดี ที่สามารถประสานกับทุกฝ่ายในการวิจัยและพัฒนาพื้นที่
- อบต.หรือเทศบาลตำบล เป็นองค์กรบริหารตำบลทุกตำบล
- องค์กรชุมชนหรือสภาผู้นำชุมชนในทุกหมู่บ้าน แต่ละหมู่บ้านจะมีผู้นำชุมชนตามธรรมชาติประมาณหมู่บ้านละ ๔๐ - ๕๐ คน ประกอบด้วยผู้นำกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ผู้นำกองทุนผู้นำกลุ่มผู้สูงอายุ สตรี เยาวชน ครู พระ ศิลปิน ปราชญ์ชาวบ้าน ทั้งหมดมีคุณสมบัติร่วมกัน ๕ ประการ คือ
- เป็นคนเห็นแก่ส่วนรวม
- เป็นคนสุจริต
- เป็นคนมีปัญญารอบรู้
- เป็นคนสื่อสารเก่ง
- เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป
ผู้นำเหล่านี้ไม่มีใครแต่งตั้ง ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้ง แต่คนในชุมชนทำงานใกล้ชิดกัน ชาวบ้านสัมผัสได้เองว่าใครมีคุณสมบัติเหล่านั้น และเป็นที่ยอมรับโดยอัตโนมัติ
ผู้นำตามธรรมชาติ จึงมีคุณภาพสูงกว่าผู้นำประเภทอื่น และมีมากถึง ๔๐ - ๕๐ คน ต่อหมู่บ้าน ทั่วประเทศมีถึง ๔ ล้านคน เป็นกำลังมหาศาลที่ฐานของประเทศที่สังคมข้างบนไม่รู้จัก การที่มหาวิทยาลัยลงไปวิจัยพื้นที่จะได้รู้จักผู้นำเหล่านี้ ร่วมเรียนรู้ ร่วมพัฒนากันและกันเป็นการสร้างปัญญาร่วม (Collective wisdom) หรือปัญญาแผ่นดิน ทำให้แผ่นดินพ้นวิกฤตและสร้างแผ่นดินศานติสุข จะเห็นได้ว่าทำไมการวิจัยพื้นที่จึงสำคัญยิ่งยวด
ความร่วมมือวิจัยและพัฒนาพื้นที่ตามที่กล่าวข้างต้น จะเป็น “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” พื้นที่อำเภอ ดังนี้
“สามเหลี่ยม” แห่งความร่วมมือเช่นนี้ จะทรงพลังสูงในการเขยื้อนสิ่งยากประดุจเขยื้อนภูเขา
๗.
หัวใจของการพัฒนาพื้นที่
กระบวนการชุมชน ๗ ขั้นตอน
การพัฒนาพื้นที่มีองค์ประกอบหลากหลาย แต่มีองค์ประกอบสำคัญยิ่งยวด(Crucial component) ที่แม้ทำอย่างอื่นเท่าใด ๆ ถ้าไม่ทำตรงองค์ประกอบสำคัญยิ่งยวดก็จะไม่สำเร็จ
องค์ประกอบสำคัญยิ่งยวดประกอบด้วย ๓ ส่วน ที่พันกันอยู่ หรือ ๓ วง ที่คล้องกันอยู่ คือ
ทั้ง ๓ สรุปเป็นกระบวนการชุมชน ๗ ขั้นตอน
การสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่โดยองค์กรใดก็ตาม คือ การเข้าไปร่วมในกระบวนการชุมชน ๗ ขั้นตอน ซึ่งมีดังต่อไปนี้
กระบวนการชุมชนเข้มแข็ง ๗ ขั้นตอน หัวใจของการพัฒนาชุมชน
การพัฒนาใด ๆ มีหลายองค์ประกอบ แต่มีอยู่องค์ประกอบหนึ่ง เป็นองค์ประกอบสำคัญยิ่งยวด (Crucial component) ซึ่งถ้าทำแต่องค์ประกอบอื่น โดยไม่ทำองค์ประกอบสำคัญยิ่งยวดจะไม่สำเร็จ การพัฒนาในโลกจึงไม่ค่อยสำเร็จ เพราะไม่ทำองค์ประกอบสำคัญยิ่งยวด หรือตรงที่เป็นหัวใจของการพัฒนา
ฉะนั้น ทุกคนควรใส่ใจเรื่องหัวใจของการพัฒนาชุมชนเป็นพิเศษ ซึ่งมี ๗ ขั้นตอน ดังจะกล่าวต่อไปนี้
- สภาผู้นำชุมชนนี้คือองค์กรจัดการ ซึ่งถ้าไม่มีจะไม่สำเร็จ สภาผู้นำชุมชนประกอบด้วย ผู้นำชุมชนตามธรรมชาติ ซึ่งมีประมาณ หมู่บ้านละ ๔๐ - ๕๐ คน ประกอบด้วยผู้นำกลุ่มอาชีพต่าง ๆ กลุ่มการเงิน กลุ่มสตรี กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มเยาวชน ครู พระ ศิลปิน ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำตามธรรมชาติไม่มีใครแต่งตั้ง ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้ง แต่มีคุณสมบัติที่ชาวบ้านรู้กันทั่วไปว่า
- เป็นคนเห็นแก่ส่วนรวม
- เป็นคนสุจริต
- เป็นคนมีปัญญารอบรู้
- ติดต่อสื่อสารเก่ง
- เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป
ผู้นำเหล่านี้มีคุณภาพสูง ควรจะมารวมตัวกันโดยไม่ต้องรอให้มีใครมาแต่งตั้ง แต่ก่อตัวกันเอง (Self-organized) ซึ่งคุณภาพจะสูงกว่าโดยแต่งตั้งและเลือกตั้ง
สภาผู้นำชุมชนเป็นองค์กรการจัดการของชุมชน
- สำรวจข้อมูลชุมชน สภาผู้นำชุมชนจัดให้มีการสำรวจข้อมูลชุมชน ขั้นตอนนี้สำคัญมากจะขาดมิได้ เพราะข้อมูลทำให้รู้ความจริงของชุมชน การรู้ความจริงทำให้คิดออกว่าควรทำอะไร
- ทำแผนชุมชน เอาความคิดมาทำแผนชุมชนตามลำดับ ความสำคัญของชุมชนหนึ่ง ๆ ซึ่งแต่ละแห่งอาจไม่เหมือนกัน โดยทั่วไปแผนชุมชนจะเป็นการพัฒนาอย่างบูรณาการทั้ง ๘ มิติ คือ เศรษฐกิจ – จิตใจ – สังคม – สิ่งแวดล้อม – วัฒนธรรม – สุขภาพ – การศึกษา - ประชาธิปไตย
ทั้ง ๘ มิติ ล้วนเชื่อมโยงกัน ถ้าทำเฉพาะเรื่องจะไม่สำเร็จ ต้องทำอย่างบูรณาการ
- เสนอสภาประชาชนหรือสภาชุมชน ได้แก่ ที่ประชุมของคนทั้งหมู่บ้าน เนื่องจากชุมชนมีประชากรน้อยประมาณ ๕๐๐ - ๑,๐๐๐ คน คนทั้งหมดจึงสามารถมีส่วนด้วยตัวเอง ไม่ต้องอาศัยตัวแทน เป็นประชาธิปไตยทางตรงซึ่งคุณภาพสูงกว่า เพราะไม่มีการซื้อเสียงขายเสียง สภาประชาชนพิจารณาแผนชุมชน หลังจากเพิ่มเติม ตัดทอน ดัดแปลง จนเป็นที่พอใจแล้วมีมติรับรองแผน เป็นแผนที่คนทั้งชุมชนมีส่วนร่วม
- คนทั้งชุมชนขับเคลื่อนปฏิบัติตามแผน เขามีส่วนร่วมทำแผนจึงเข้าใจและปฏิบัติได้ถูก ต่างจากแผนที่รัฐทำและยัดเยียดลงไป เขาไม่เข้าใจแบบเพลงผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม
-
การติดตามการปฏิบัติ สภาผู้นำชุมชนจัดให้มีกลุ่มติดตามการปฏิบัติ เพื่อช่วยแก้อุปสรรคขัดข้อง โดยทั่วไปผู้ปฏิบัติจะติดปัญหาอุปสรรคขัดข้องหลายอย่างทำให้ปฏิบัติไม่ได้ ถ้าการจัดการไม่ครบวงจร คือ ไม่มีการติดตามช่วยเหลือก็จะไม่มีการปฏิบัติโดยไม่มีใครทราบ อาจรู้ว่าไม่เกิดผลทั้ง ๆ ที่แผนทำมาดี
-
ผลของการปฏิบัติและการประเมินผล เป็นข้อมูลป้อนกลับไปสู่ข้อ ๒ ทำให้กระบวนการทั้งหมดปรับตัวขึ้นเรื่อย ๆ
- ยิ่งรักกันมากขึ้น เพราะมีความเสมอภาค ภราดรภาพ และสามัคคีธรรม
เมื่อกระบวนการจัดการครบวงจร ๗ ขั้นตอนดังนี้ จะมีพลังแห่งความสำเร็จสูงมาก ไม่มีทางที่จะไม่สำเร็จ เพราะการจัดการที่ดี เป็นอิทธิปัญญาพาไปสู่ความสำเร็จอย่างไม่มีอะไรจะทานได้ จึงมีคำพูดว่า
“การจัดการทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เป็นไปได้” (Management makes the impossible possible) ความสำเร็จ คือ “ชุมชนเข้มแข็ง” ที่มีการพัฒนาอย่างบูรณาการ ทั้ง ๘ มิติ อยู่ในกันและกันคือ
เศรษฐกิจ – จิตใจ – สังคม – สิ่งแวดล้อม –
วัฒนธรรม – สุขภาพ – การศึกษา - ประชาธิปไตย
มีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ไม่มีการว่างงาน ไม่มีความยากจน มีความเสมอภาค ภราดรภาพ ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม มีภูมิคุ้มกัน ทั้งจากโรคและภัยทางเศรษฐกิจ การเงิน และการถูกทำร้ายด้วยประการทั้งปวง เป็นสังคมศานติสุข
ถ้าทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ทุกอำเภอ เป็นอย่างนี้ ประเทศไทยทั้งประเทศ ก็จะเป็นแผ่นดินศานติสุข
ทีมวิจัยและร่วมพัฒนาพื้นที่ของมหาวิทยาลัย ต้องไปร่วมในกระบวนการชุมชน ๗ ขั้นตอน จะได้ร่วมเรียนรู้ ร่วมวิจัย และร่วมพัฒนา
การสำรวจข้อมูลชุมชน ก็คือการวิจัยพื้นที่ สำรวจข้อมูลทุกมิติ ทั้งภูมิศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ สังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ รวมทั้งบุคคล ให้รู้หมดว่าใครถนัดหรือเก่งเรื่องอะไร
ข้อมูลชุมชน เมื่อทำทุกชุมชนก็จะรู้เป็นความจริงของแผ่นดินไทย มีค่ามหาศาลทั้งเพื่อการพัฒนาพื้นที่และพัฒนานโยบาย
การทำแผนชุมชนเมื่อมหาวิทยาลัยเข้าไปร่วม นักวิชาการมีความรู้และเทคโนโลยีบางอย่างที่ชุมชนไม่มี ก็จะทำให้ทำแผนได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันจะได้ข้อมูลย้อนกลับว่าชุมชนต้องการเทคโนโลยีที่เหมาะสมอะไรบ้าง ที่มหาวิทยาลัยจะต้องใช้วิจัยพัฒนาให้ได้ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการใช้งานของชุมชน เช่น ต่อการสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ซึ่งเป็นการขจัดความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ ที่การพัฒนาเศรษฐกิจมหภาคทำไม่ได้ เพราะเป็นระบบที่ทำให้รวยกระจุกจนกระจาย ในขั้นตอนอื่น ๆ ทุกขั้นตอนใน ๗ ขั้นตอน การมีส่วนร่วมจากมหาวิทยาลัยจะมีประโยชน์ทั้งสิ้น และนำไปสู่ความสำเร็จ
๘.
การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง - PILA
(Participatory Interactive Learning through Action)
ในเรื่องที่สลับซับซ้อนและยาก การใช้วิธีการเก่าไม่ได้ผล เช่น การใช้อำนาจ ใช้เงิน ใช้การวิพากษ์วิจารณ์ หรือการใช้ความรู้สำเร็จรูป เครื่องมือใหม่ คือ PILA กระบวนการทั้งหมดในการวิจัยและพัฒนาพื้นที่ คือ การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง ระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ลองสังเกตดูให้ดี ๆ กระบวนการนี้ทรงพลังมากในการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ในทุกมิติ ที่ยิ่งทำ
- ยิ่งเชื่อถือไว้วางใจกันมากขึ้น
- ยิ่งฉลาดขึ้นและฉลาดร่วมกัน
- เกิดปัญญาร่วม (Collective wisdom) นวัตกรรมและอัจฉริยภาพกลุ่ม
- ทั้งหมดเป็นพลังมหาศาล ที่ฝ่าความยากทุกชนิดไปสู่ความสำเร็จ
- เกิดปิติสุขร่วมกันประดุจบรรลุนิพพาน
ฉะนั้น เมื่อมีการวิจัยและพัฒนาพื้นที่ทุกชุมชน ทุกตำบล ทั้งอำเภอ อำเภอทั้งอำเภอจะกลายเป็นมหาวิทยาลัยในรูปใหม่ ที่มีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริงเต็มพื้นที่ ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการ ๘ มิติ เชื่อมโยงกัน คือ
เศรษฐกิจ – จิตใจ – สังคม – สิ่งแวดล้อม –วัฒนธรรม – สุขภาพ – การศึกษา - ประชาธิปไตย
โดยมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่เป็นจุดคานงัด
ปัญหาต่าง ๆ ที่แก้จากข้างบน โดยแยกเป็นเรื่อง ๆ และไม่สำเร็จ เมื่อมาเชื่อมโยงกับพื้นที่ก็จะสำเร็จทุกเรื่อง
มหาวิทยาลัยอำเภอนี้อาจเรียกว่า มหาวิชชาลัยอำเภอ ทั่วประเทศจะมีถึง ๘๐๐ กว่ามหาวิทยาลัยตามจำนวนอำเภอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก สังคมไทยจะพลิกโฉมจากสังคมนิยมอำนาจเป็นสังคมอุดมปัญญา เป็นการพลิกโฉมประเทศไทย – Thailand Transformation อย่างแท้จริง ด้วยการวิจัยและพัฒนาพื้นที่
๙.
การรายงานผลการวิจัยพื้นที่ และพิจารณาผลงานทางวิชาการ
นักวิจัยพื้นที่ ควรเขียนเรื่องเล่าประสบการณ์ทำงานวิจัยในพื้นที่ ข้อค้นพบ และข้อเสนอแนะ บทความทางวิชาการประเภทนี้อาจไม่มีวารสารนานาชาติสนใจ เพราะเป็นเรื่องจำเพาะพื้นที่และมีประโยชน์ต่อการพัฒนาพื้นที่ ฉะนั้น กระทรวงอว. (บพท.) ควรจัดให้มี นิตยสารการวิจัยพื้นที่ รับตีพิมพ์บทความวิชาการเหล่านี้ ซึ่งจะมีประโยชน์มากต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างพื้นที่ หลายเรื่องก็อาจมีประโยชน์ต่อโลกด้วย
ผู้ประเมินผลการวิจัยพื้นที่ควรเป็นผู้เข้าใจเรื่องการพัฒนาพื้นที่ทั้งหมด ประเมินทั้งกระบวนการ และผลที่เกิดกับพื้นที่
๑๐.
สรุป
การวิจัยพื้นที่
- จะทำให้มหาวิทยาลัยและคนไทยรู้ความจริงของแผ่นดินไทย ซึ่งเป็นฐานให้พัฒนาประเทศได้สำเร็จ
- สร้างฐานข้อมูลพื้นที่ทั้งประเทศ
- เกิดกระบวนการเรียนรู้รูปใหม่ คือ การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ทรงพลัง ในการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ในทุกมิติ
- จะเปลี่ยนโฉมสังคมไทย จากสังคมนิยมอำนาจเป็นสังคมอุดมปัญญา
- จะเกิดมหาวิทยาลัยในรูปใหม่ขึ้นประมาณ ๘๐๐ แห่ง คือ มหาวิชชาลัยอำเภอ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติของคนในพื้นที่ทั้งหมด เป็นฐานของการพัฒนาการศึกษา และการสร้างคนเก่งคนดีเต็มประเทศ
- มหาวิทยาลัยจะพลิกโฉมจากการเรียนรู้เฉพาะทางเทคนิค เป็นรู้ความจริงของแผ่นดินไทยด้วย ทำให้เป็นหัวรถจักรทางปัญญาพาชาติออกจากวิกฤต
- ประเทศไทยจะเป็นแผ่นดินศานติสุข รวมทั้งความสงบสุขในจังหวัดชายแดนใต้
การวิจัยพื้นที่มีอานิสงส์ใหญ่ถึงเพียงนี้ ฉะนี้
-------------------------------------------------------------------------
[*]ดู คู่มือพัฒนาอำเภออย่างบูรณาการสู่แผ่นดินศานติสุข โดย ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี