บทความวิจัยเรื่อง Rethinking the way a public university does business เขียนโดย รศ. ดร. ณัฏฐนียา โตรักษา และ อ. ธิติคม พัวพันสวัสดิ์ แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล    นำสู่การตึความลงในบันทึกนี้    โดยที่ผู้เขียนมองการทำงานของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ เป็นการทำธุรกรรม (business) รูปแบบหนึ่ง     ที่เป็นธุรกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะ     

ผมไม่ทราบว่า ผู้บริหารระบบอุดมศึกษา และผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาไทยได้อ่านบทความวิชาการในวารสาร Q1 เรื่องนี้สักกี่คน    จึงตีความนำมาเผยแพร่ แก่สังคมไทย     

สมมติฐานสำคัญในบทความคือ ในยุคปัจจุบัน สังคมต้องเป็น knowledge economy หรือระบบเศรษฐกิจฐานความรู้    ที่ผมตีความว่าต้องเคลื่อนสู่ เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม    และมหาวิทยาลัยต้องเป็นหัวรถจักรขับเคลื่อนสังคมในแนวทางนี้    ซึ่งประเทศไทยเราเชื่อหลักคิดนี้    และดำเนินการเชิงพัฒนาด้านโครงสร้าง โดยยุบรวมกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กับการอุดมศึกษา เป็นกระทรวง อว.    และมีการก่อตั้งสภานโยบาย อววน. ทำหน้าที่ดูแล   สอวช. ทำงานวิชาการหนุน   มีการตั้งกองทุน ววน.  ให้ สกสว. ดูแล    โดย สอวช. และ สกสว. ร่วมกันพัฒนาโครงสร้างและวัฒนธรรม ววน.   เพื่อดำเนินการให้เกิดผล ตามหลักคิดนี้    

รศ. ดร. ณัฏฐนียา และ อ. ธิติคม เสนอ ความท้าทาย ๓ ประการ  และข้อเสนอแนะ ๔ ประการ จากมุมมองเชิงวิชาการที่มีข้อมูลหลักฐานอ้างอิง ที่น่าสนใจยิ่ง   และควรแก่การนำมาประยุกต์ใช้ในอุดมศึกษาไทย     

ความท้าทาย ๓ ประการ

ประการที่ ๑  ความเข้าใจเรื่องธุรกรรมของอุดมศึกษา ว่าเป็น KIS (Knowledge Intensive Services)    ย้ำว่าเป็นธุรกรรมเชิงบริการ ที่ต้องใช้หลักการบริหารแตกต่างจากธุรกรรมด้านการผลิตหรือโรงงาน    และต้องใช้เทคนิคการบริหารที่ใช้ทั้งด้านที่เป็นรูปธรรม (hard)  และที่เป็นนามธรรม (soft)   ผมขอแนะนำให้ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา และผู้บริหารระบบอุดมศึกษาเข้าไปอ่านข้อความตอนนี้จากต้นฉบับบทความโดยตรง    จะได้แนวคิดที่มีคุณค่ายิ่ง      

ประการที่ ๒   ความเข้าใจเรื่องระบบนิเวศที่ซับซ้อน เปลี่ยนแปลง และแข่งขันรุนแรง ในการทำหน้าที่อุดมศึกษา     ผมตีความว่า สถาบันอุดมศึกษาของรัฐไทยอยู่ภายใต้อุปถัมภ์และควบคุมของระบบราชการมาช้านาน    ทำให้เข้าใจเรื่องนี้ยาก    และสถาบันอุดมศึกษาบางกลุ่ม รู้สึกมั่นใจว่าจะได้รับการอุปถัมภ์ต่อเนื่องตลอดไป    ทำให้ยิ่งเข้าใจเรื่องนี้ยากยิ่งขึ้น ถือเป็นโชคร้าย       

ประการที่ ๓   การทำให้สถาบันอุดมศึกษาของรัฐทำงานสอดคล้องกับความต้องการของสังคม    ที่หมายความว่า ต้องมีความเป็นผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น    ไม่ใช่แค่ทำงานเพื่อบรรลุ KPI ของหน่วยเหนือ     ที่ผมตีความว่า เป็นเรื่องของกระบวนทัศน์ ที่ต้อเปลี่ยนจากมุ่งทำงานสนองสายบังคับบัญชาของราชการ   ไปสู่การทำงานตามความต้องการของสังคมอย่างแท้จริง   

ข้อเสนอแนะ ๔ ประการ

ประการที่ ๑   มหาวิทยาลัยของรัฐมองว่าตนเองทำหน้าที่ให้บริการ (แบบ KIS)  และเป็นบริการที่แข่งขันได้    ผ่านการสร้างนวัตกรรมของบริการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง    โดยร่วมสร้างนวัตกรรมร่วมกับลูกค้า หรือคู่ร่วมมือ   

ประการที่ ๒   มหาวิทยาลัยของรัฐสร้างนวัตกรรมแบบเปิด (open innovation) เพื่อให้บริการของตนมีคุณค่าและมูลค่าสูง    นวัตกรรมแบบเปิด หมายความว่าเปิดกว้างรับความเห็นและความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างกว้างขวาง     ผ่านการทำงานแบบ social engagement    ไม่ใช่แบบอุดมศึกษาเข้าไปช่วยเหลือ   

ประการที่ ๓   มหาวิทยาลัยของรัฐต้องเข้าไปดำเนินการที่ชายขอบของความอลหม่าน (at the edge of chaos)    โดยใช้ทั้งความรู้และวิธีการที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม (hard approaches)  และที่เป็นนามธรรม (soft approaches)    จะเข้าใจข้อเสนอนี้ได้ ต้องเข้าใจ complexity theory  และ complex-adaptive systems    ความท้าทายคือ สถาบันอุดมศึกษาของรัฐอยู่ภายใต้ระบบควบคุมสั่งการแนวดิ่งมาเป็นเวลานาน    คนที่คุ้นเคยกับระบบแนวดิ่งแบบนี้ยากที่จะเข้าใจ complexity theory  และ complex-adaptive systems   

ประการที่ ๔   สร้างวัฒนธรรมเรียนรู้ต่อเนื่อง เพื่อให้อุดมศึกษาสามารถหยิบฉวยโอกาสที่ผุดบังเกิดจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงมาสร้างคุณค่าแก่สังคมได้    นี่ก็เป็นเรื่องของ complexity theory  และ complex-adaptive systems เช่นเดียวกัน    น่าแปลกใจนะครับ    ต้องมีความพยายามเสนอให้สถาบันอุดมศึกษาสร้างวัฒนธรรมเรียนรู้     โดยที่สถาบันอุดมศึกษาเองอยู่ในธุรกิจเรียนรู้    ผมขอให้ความเห็นว่า หัวใจของเรื่องนี้คือการเรียนรู้จากการปฏิบัติ ที่ต้องไปให้ถึงการเรียนรู้ระดับหลักการ (conceptualization)     ตามที่เสนอใน Kolb’s Experiential Learning Cycle  

ผมตีความว่า สถาบันอุดมศึกษาของรัฐไทย ทั้งโชคดีและโชคร้ายที่มีรัฐเป็นองค์อุปถัมภ์    โชคดีคือ มีความมั่นคงด้านทรัพยากร    โชคร้ายคือความมั่นคงนั้นสั่นคลอน หรือไม่แน่นอน ในยุคนี้   และสถาบันอุดมศึกษาของรัฐไม่คุ้นเคยกับการต้องอยู่กับความผันผวนไม่แน่นอนไม่ชัดเจน อย่างที่สังคมกำลังเผชิญอยู่   จึงเหมาะสมอย่างยิ่งที่ผู้บริหารทั้งบริหารระบบ และที่บริหารสถาบัน อุดมศึกษาไทย  จะได้ทำความเข้าใจบริบทที่แท้จริงของการทำงานของตน ผ่านการอ่านบทความ Rethinking the way a public university does business  ที่ทรงคุณค่ายิ่งนี้      

ผมเคยเสนอปาฐกถา ศาสตราจารย์ นายแพทย์กษาน จาติกวนิชย์ ปี ๒๕๖๒   มีสาระไปในทำนองเดียวกัน และมีการรวบรวมเป็นเล่ม อ่านและฟังได้ ที่นี่   

วิจารณ์ พานิช

๑๘ ก.ย. ๖๕