1.ถอดบทเรียนเรื่อง Happy workplace
Naive Practice การฝึกฝนตามหลักการซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ
Recall ความรู้ที่มีอยู่แล้ว
- โอกาสที่ดีที่สุดคือการได้เรียน ซึ่งทุกคนอาจรู้กันอยู่แล้ว แต่ผู้รู้ได้เข้ามาเน้นย้ำให้เห็นถึงความจริงข้อนี้เช่นกัน
- ความสุขในวัยเด็กเป็นความสุขที่แท้จริง คือการอยู่กับปัจจุบัน ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนั้น มักไม่นึกถึงอนาคตมีความพอใจที่ง่ายๆ หาความสุขง่ายๆ ลม ต้นไม้ ธรรมชาติ แค่นี้ก็ทำให้เรามีความสุขได้ถ้าเราหันไปมองสิ่งที่ให้ความสุขกับเรา
Recap ความรู้ใหม่ที่ได้รับ
- ธุรกิจคุณธรรม เกิดขึ้นได้ถ้ามี happy workplace คนในองค์กรมีความสุข ทำให้องค์กรก้าวหน้าขึ้น และทำให้พนักงานเกิดควาผูกพันกับองค์
- งานที่มั่นคง อาจทำให้เรามีความสุขจริงๆไม่ได้ เพราะฉะนั้นหากเราไม่มีความสุข เราก็ต้องเข้มแข็งและพาตัวเองออกมา ทุกปัญหานั้นมีทางแก้ หากออกจากงานแล้วไร้สิ่งเงินเดือน ผู้รู้ก็ยังหารายได้ได้ในที่สุด
- กระบวนการ MPS “ความหมาย” คือประโยชน์ในอนาคต “ความพอใจ” คือประโยชน์ในปัจจุบัน และ “จุดแข็ง” ของเรา
- Pain point คือสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายเจ็บกับมันมากจริงๆ เป็นปัญหาที่พวกเขาเจอและต้องการการแก้ไข ซึ่งนำไปสู่การวางแผนธุรกิจขึ้นมาอีกด้วย
Purposeful Practice การฝึกฝนทำกิจกรรมที่มีเป้าหมาย S.E.A
- Spotlight ดิฉันชอบ “การบรรยายได้เห็นภาพ และยึดตามความเป็นจริงในชีวิตจริง” ของผู้รู้ และชอบที่ได้พูดว่าความสุขคือความเข้าใจ ถ้าเราเข้าใจความเป็นไปของสิ่งต่างๆ เราจะปล่อยวางได้ และอยู่กับปัญหาหรือสิ่งต่างๆ หรือหาทางออกของปัญหาได้อย่างมีความสุข เพราะหากเราเข้าใจก็จะนำมาสู่ความไม่ประมาท
- Explain ผู้รู้ให้ความคิดบวกในเรื่องที่ว่า “ทุกปัญหามีทางแก้” ถึงผู้รู้จะออกจากงานที่มั่นคงมาแล้วไม่มีงานรองรับ แต่ในที่สุดแล้วเขาก็มีความสุขมากกว่าตอนที่ทำงานอยู่ที่เก่า
- Appreciation ดิฉันขอบคุณผู้รู้เรื่อง ความสุข คือความเข้าใจ ผู้รู้ได้ทำให้ดิฉันเห็นถึงต้นตอของความสุข ก็คือการเข้าใจว่าสิ่งแต่ละอย่าง คนแต่ละคน เป็นไปอย่างไร เช่น หากเราเข้าใจว่าคนคนนี้เป็นคนที่ไม่สามารถยอมรับผิดได้ หากเราเถียงกลับ เขาจะไม่ยอมลดความโกรธลง และหาข้อโต้แย้งอื่นๆที่อาจจะไร้เหตุผลขึ้นมาแย้งอีก เป็นวงจรไม่จบสิ้นหากไม่มีใครยอมใคร เพราะฉะนั้นแล้ว หากเราเข้าใจเขา เราก็จะไม่โกรธ และพูดด้วยความเย็นใจกับเขา นอบน้อมกลับไป ปัญหาก็จะคลี่คลายได้
Deliberate Practice การฝึกฝนโดยพิจารณาตัวเราเองด้วย D.E.S.C.
- Describe ประเด็นที่ฟังแล้วไม่เข้าใจ คือ กระบวนการ MPS คือ กระบวนการค้นหาความสุขให้กับสิ่งที่เราทำอยู่ โดยมี Meaning คือ ให้คุณค่ากับอะไร Pleasure คือ ความพอใจของเรา Strength คือ จุดแข็งของเรา ซึ่งการที่เราจะมีความสุขกับสิ่งที่เราทำอยู่ จะต้องหา 3 สิ่งนี้ให้เจอ จึงเชื่อมโยงกับสิ่งที่ผู้รู้ได้กล่าวไว้ว่า หากเรารู้จุดที่เราพอใจกับงานของเรา นั่นคือประโยชน์ที่เราได้รับใน ณ ปัจจุบัน เป็นประโยชน์ที่เราได้รับ ณ ขณะที่เราพอใจกับงานแล้ว และจบไป (เช่น การที่เราพอใจกับผลงานของเราก่อนส่งให้หัวหน้างาน เราพอใจ ส่งงานนั้นและจบไป) หากเราค้นหาคุณค่าของงานที่เราทำอยู่ได้ นั่นคือประโยชน์ระยะยาว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ตลอดจนอนาคตข้างหน้า ตลอดระยะเวลาที่เรากำลังทำงาน หรืออาชีพนั้นๆอยู่
- Express สาเหตุที่ไม่เข้าใจ เป็นเพราะเป็นสิ่งที่เคยเห็นครั้งแรก และยังคงหาหนทางเชื่อมโยงกันไม่ถูก
- Specify ดิฉันได้เข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างแท้จริง จากการเรียนรู้เพิ่มเติมที่ https://minimore.com/b/OrtGy/1
- Consequence สะท้อนความรู้ความเข้าใจแบบ How to Upskill 21 วัน ด้วยการค้นคว้าเอกสารอ้างอิงสอบถามผู้รู้เพิ่มเติม และฝึกตั้งใจวางแผนให้เห็นความก้าวหน้าจริง - ดิฉันได้นำกระบวนการนี้ไปปรับใช้ โดยที่ตั้งการให้คุณค่าไปที่ความรู้ต่างๆที่ได้เรียนเพื่อนำไปบำบัดรักษาผู้รับบริการในอนาคต ดิฉันพอใจกับการที่ได้ทำตามเป้าหมายการทำงาน หรือทบทวนบทเรียนในแต่ละวัน การได้ทำเต็มที่ในทุกๆกิจกรรมที่ท่านอาจารย์ได้กำหนดให้ทำ และแต่ละการสอบ ส่วนจุดแข็งของดิฉัน คือการรู้ขีดจำกัดของตนเอง ผลที่ได้รับคือดิฉันมีผลการสอบที่ป็นที่น่าพอใจ และมีความสุขกับการเรียนมากขึ้นเมื่อคิดว่าความรู้เหล่านี้จะทำให้เราช่วยเหลือผู้คนได้มากมาย และที่หวังเป็นอย่างยิ่งคือได้ช่วยเหลือคนรอบตัวที่ดิฉันรักยิ่ง
2.ถอดบทเรียนเรื่อง Nutrition
Naive Practice การฝึกฝนตามหลักการซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ
Recall ความรู้ที่มีอยู่
- แนวทางการดำเนินโครงการคร่าวๆ (ขั้นตอนที่จำเป็นต้องมีต่างๆ)
- การใช้สีสะท้อนอารมณ์และความรู้สึก ซึ่งมีหลายครั้งที่เราไม่อาจบอกความรู้สึกได้อย่างชัดเจน สีก็เป็นตัวช่วยบอกคร่าวๆถึงตัวตนและอารมณ์ของเราได้
- อาหารไม่ใช่เพียงแค่อาหาร แต่ยังมีหลายมิติซ่อนไว้อยู่ข้างใน อย่างเช่น วัฒนธรรม ความเชื่อ ปัจจัยส่วนบุคคลการส่งเสริมจากภาครัฐ ไปจนถึงความรู้สึกข้างในตัวบุคคล
Recap ความรู้ใหม่ที่ได้รับ
- อาหารสำเร็จรูปบางยี่ห้อที่มีจำนวนคนบริโภคสูงจะใส่สารอาหารที่มนุษย์ควรได้รับหรือขาดไม่ได้เข้าไป
- แนวคิดการดำเนินโครงการให้ยั่งยืน เช่น การหาสิ่งที่ชุมชนนั้นให้คุณค่ามาปรับใช้ในโครงการเพื่อดึงดูดให้คนในชุมชนสนใจ เช่น วัฒนธรรมของชุมชนนั้น
- Canada ที่เป็นประเทศที่มีหลายชาติพันธ์นั้น จะมีหัวหน้าเผ่าเข้าไปเป็นกรรมการในระดับนโยบายของประเทศทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านอาหารและโภชนาการในพื้นที่ชายขอบ
Purposeful Practice การฝึกฝนทำกิจกรรมที่มีเป้าหมาย S.E.A
- Spotlight ดิฉันชอบ “แนวทางในการดำเนินโครงการให้ยั่งยืน” ของผู้รู้ และแนวคิดที่จะไม่มองกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ถูกวิจัยซึ่งเหมือนเป็นการมองเขาเป็นสิ่งของ
- Explain ผู้รู้ให้ความคิดบวกในเรื่อง ถึงการดำเนินโครงการให้ยั่งยืนได้ จะยากลำบากแค่ไหน แต่หากมองไปที่ผลลัพธ์ที่เพื่อนมนุษย์จะได้ ก็ทำให้มีแรงฮึดสู้ที่จะดำเนินโครงการให้สำเร็จ
- Appreciation จากคลิปวิดีโอที่ผู้รู้นำมาให้ดู และโครงการของผู้รู้ ดิฉันได้แรงบันดาลใจในการหาสิ่งดึงดูดให้ผู้คนใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา หรือให้ความสนใจในสิ่งที่เราตั้งใจจะสื่อ หรือตั้งใจจะทำให้เขา ซึ่งเราจะต้องดูไปที่กลุ่มเป้าหมายของเราว่าพวกเขามีความสนใจในเรื่องใด ให้คุณค่ากับสิ่งใด หรือในชุมชนของเขามีอะไรที่เป็นสิ่งดีงาม และนำมาปรับใช้กับโครงการของเรา หรือนำไปพัฒนาสิ่งที่ชุมชนหรือกลุ่มเป้าหมายนั้นมีดีอยู่แล้วด้วยความรู้ของเรา
Deliberate Practice การฝึกฝนโดยพิจารณาตัวเราเองด้วย D.E.S.C.
- Describe ประเด็นที่ฟังแล้วไม่เข้าใจ คือ จะทำอย่างไรให้โครงการ หรือการส่งเสริมสุขภาพยั่งยืนได้อย่างแท้จริง ซึ่งผู้รู้ได้ให้แนวคิดมาบ้างเช่นการหาสิ่งที่จะดึงดูดผู้คนในชุมชนอย่าง iron fish หรือการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆหรือก็คือการทำให้เป็นวาระแห่งชาติให้ได้มากที่สุดดังที่ผู้รู้ได้กล่าวไว้ แต่หากโครงการของเราไม่ได้มีผลิตภัณฑ์อย่าง iron fish หรือหากไม่สามารถประสานงานกับหน่วยงานได้เลย เราก็สามารถใช้แนวทางการวางแผนโครงการให้ยั่งยืนจากการศึกษาเพิ่มเติมที่https://www.schoolofchangemakers.com/knowledge/11823/ ซึ่งกล่าวถึงการวางแผนโครงการให้ยั่งยืนในด้านต่างๆได้อย่างครบครัน อย่าง ความยั่งยืนทางการเงิน ความยั่งยืนในองค์กร ความยั่งยืนในแผนงาน(เช่น ความร่วมมือจากชุมชน การรับการสนับสนุนจากภาครัฐ ดังที่ผู้รู้ได้นำไปใช้ในโครงการของผู้รู้)
- Express สาเหตุที่ไม่เข้าใจ เป็นเพราะยังไม่เห็นภาพในวงกว้างเกี่ยวกับวิธีการทำให้โครงการยั่งยืน และยังครุ่นคิดถึงวิธีอื่นๆในการทำให้โครงการยั่งยืนได้ที่จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับโครงการ HOP Homeschool เพื่อเด็กสมองพิการ ที่ได้คิดขึ้นมากับเพื่อนๆ
- Specify ดิฉันได้เข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างแท้จริง จากการเรียนรู้เพิ่มเติมที่https://www.schoolofchangemakers.com/knowledge/11823/
- Consequence สะท้อนความรู้ความเข้าใจแบบ How to Upskill 21 วัน ด้วยการค้นคว้าเอกสารอ้างอิงสอบถามผู้รู้เพิ่มเติม และฝึกตั้งใจวางแผนให้เห็นความก้าวหน้าจริง - ศึกษาแนวทางการวางแผนโครงการให้ยั่งยืนเพิ่มเติมที่ - https://www.minor.com/th/sustainability/framework-strategy-and-roadmap, https://www.rotarythailand.org/doc/file/6Steps.pdf และ https://www.schoolofchangemakers.com/knowledge/11823/ โดยที่จะต้องสะสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆไม่ว่าจะเป็น การนำไปประยุกต์เข้ากับโครงการในรายวิชา PTOT 262 Health Promotion and Prevention across Life Span หรือการนำไปประยุกต์เข้ากับโครงการ Mind letter ที่ดิฉันได้คิดค้นขึ้นมากับเพื่อนๆ โดยเข้าร่วมการแข่งขัน start up ต่างๆ
3.เชื่อมโยง 2 บทเรียนนี้เข้ากับชีวิตและโครงการให้ยั่งยืนได้อย่างไร
สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวดิฉันเป็นอย่างสูงเลยก็คือ กระบวนการ MPS จากบทเรียนเรื่อง Happy workplace ดังที่ได้กล่าวไปในหัวข้อ Deliberate Practice กระบวนการนี้ได้ทำให้ดิฉันนำแนวคิดที่ให้นึกถึงสาเหตุที่เรามาเรียนในสาขานี้ หรือก็คือการนำความรู้ไปใช้รักษาผู้รับบริการในอนาคต มาปรับใช้กับชีวิตการเรียนของตนเอง ทำให้ชีวิตการเรียนของดิฉันมีเป้าหมายที่ชัดเจน และเป็นแรงจูงใจที่ดีในการเล่าเรียน
ในบทเรียนเรื่อง Nutrition ก็ได้ทำให้ดิฉันเห็นถึงแนวทางการทำให้โครงการของเรายั่งยืนได้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งตั้งแต่ได้เรียนในรายวิชานี้ และจากการที่ได้ไปแข่งขัน Moral hackathons มา ดิฉันก็ยังครุ่นคิดอยู่เสมอถึงหนทางที่จะทำให้โครงการของเรายั่งยืนได้ บทเรียนนี้ก็ได้มาทำให้เห็นถึงแนวทางนี้ชัดเจนมากขึ้น เช่น ประสานงานไปกับสมาคมนักกิจกรรมบำบัด เพื่อสร้างเครือข่ายนักกิจกรรมบำบัดอาสา หรือหากมีเด็กสมองพิการที่เข้าร่วมโครงการสามารถเรียนจบและมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีงานทำได้ก็ติดต่อให้มาให้ความรู้ ประสบการณ์ และให้กำลังใจแก่ผู้ปกครองเด็กสมองพิการรุ่นหลัง หรือการประชาสัมพันธ์ในเครือข่ายผู้ปกครองเด็กพิเศษ ซึ่งเป็น Interprofessional collaboration (อ้างอิงจาก Technique for Addressing Risk) ที่ทำให้กลุ่มนักกิจกรรมบำบัดได้ช่วยเหลือเด็กๆสมองพิการ และยังเป็นแหล่งรายได้ได้อีกด้วย เพราะจะมีการรับการบำบัดในด้านต่างๆของเด็กสมองพิการจากนักกิจกรรมบำบัดด้วยเช่นกัน เป็นการจัดการความเสี่ยง Exploit และแนวทางย่อยอื่นๆในการดำเนินโครงการ เช่น หลีกเลี่ยงการใช้คำว่าโรค และคำพูดต่างๆที่แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของโรคสมองพิการ ในขณะที่พูดคุยกับผู้ปกครองหรือตัวเด็กสมองพิการเอง (Avoid), ปรับเปลี่ยนจากการใช้ Facebook เป็นพื้นที่โครงการเป็นเว็บไซต์ให้ผู้ปกครองที่มีความเชี่ยวชาญในด้าน technology น้อย และยังประชาสัมพันธ์ได้ง่ายโดยใช้ Ads word เป็นต้น