ผมได้แนวความคิดนี้จากระบบ AACSB (Association to Advance Collegiate School of Business)    ที่ทำหน้าที่ accredit คณะวิชาด้านบริหารธุรกิจ    และในประเทศไทย คณะบริหารธุรกิจ มช. ได้รับการรับรองเป็นแห่งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๖๔   ในปัจจุบันมีคณะวิชาด้านบริหารธุรกิจ ๘ แห่งในประเทศไทยได้รับการรับรอง    และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะเป็นเจ้าภาพ Asia-Pacific Annual Conference ในวันที่ ๑๖ - ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ นี้    

เข้าไปอ่านเว็บไซต์ของ AACSB อย่างผ่านๆ    เห็นชัดเจนว่าเขาทำหน้าที่ขับเคลื่อนธุรกิจที่มีคุณธรรมอย่างแข็งขัน    และเห็นชัดเจนว่า การเข้าใช้กรอบมาตรฐานการเป็นคณะบริหารธุรกิจที่ AACSB รับรอง     ช่วยการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการบริหารงานของคณะวิชาอย่างดียิ่ง    กรอบมาตรฐานเป็นตัวช่วยให้มีการทำงานอย่างมีทิศทาง มีเป้าหมาย และมีกลยุทธที่ถูกต้องเหมาะสม

แต่กลยุทธ์ เป้าหมาย ทิศทาง ที่เหมาะสม ขึ้นกับบริบทของประเทศ และของแต่ละสถาบันอุดมศึกษาด้วย    การใช้เกณฑ์มาตรฐานใดๆ อย่างไม่มีวิจารณญาณ จึงอาจเป็นการเข้ากรง   แทนที่จะเป็นการใช้กรอบ(มาตรฐาน)อย่างชาญฉลาด    กลับเป็นการพาตัวเองเข้ากรง หรือเข้าที่แคบ    ทำตามเกณฑ์อย่างมืดบอด   

ผมคิดว่า  ประเทศไทย การศึกษาไทย ต้องส่งเสริมให้เด็กไทย นักศึกษาไทย คนไทย    มีวิจารณญาณ โดยกล้าวิพากษ์วิจารณ์มาตรฐานต่างๆ ที่เรามี   ที่เราเข้าไปใช้   เพื่อให้ประเทศไทยมีพลเมืองที่มีวิจารณญาณสูง    เป็นเส้นทางสู่ประเทศรายได้สูง สังคมดี    หลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง   

จะทำเช่นนั้นได้    การศึกษาไทยต้องหนุนให้นักเรียนและครู ฝึกใช้ Kolb’s Experiential Learning Cycle จนเป็นนิสัย     ให้เมื่อพบหรือใช้หลักเกณฑ์ หรือมาตรฐานใด    และนำไปใช้ ก็มีการสังเกตผลและสะท้อนคิดสู่การตีความมาตรฐานนั้น   จนพบว่าหลักการบางส่วนในมาตรฐานนั้นควรได้รับการตีความใหม่ ในบริบทของตนเอง   ช่วยให้สามารถใช้มาตรฐานนั้นอย่างชาญฉลาด    ไม่ใช้อย่างมืดบอดหรือตามตัวหนังสือ   แต่ใช้โดยกล้าตีความจากประสบการณ์ตรงของตน   

ในบางกรณี มีแค่กล้าตีความ แต่กล้าเถียงมาตรฐานนั้นๆ ด้วย   โดยมีหลักฐานจาก conceptualization  ที่ได้จาก reflective observation ในวงจร  Kolb’s Experiential Learning Cycle ของการใช้มาตรฐานนั้น 

คนมีปัญญา เชื่อ Experiential learning ของตนเอง    มากกว่าเชื่อมาตรฐาน    

วิจารณ์ พานิช

๑ ต.ค. ๖๕