“กบฏบวรเดช”
(จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

“กบฏบวรเดช” เป็นการกบฏ ด้วยกำลังเพื่อล้มล้างรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา
-การกบฏเริ่มขึ้นเมื่อ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2476 นับเป็นการกบฏครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยหลังการการปฏิวัติสยาม
-สาเหตุเกิดมาจากความผิดหวังตำแหน่งทางการเมืองของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช และมีความขัดแย้งระหว่างระบอบเก่ากับระบอบใหม่เข้ามาสมทบ
-อนุสาวรีย์ ตั้งอยู่บริเวณ หลักสี่เขตบางเขนกรุงเทพมหานคร
- ที่เรียกกันว่า "อนุสาวรีย์หลักสี่" นั้น ชื่อจริงคือ "อนุสาวรีย์ปราบกบฏ" หรือ "อนุสาวรีย์พิทักษ์ธรรมนูญ"
-ซึ่งรัฐบาลในสมัยนั้น ได้สร้างขึ้นเพื่อ “เป็นอนุสรณ์แก่ผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ปราบกบฏบวรเดช”
*เบื้องหลัง
-ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง
-"พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช" เป็นเจ้านายผู้กล่าวโจมตีระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 พระองค์มีความชิงชังต่อการปกครองของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์เจ้าบวรเดชเคยวางแผนยึดอำนาจจากพระมงกุฎเกล้า แล้วจะทูลเชิญเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ เจ้านายผู้มากบารมีและมีความเด็ดขาดขึ้นเป็นกษัตริย์แทน -แต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเสด็จสวรรคตเสียก่อน เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ ไม่รับตำแหน่งกษัตริย์ เจ้าฟ้าประชาธิปกจึงได้เสวยราชย์
-“พระองค์เจ้าบวรเดชเป็นทหารมีความสามารถและมีอุปนิสัยแข็งกร้าว และรู้กันดีว่าทรงเป็นผู้นิยมระบอบทหาร จึงเป็นที่เกรงใจของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าซึ่งเคยเป็นทหารรุ่นน้องอย่างมาก”
-พระองค์เจ้าบวรเดชได้เป็นเสนาบดีกลาโหมในรัชกาลใหม่ ถึงกระนั้นก็ยังมีความขัดแย้งกับระบอบการปกครอง พระองค์เจ้าบวรเดชต้องการขึ้นเงินเดือนทหารแต่แพ้มติในที่ประชุมสภาเสนาบดี พระองค์จึงลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกลาโหม
-เมื่อลาออกจากราชการแล้ว พระองค์เจ้าบวรเดชพยายามยุให้อดีตลูกน้องในบัญชาให้ยึดอำนาจการปกครอง ทรงเรียกพันเอกพระยาพหลพลหยุหเสนาและพันเอกพระยาศรีสิทธิสงครามมาถามความเห็นเรื่อง"ระบอบการปกครอง"
-ทั้งคู่ต่างลงความเห็นว่า “ระบอบปัจจุบันไม่เหมาะแก่ยุคสมัย ควรจะเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตย แต่ทั้งคู่มีความเห็นไม่ลงรอยกันในเรื่องของวิธีการที่จะใช้เปลี่ยนแปลงการปกครอง”
*หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง
(พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกลาโหม ผู้นำการกบฏ)
-เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จ พันเอกพระยาพหลฯเสนอชื่อพระองค์เจ้าบวรเดชในที่ประชุมคณะราษฎรเพื่อเป็นหัวหน้ารัฐบาล แต่หลวงประดิษฐ์มนูธรรมคัดค้านด้วยเห็นว่าพระองค์เจ้าบวรเดชมีอุปนิสัยเป็นเผด็จการและยังเป็นเจ้า ที่ประชุมจึงปักตก
-หลวงประดิษฐ์มนูธรรมเสนอชื่อ พระยามโนปกรณนิติธาดาเป็นประธานกรรมการราษฎร (เทียบเท่านายกรัฐมนตรี)
-ตั้งแต่นั้นมาพระองค์เจ้าบวรเดชจึงผิดใจกับพระยาพหลฯและเกลียดชังหลวงประดิษฐ์มนูธรรม
-ทางด้านพระยาศรีสิทธิสงครามก็ถูกเชิญให้เข้าร่วมรัฐบาลคณะราษฎร แต่ พระยาศรีสิทธิฯปฏิเสธเพราะ…ไม่พอใจที่คณะราษฎรใช้วิธีการรุนแรงเปลี่ยนแปลงการปกครอง
-พระยาทรงสุรเดชไม่พอใจที่พระยาศรีสิทธิฯทำตัวเหินห่างกับคณะราษฎร จึงสั่งย้ายพระยาศรีสิทธิฯไปอยู่กระทรวงธรรมการ นัยว่าเป็นการลงโทษทางอ้อม
-เมื่อพระยามโนปกรณนิติธาดาได้เป็นประธานกรรมการราษฎร ก็เกิดความขัดแย้งกับส่วนใหญ่ของคณะราษฎร
-หลวงประดิษฐ์มนูธรรมเสนอแผนเค้าโครงเศรษฐกิจที่เรียกว่า "สมุดปกเหลือง" ซึ่งจะทำให้ราษฎรทุกคนมีงานทำ ชาวนามีบำนาญเช่นเดียวกับข้าราชการ
-พระยามโนปกรณฯมองว่าคณะราษฎรคิดก้าวหน้าเกินไป และโจมตี หลวงประดิษฐ์มนูธรรมอย่างรุนแรงว่าเป็น .คอมมิวนิสต์
-พระยามโนปกรณฯประกาศยุบสภา ออกพระราชบัญญัติว่าด้วยคอมมิวนิสต์และใช้เล่นงานหลวงประดิษฐ์มนูธรรมจนต้องออกไปอยู่ต่างประเทศ ทำให้ คณะราษฎรสายหลวงประดิษฐ์มนูธรรมจึงหมดอำนาจการเมือง
-ฝ่ายเจ้าเริ่มมีอำนาจเพิ่มขึ้นและยุยงให้พระยามโนปกรณฯแยกตัวจากคณะราษฎร
-มีเหตุให้พระยาพหลฯโกรธพระยาทรงสุรเดชถึงขั้นจะใช้มีดทำกับข้าวไล่ฟัน พระยาทรงสุรเดชหลบออกมาหาพระยาฤทธิ์อัคเนย์และพระประศาสน์พิทยายุทธบอกว่า "ไอ้พจน์มันกลัด มันเป็นบ้า อยู่ด้วยกันไม่ได้แล้ว"
-ทั้งสามยื่นใบลาออกจากตำแหน่งราชการทั้งหมดเมื่อ 10 มิถุนายน 2476 อ้างว่า สุขภาพไม่อำนวย ส่งผลให้พระยาพหลฯต้องลาออกจากผู้บัญชาการทหารบกด้วยเพื่อรักษามารยาท
- ตำแหน่งทหารที่เคยเป็นของสี่เสือคณะราษฎรจึงว่างลงทั้งหมดกลุ่มเจ้าเห็นเป็นโอกาสที่จะส่งคนของตนขึ้นแทน
-ในวันที่ 18 มิถุนายน มีพระบรมราชานุญาตให้ “สี่เสือ”ออกจากตำแหน่งโดยมีผลในวันที่ 24 มิถุนายน
-“พลตรีพระยาพิชัยสงคราม"จะได้เป็นผู้บัญชาการทหารบก
-"พันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม"จะได้เป็นเจ้ากรมยุทธการทหารบก
-"พันโทหลวงพิบูลสงครามจะได้เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก”
(พันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม รองแม่ทัพกบฏ)
-มีรายงานลับมาถึงหลวงพิบูลสงครามว่า“พระยาศรีสิทธิสงคราม"เตรียมโยกย้ายนายทหาร สายคณะราษฎร ออกจากตำแหน่งคุมกำลังทั้งหมด
-ทำให้ในวันที่ 20 มิถุนายน พระยาพหลฯ หลวงพิบูลฯ และหลวงศุภชลาศัย ชิงก่อรัฐประหารล้มรัฐบาลพระยามโนปกรณนิติธาดา
-โดยใช้การที่พระยามโนปกรณฯปิดสภามาเป็นข้ออ้างต่อสาธารณชน
-พันโทประยูร ถามว่า “ทำไมทำเช่นนี้”
-หลวงพิบูลสงคราม ตอบ พันโทประยูรว่า “ประยูร จำเป็นต้องทำ ไม่มีทางเลี่ยง เพราะเจ้าคุณศรีสิทธิสงครามเล่นไม่ซื่อหักหลัง เตรียมสั่งย้ายนายทหารผู้กุมกำลังทั้งกองทัพ พวกก่อการจะถูกตัดตีนมือและถูกฆ่าตายในที่สุด”
-ประยูรระบุว่า "หลังจากนั้นพระยาศรีสิทธิฯ “หน้าเหี้ยมเกรียม ตาแดงก่ำเป็นสายเลือด นั่งกัดกราม และพูดว่า "หลวงพิบูลสงครามเล่นสกปรก.”
*เหตุแห่งกบฏ
-รัฐบาลคณะราษฎรไม่ได้ไว้วางใจในตัวพระองค์เจ้าบวรเดชผู้มีอิทธิพลในสายทหารบกมากเท่าไหร่
-รัฐบาลชอบส่งสายไปแย้มพรายให้พระองค์วางตัวอยู่เฉยๆ แล้วจะทรงได้ดิบได้ดีเองในภายหลัง
-พระองค์เจ้าบวรเดชก็ทราบดีว่าตัวเองตกอยู่ในฐานะไม่เป็นที่ไว้วางใจ “ความไม่พอใจเหล่านี้ทับถมอยู่ในใจของพระองค์เจ้าบวรเดชเรื่อยมา”
-เมื่อพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เชิญหลวงประดิษฐ์มนูธรรมกลับประเทศ
-เมื่อตั้งกรรมการสอบสวนซึ่งประกอบด้วยชาวต่างชาติแล้วพบว่า"หลวงประดิษฐ์มนูธรรมไม่มีความคิดเป็นคอมมิวนิสต์ หลวงประดิษฐ์มนูธรรมจึงได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลของพระยาพหลฯ"
-พระองค์เจ้าบวรเดชและพวกเจ้ารับไม่ได้ ที่หลวงประดิษฐ์มนูธรรมจะกลับมาเป็นรัฐมนตรี มองว่าหลวงประดิษฐ์มนูธรรมจะดำเนินนโยบายที่สร้างความเดือดร้อนต่อเชื้อพระวงศ์และขุนนางเก่า จึงกล่าวโจมตีว่า “รัฐบาลเอาคอมมิวนิสต์มาเป็นรัฐมนตรี”
-พันโทหลวงพิบูลสงครามและนาวาตรีหลวงศุภชลาศัย " จึงส่งจดหมายมาปรามพระองค์ความว่า:
-“บัดนี้ปรากฏข่าวตามทางสืบสวนว่าท่านได้มีการประชุมและคิดอยู่เสมอในอันที่จะให้เกิดความไม่สงบแก่บ้านเมือง และทำให้รัฐบาลเป็นกังวล ซึ่งเป็นเหตุให้การบริหารบ้านเมืองไม่ก้าวหน้าไปเท่าที่ควรจะเป็น
-ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นผู้รับผิดชอบรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง จึงขอเตือนให้ท่านสงบจิตเสีย หากท่านยังขืนจุ้นจ้านอีก คณะก็ตกลงจะกระทำการอย่างรุนแรง และจะถือเอาความสงบของบ้านเมืองเท่านั้น เป็นกฎหมายอันสูงสุดในการกระทำแก่ท่าน ที่กล่าวมานี้ไม่ใช่การขู่เข็ญ แต่เป็นการเตือนมาเพื่อความหวังดี”
-เมื่อพระองค์เจ้าบวรเดชทรงได้รับจดหมายเช่นนี้ พระองค์ทรงตรัสกับนายทหารที่บ้านว่า “ฉันก็ตั้งใจจะเป็นพลเมืองที่สงบ แต่เขาไม่ให้สงบ” -หนังสือทำนองคล้ายๆกันนี้ ยังถูกส่งถึงบุคคลอื่นๆอีกหลายคน อาทิ กรมหมื่นเทวะวงศ์วโรปการ, พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์, หม่อมเจ้าไขแสงรพี รพีพัฒน์, หม่อมเจ้าโสภณภราไดย สวัสดิวัตน์, พลตำรวจโทพระยาอธิกรณ์ประกาศ, พันโทประยูร ภมรมนตรี เป็นต้น
-เห็นได้ชัดว่าการก่อการกบฏของพระองค์เจ้าบวรเดชในครั้งนี้ เกิดจาก “ความมุ่งหวังอำนาจทางการเมืองมากกว่าอย่างอื่น นับตั้งแต่สมัยที่ทรงลาออกจากเสนาบดีกลาโหม ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว เมื่อทรงพลาดพลั้งจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ทรงมุ่งหวัง การถูกกีดกันจากอำนาจทางการเมือง เป็นเหตุที่กระตุ้นให้พระองค์ก่อการยึดอำนาจจากคณะราษฎร”
*การเตรียมการของทัพกบฏ
-คณะผู้ก่อการเริ่มชักชวนหาพรรคพวกทั้งในหมู่ทหารนอกและในประจำการ การประชุมของคณะผู้ก่อการครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2476 โดยมีพันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม พันโทหลวงพลหาญสงคราม และร้อยโทจงกล ไกรฤกษ์ ที่ร้านอาหารบนถนนราชวงศ์
-การประชุมครั้งที่สองเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคมที่บ้านหลวงพลหาญสงคราม เป็นการประชุมระหว่างผู้แทนทหารหัวเมืองต่างๆ
-การประชุมครั้งที่สามเกิดขึ้นในต้นเดือนตุลาคมที่บ้านพันเอกพระยาไชเยนทร์ฤทธิรงค์ในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งที่ประชุมตกลงให้ใช้ชื่อแผนว่า “แผนล้อมกวาง”และตกลงใช้เมืองโคราชเป็นกองบัญชาการใหญ่ เนื่องจากเป็นจังหวัดใหญ่มีอาวุธและกำลังพลมากกว่าหัวเมืองอื่น
-ในช่วงวางแผนการกรมขุนชัยนาทนเรนทร, หม่อมเจ้าวงศ์นิรชร เทวกุล และพระองค์เจ้าบวรเดช ลงไปเข้าเฝ้าในหลวงที่วังไกลกังวล พระองค์เจ้าบวรเดชอาสาเป็นผู้นำ "กองทัพสีน้ำเงิน" และได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจะเปลี่ยนแปลงใหม่
-ในหลวงคัดค้านหนัก พระองค์เจ้าบวรเดชโกรธในหลวงและกลับมาพูดกับนายทหารคนอื่นว่า “ถ้าท่านไม่เล่นกับเราเราก็หาคนใหม่!”อย่างไรก็ตาม ต่อมา มีเช็คสั่งจ่ายของพระคลังข้างที่ให้แก่พระองค์เจ้าบวรเดชเป็นจำนวน 200,000 บาทสันนิษฐานว่าเป็นฝีมือของกรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์
-หลังจากนั้น หม่อมเจ้าวิบูลย์สวัสดิ์วงศ์ สวัสดิกุลราชเลขานุการก็เป็นผู้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับผู้นำ “กองทัพสีน้ำเงิน”
-นอกจากนี้ พระองค์เจ้าบวรเดชยังได้เงินจากมหามกุฏราชวิทยาลัยอีก 200,000 บาท เนื่องจากพระยาเสนาสงครามแม่ทัพกบฎฝ่ายนครสวรรค์ เป็นลูกพี่ลูกน้องกับสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
*การเตรียมการของฝ่ายรัฐบาล
ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พันเอกพระยาทรงสุรเดช มันสมองด้านทหารของคณะราษฎร มองเห็นความเป็นไปได้ที่จะเกิดการต่อต้านด้วยกำลังจากฝ่ายตรงข้ามขึ้นในไม่ช้าก็เร็ว จึงได้สั่งให้กองทัพหัวเมืองทั้งหมดส่งอาวุธส่วนใหญ่เข้ามาที่กรุงเทพโดยอ้างว่าจะส่งอาวุธที่ใหม่กว่าไปให้ ทำให้ทหารหัวเมืองตกอยู่ในสภาพขาดแคลนอาวุธ
-ฝ่ายรัฐบาลก็ได้รู้ล่วงหน้าถึงการกบฏครั้งนี้ถึง 2 วัน เมื่อ พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีได้ไปตรวจเยี่ยมมณฑลทหารราชบุรี มีนักบินชื่อเรืออากาศโทขุนไสวมัณยากาศ บังคับเครื่องบินลงจอดที่สนามและได้ยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้แก่พลตรีพระยาสุรพันธเสนี สมุหเทศาภิบาลมณฑล แล้วแจ้งว่าเป็นสาสน์จากพระองค์เจ้าบวรเดช
-พระยาพหลพลพยุหเสนาเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นต่อหน้าก็เดาออกทันทีว่าเป็นสาสน์ที่ส่งมาเพื่อเชิญชวนให้ก่อการกบฏ จึงรีบเดินทางกลับจังหวัดพระนครในวันรุ่งขึ้นเพื่อดำเนินการต่อต้านทันที
*แผนลอบสังหารที่วังปารุสก์
นอกจากการใช้กำลังทหารเข้าล้มล้างอำนาจของรัฐบาลแล้ว ฝ่ายกบฏยังวางแผนเข้าสังหารบุคคลสำคัญของคณะราษฎรซึ่งพักอยู่ในวังปารุสกวันอีกด้วย เพื่อให้รัฐบาลเกิดภาวะสุญญาก่อนที่คณะกู้บ้านเมืองจะยกทัพลงมาถึงกรุงเทพ แผนสังหารผู้นำรัฐบาลในกรุงเทพถูกกล่าวถึงโดยนายพโยม โรจนวิภาต ซึ่งอ้างตนเป็นสายลับฝ่ายราชสำนักในพระนคร ได้ทราบว่ามีผู้ก่อการอีกกลุ่มหนึ่งในพระนครที่มีเจตนาจะล้มล้างรัฐบาลมีแผนการนอกเหนือไปจากการยกกำลังเข้ามาของทหารฝ่ายหัวเมือง โดยนายพันตรีทหารม้าคนหนึ่งซึ่งมีบรรดาศักดิ์ขุน ได้ว่าจ้างยอดมือปืนจากต่างจังหวัดเข้ามาในกรุงเทพเพื่อมากำจัดหลวงพิบูลสงคราม โดยวางแผนให้มือปืนลอบเข้าไปเข้าดักรอบริเวณหน้าห้องนอนในวังปารุสก์ เมื่อเสียงสัญญาณของกองทัพหัวเมืองที่ยกมาถึงกรุงเทพดังขึ้น พันโทหลวงพิบูลสงครามจะพรวดพราดออกมาจากห้องนอนและถูกกำจัดทิ้ง ในการนี้ นายพันตรีได้ว่าจ้างมือปืนอีกชุดเพื่อดักรอเก็บมือปืนชุดแรกเพื่อปิดปาก อย่างไรก็ตาม พวกเขารอจนเช้าก็ไม่มีวี่แววของคณะกู้บ้านเมือง จึงยกเลิกแผนการไป จนทราบภายหลังว่า คณะกู้บ้านเมืองเลื่อนแผนการออกไปหนึ่งวัน โดยจะเดินทางถึงกรุงเทพในวันที่ 12 ตุลาคม
*เหตุการณ์กบฏ
(แผนที่แสดงกองกำลังทหารทั้งสองฝ่าย สีแดงคือกองกำลังกบฏ)
* 11 ตุลาคม “กบฏยึดทุ่งดอนเมือง”
-11 ตุลาคม พ.ศ. 2476 เพียงสิบวันหลังหลวงประดิษฐ์มนูธรรมเดินทางกลับประเทศสยาม พระองค์เจ้าบวรเดชได้นำกำลังเข้าแจ้งต่อข้าราชการหัวเมืองว่า รัฐบาลคณะราษฎรจะเอาระบอบคอมมิวนิสต์มาใช้และจะไม่มีกษัตริย์จึงต้องนำทหารเข้าไปปราบปราม อย่าได้ทำการขัดขวาง
-พระองค์เจ้าบวรเดชเป็นผู้นำกองกำลังกบฏที่ชื่อว่า คณะกู้บ้านเมือง ซึ่งประกอบด้วย
-ทหารโคราช (กองพันทหารราบที่ 15, กองพันทหารราบที่ 16, กองพันทหารม้าที่ 4, กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 3 และ กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 4) -ทหารเพชรบุรี (กองพันทหารราบที่ 14),
-ทหารอุบลราชธานี (กองพันทหารราบที่ 18)
-พันเอกพระยาศรีสิทธิสงครามนำกำลัง 2 กองพันทหารช่างจากสระบุรีเป็นทัพหน้าลงมายึดทุ่งดอนเมือง โดยมีกองทหารม้าของ ร้อยเอกหลวงโหมรอนราญ ตามลงมาสมทบ และเข้ายึดกรมอากาศยานที่ดอนเมืองเป็นกองบัญชาการ
-พระยาศรีสิทธิสงครามส่งกองหน้ามายึดสถานีรถไฟหลักสี่
-และส่งนาวาเอกพระยาแสงสิทธิการ ถือหนังสือถึงพระยาพหลฯความว่า "คณะรัฐมนตรีปล่อยให้คนดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และเอาหลวงประดิษฐ์มนูธรรมกลับมาเพื่อดำเนินการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ จึงขอให้คณะรัฐบาลถวายบังคมลาออกภายในหนึ่งชั่วโมง มิเช่นนั้นจะใช้กำลังบังคับและจะเข้ายึดการปกครองชั่วคราว"
-คณะรัฐบาลประชุมกันที่วังปารุสก์แล้วก็ลงความเห็นว่าเหตุผลของฝ่ายกบฏฟังไม่ขึ้น และสมควรปราบปราม
-เวลาค่ำ นายกรัฐมนตรีออกประกาศไปยังทั่วประเทศว่า พระองค์เจ้าบวรเดช พระยาศรีสิทธิสงคราม พระยาเทพสงคราม เป็นกบฏต่อแผ่นดิน พยายามล้มล้างระบอบประชาธิปไตยขอเลิกรัฐธรรมนูญ และสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ดังเดิม “ในพระนครเหตุการณ์เรียบร้อย อย่าฟังคำสั่งผู้ใดทั้งสิ้นนอกจากข้าพเจ้า พระยาพหลพลพยุหเสนาฯ”
*12 ตุลาคม “กรุงเทพตอบโต้”
เมื่อรัฐบาลทราบว่าทุ่งดอนเมืองโดนทหารกบฏยึดเป็นที่แน่ชัดแล้ว จึงประกาศกฎอัยการศึกในวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2476 ในพื้นที่จังหวัดใหญ่ทหารบกพระนคร
- ในวันเดียวกัน รัฐบาลประกาศแก้กฎอัยการศึกขยายพื้นที่บังคับใช้เป็นทั่วมณฑลพระนครกับมณฑลอยุธยาพันเอกพระยาทรงสุรเดชปฏิเสธที่จะเป็นผู้บังคับกองผสม พันโทหลวงพิบูลสงครามจึงรับอาสาเป็นผู้บังคับกองผสมปราบกบฏแทน
-ในวันเดียวกัน เมื่อชาวพระนครทราบข่าวว่าการกบฏจากทหารหัวเมือง พลเมืองที่เชื่อมั่นในระบอบใหม่ได้ออกมาชุมนุมกันช่วยเหลืองานฝ่ายรัฐบาลเป็นจำนวนมาก ทหารกองหนุนจำนวนมากเข้ามารายงานตัวกับรัฐบาล ทั้งที่ยังไม่มีหมายเรียกระดมพลทหารกองหนุนแต่ประการใด
-พันโทหลวงพิบูลสงครามนำกองผสมซึ่งประกอบด้วย 3 กองพันทหารราบ และ 1 กองพันทหารปืนใหญ่ เคลื่อนขบวนทัพจากลานพระบรมรูปทรงม้าไปยังลานสินค้าของบริษัทปูนซีเมนต์สยามที่สถานีรถไฟบางซื่อ ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟบางเขนไปประมาณ 5 กิโลเมตรเศษ จากนั้นจึงเอาปืนใหญ่ภูเขาแบบ 63 ขนาดลำกล้อง 75 มม. ระยะยิงไกล 6 กิโลเมตร มาตั้งเรียงแถวหน้ากระดานอยู่บนถนนประดิพัทธิ์ ก่อนจะเริ่มระดมยิงใส่ทหารกบฏในเวลาราว 14 นาฬิกา ยิงได้ 40 นัดพบว่ากระสุนลงทุ่งน้ำหมดจึงหยุดยิง กองทหารกบฏของหลวงโหมรอนราญจึงเดินลุยน้ำเคลื่อนลงมายึดสถานีรถไฟบางเขนไว้ได้
*13 ตุลาคม “กบฏอ่อนกำลัง”
ฝ่ายรัฐบาลส่งพันตรีหลวงเสรีเริงฤทธิ์เป็นตัวแทนมาเจรจาให้ฝ่ายกบฏเลิกราไปเสียและจะขอพระราชทานอภัยโทษให้ แต่ทางฝ่ายกบฏกลับจับกุมหลวงเสรีเริงฤทธิ์ไปขังไว้ที่อยุธยา ในเวลา 12 นาฬิกา ฝ่ายกบฏส่งนาวาอากาศเอกพระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์, นาวาอากาศโทพระยาเทเวศวรอำนวยฤทธิ์ และเรือเอกเสนาะ รักธรรม เป็นคนกลางถือหนังสือของพระองค์เจ้าบวรเดชมาเจรจากับรัฐบาล โดยยืนเงื่อนไขทั้งหมด 6 ข้อ
ต้องจัดการในทุกทางที่จะอำนวยผลให้ประเทศสยามมีพระมหากษัตริย์ ปกครองประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญชั่วกัลปาวสาน
*ต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญโดยแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ การตั้งและถอดถอนคณะรัฐบาลต้องเป็นไปตามเสียงของหมู่มาก
*ข้าราชการซึ่งอยู่ในตำแหน่งประจำการทั้งหลายและพลเรือนต้องอยู่นอกการเมือง
*ตำแหน่งฝ่ายทหารตั้งแต่ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือลงไปต้องไม่มีหน้าที่ทางการเมือง
*การแต่งตั้งบุคคลในตำแหน่งราชการ จักต้องถือคุณวุฒิและความสามารถเป็นหลัก ไม่ถือเอาความเกี่ยวข้องในทางการเมืองเป็นความชอบหรือเป็นข้อรังเกียจในการบรรจุเลื่อนตำแหน่ง
*การเลือกตั้งผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ต้องถวายให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเลือก
*การปกครองกองทัพบกจักต้องให้มีหน่วยผสมตามหลักยุทธวิธี เฉลี่ยอาวุธสำคัญแยกกันไปประจำตามท้องถิ่น มิให้รวมกำลังไว้เฉพาะแห่งใดแห่งหนึ่ง
*ฝ่ายรัฐบาลยืนกรานไม่ยินยอมตามคำขาดดังกล่าว ทำให้การสู้รบดำเนินต่อไป
-ขณะเดียวกัน ที่แนวหน้าของทหารกบฏที่บางเขนเริ่มเกิดความขัดสน ทหารของร้อยเอกหลวงโหมรอนราญไม่ได้รับเสบียงและกระสุนมาหนึ่งวันเต็ม ขณะนั้นเป็นฤดูน้ำหลาก เนื่องจากสองข้างทางรถไฟถูกน้ำท่วมหมดทำให้การขนส่งกำลังบำรุงมาแนวหน้าของฝ่ายกบฏต้องอาศัยเรือพายเท่านั้น หลวงโหมรอนราญจึงเดินเท้าตามทางรถไฟย้อนขึ้นไปยังกองบัญชาการที่ดอนเมืองเพื่อขอเสบียง เมื่อเข้าไปในกองบัญชาการก็พบนายทหารชั้นผู้ใหญ่ตั้งวงดื่มสุราและเล่นบิลเลียดอยู่
*14 ตุลาคม “รัฐบาลรุกไล่”
*14 ตุลาคม ทหารฝ่ายรัฐบาลได้เคลื่อนกำลังรุกคืบเข้ามาปะทะทหารฝ่ายกบฏที่ยึดสถานีรถไฟบางเขน โดยใช้หัวรถจักรหุ้มเกราะดันหลังรถข.ต.บรรทุกรถถังเคลื่อนที่เข้าหาพร้อมกันทั้ง 2 ราง
-นอกจากนี้แล้วยังมีเหล่าทหารราบอยู่ในรถพ่วงคันหลังอีกจำนวนหนึ่ง ผลจากการปะทะในช่วงเช้าส่งผลให้ฝ่ายรัฐบาลสูญเสียพันตรีหลวงอำนวยสงคราม ผู้บังคับกองพันที่มีความสำคัญมากไป หลวงพิบูลสงครามจึงรีบแก้สถานการณ์ที่กำลังจะเพลี่ยงพล้ำทันที โดยสั่งการให้ไปนำรถสายพานติดตั้งปืนใหญ่ต่อสู้อากาศ QF 2-pounder จากประเทศอังกฤษ ที่เพิ่งผ่านการตรวจรับมาแล้วจำนวน 2 คันมาเข้าสู่สนามรบจริงทันที
-อำนาจการยิงของปืนกลต่อต้านอากาศยานขนาด 40 มม. อัตรายิง 115 นัดต่อนาที เป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก กระสุนปืนทำให้รังปืนกลของฝ่ายกบฏเกิดรูขนาดใหญ่ รวมทั้งปืนก็ยิงได้เร็วและรุนแรงต่อเนื่อง
-ทหารกบฏทั้งหมดไม่เคยเจออาวุธทันสมัยแบบนี้มาก่อน จึงพากันหนีตายทิ้งที่มั่นวิ่งหนีเอาตัวรอดกลับไปยังหลักสี่ ทหารราบจากฝ่ายรัฐบาลจึงสามารถเข้ายืดพื้นที่ทุ่งบางเขนไว้ได้โดยละม่อม
-ขบวนรถไฟฝ่ายกบฏของพันตรีหลวงพลเดชวิสัย กองพันทหารราบที่ 17 อุบลราชธานี เดินทางมาถึงดอนเมืองในช่วงค่ำ ได้ข่าวว่าสถานการณ์ฝ่ายกบฎกำลังเพลี่ยงพล้ำจึงไม่ยอมจอดขบวนรถไฟที่สถานีดอนเมือง ให้ขบวนรถไฟขับเลยสถานีดอนเมืองไปประมาณสามกิโลเมตรแล้วใส่เกียร์ถอยหลังกลับไปที่เมืองโคราช ระหว่างทางได้แวะรื้อทางรถไฟแถวปากช่องออกเพื่อทำคุณไถ่โทษ
*15–24 ตุลาคม “กบฏแตกพ่าย”
-15 ตุลาคม ฝ่ายรัฐบาลได้หนุนกำลังพร้อมอาวุธหนักนำขึ้นรถไฟ มีทั้งรถเกราะและปืนกล รุกไล่ฝ่ายปฏิวัติจนเกือบประชิดแนวหน้าฝ่ายกบฏที่สถานีหลักสี่ นอกจากนี้ ฝ่ายกบฏขาดกำลังเสริมมาสมทบ เพราะทหารเพชรบุรีที่ร่วมก่อการถูกหน่วยทหารราชบุรีตรึงกำลังไว้ ทหารจากนครสวรรค์และพิษณุโลกก็ถูกขัดขวางจากหน่วยทหารลพบุรีและหน่วยทหารปราจีนบุรี -พระองค์เจ้าบวรเดชเห็นว่าสู้ฝ่ายรัฐบาลไม่ได้แล้วจึงสั่งให้ถอนกำลังกลับไปตั้งรับโคราช และมอบหมายพันเอกพระยาศรีสิทธิสงครามเป็นผู้บัญชาการรบหน่วยระวังหลัง ค่อยๆถอยร่อนจากหลักสี่มาดอนเมือง
-16 ตุลาคม เวลาตีสาม ทหารกบฏเริ่มถอนกำลังออกจากดอนเมือง ส่วนหน้าทัพกบฏเดินทางถึงสถานีปากช่อง(กม.180)ในเวลาบ่ายโมง ก็ไปต่อไม่ได้เนื่องจากทางรถไฟขาดต้องใช้เวลาซ่อมแซม
-กองพันทหารราบที่ 4 ฝ่ายรัฐบาลเข้าควบคุมพื้นที่ดอนเมืองในเวลาบ่ายสอง นาวาตรีหลวงศุภชลาศัย คุมเรือสุริยมณฑลไปยึดเมืองอยุธยาไว้ได้ ส่วนทหารกบฎทางเพชรบุรีก็ถอยร่นกลับเข้าเมืองเพชรบุรียึดเป็นที่มั่นเอาไว้
-17 ตุลาคม เวลาเช้ามืด กบฎคนสำคัญในโคราช ปล่อยตัวพันตำรวจเอกพระขจัดทารุณกรรม ผู้บังคับการตำรวจโคราชและพวกจากที่คุมขัง บอกให้รีบหนีไปก่อนที่ทัพกบฏจะมาถึงเมือง
- ผู้บังคับการตำรวจโคราชใช้โอกาสนี้นำกำลังเข้ายึดเมืองจากพวกกบฏทันทีอย่างง่ายดายต่อมาเวลาสิบนาฬิกา ชาวโคราชต่างตื่นตกใจเมื่อมีขบวนรถไฟบรรทุกทหารของพันตรีหลวงพลเดชวิสัย เคลื่อนเข้ามา พันตรีหลวงพลเดชวิสัยมอบตัวต่อพระขจัดทารุณกรรม อ้างว่าถูกหลอกให้ร่วมก่อการกบฏ
-ขณะนี้พวกกบฏกำลังถอยร่นมายังโคราช เมื่อผู้การตำรวจโคราชได้หารือกับหลวงพลเดชวิสัยแล้ว เห็นว่ากำลังที่มีอยู่คงจะต้านทานทัพกบฏไม่ไหว ควรถอนกำลังออกจากโคราชไปรวมกับกำลังใหญ่ฝ่ายรัฐบาลที่เมืองอุบล -ส่วนทางด้านกรุงเทพ รัฐบาลส่งกองพันทหารราบที่ 6 ขึ้นมาสมทบกองพันทหารราบที่ 4 ที่ดอนเมือง และเริ่มปฏิบัติการกวาดล้างทัพกบฏต่อไป -ขณะเดียวกัน หน่วยข่าวกรองของจังหวัดขอนแก่นได้รับทราบข่าวจากแถลงการณ์รัฐบาลว่าฝ่ายกบฏแตกพ่ายไปทางโคราช ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นจึงทำลายทางรถไฟเพื่อขัดขวางการลำเลียงทหารมาสู่ขอนแก่น
-18 ตุลาคม ทหารรัฐบาลเข้ายึดสถานีชุมทางภาชี(กม.90)ในเวลาบ่ายสี่โมง **พระองค์เจ้าบวรเดชถอยไปอยู่สระบุรี*
-กองกำลังรักษาเมืองโคราชของพระขจัดทารุณกรรมและหลวงพลเดชวิสัยต้านทานกบฏไม่ไหวจริงตามคาด จึงถอนกำลังออกไปยังเมืองอุบล -พระองค์เจ้าบวรเดชแค้นที่พันตรีหลวงพลเดชวิสัยทรยศ จึงให้พลตรีพระเสนาสงครามคุมกำลัง 400 นายไปยึดเมืองบุรีรัมย์เพื่อใช้ตีเมืองอุบลต่อไป
-19 ตุลาคม ทหารรัฐบาลเข้ายึดสระบุรีไว้ได้ แนวหลังของทหารกบฏถอยไปรวมกันสถานีแก่งคอย(กม.125) ขบวนรถไฟของพระองค์เจ้าบวรเดชเดินทางถึงเมืองโคราช พระยาศรีสิทธิสงครามสั่งการหน่วยระวังหลังเร่งถอดรางรถไฟบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 141-144 ซึ่งเป็นช่วงทางโค้งและแคบใกล้กับสถานีหินลับ ให้ทหารตั้งรังปืนกลบนหน้าผาเป็นระยะ
-20 ตุลาคม ทหารรัฐบาลเข้ายึดสถานีแก่งคอย(กม.125) ทหารรัฐบาลจากจังหวัดอุดรธานีเจ็ดสิบนายเดินทางมาถึงขอนแก่นและเคลื่อนกำลังพลไปรักษาสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำชี เพื่อไม่ให้ทหารกบฏเดินเท้าข้ามมายังเมืองขอนแก่นได้
-21 ตุลาคม ทหารรัฐบาลรุกคืบได้ทีละเล็กน้อย แนวหลังของทหารกบฎถอยไปรวมกันที่ปากช่อง(กม.180) ทางพระองค์เจ้าบวรเดชเมื่อทราบว่าทหารขอนแก่นกับอุดรธานีเข้ากับฝ่ายรัฐบาล จึงส่งร้อยเอกหลวงโหมรอนราญนำกำลังไปยึดเมืองขอนแก่น
-22 ตุลาคม ร้อยเอกหลวงโหมรอนราญถูกเรียกตัวกลับมานครราชสีมาเพราะมีข่าวว่ากองกำลังของรัฐบาลรุกคืบเข้ามาแล้ว
-หลวงโหมรอนราญเสนอให้ทหารยึดอำนาจจากข้าราชการฝ่ายพลเรือนในโคราช แต่พระองค์เจ้าบวรเดชดำริว่า “เวลานี้ใครๆ ก็แลเห็นว่าเราแพ้แล้วทั้งนั้น จะยึดอำนาจการปกครองบ้านเมืองเราก็ไม่มีนายทหารมากพอจะให้ไปควบคุม โทษผิดเท่านี้ก็พอแล้ว อย่าให้มากกว่านี้เลย”
-พระองค์เจ้าบวรเดชเริ่มวางแผนเสด็จลี้ภัยไปยังอินโดจีนของฝรั่งเศส นายทหารชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายกบฏก็วางแผนเดินทางหลบหนีออกนอกประเทศตามความถนัด
-พระยาศรีสิทธิสงครามไม่ทราบความจริงจึงปักหลักที่ผาเสด็จต่อไป ในค่ำวันนั้น กองส่วนหน้าฝ่ายรัฐบาลเริ่มเคลื่อนพลถึงหลักกิโลเมตรที่ 140
-23 ตุลาคม เกิดการสู้รบบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 141-144 ตลอดทั้งวัน เมื่อตกค่ำ หน่วยของว่าที่ร้อยตรีตุ๊ จารุเสถียร สามารถสังหารพันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม
-24 ตุลาคม พันโทหลวงพิบูลสงครามเดินทางถึงแก่งคอยในช่วงสายเพื่อรับฟังรายงาน
-25 ตุลาคม พระองค์เจ้าบวรเดชและพระชายาทรงขึ้นเครื่องบินจากนครราชสีมาหนีไปยังเมืองไซ่ง่อน ทหารรัฐบาลเข้ายึดเมืองนครราชสีมาไว้ได้
พระบรมวงศ์เสด็จหนีไปชายแดน
-ทหารช่างอยุธยาตกเป็นเชลยถูกควบคุมโดยทหารม้าฝ่ายรัฐบาล (สวมหมวกกะโล่) ถือปืนติดดาบปลายปืนอยู่แถวหลัง
-16 ตุลาคม เครื่องบินฝ่ายกบฏบินมาทิ้งใบปลิวที่วังไกลกังวลเพื่อทูลว่าการยึดอำนาจล้มเหลว
-ในค่ำวันต่อมา เมื่อพระบาทสมเด็จประปกเกล้าฯทราบว่าทหารเพชรบุรียอมจำนนต่อรัฐบาลแล้ว และรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมกำลังเดินทางลงมาเข้าเฝ้า ก็ทรงตื่นตระหนกรีบเสด็จลงเรือพระที่นั่งศรวรุณ ซึ่งเป็นเรือยนต์ลำเล็กอย่างกะทันหันพร้อมกับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์, พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี, พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช, หม่อมเจ้าประสบศรี จิรประวัติ, หม่อมเจ้ากมลีสาณ ชุมพล, หม่อมเจ้าครรชิตพล อาภากร, หม่อมเจ้านนทิยาวัด สวัสดิวัตน์, หม่อมเจ้าเศรษฐพันธ์ จักรพันธุ์พร้อมทหารรักษาวังอีก 6-7 นาย มุ่งหน้าจังหวัดสงขลา
-เนื่องจากเรือไม่พอนั่ง หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิทและเจ้ากาวิละวงศ์ ณ เชียงใหม่ ต้องนำทหารรักษาวังบางส่วนขึ้นไปยึดขบวนรถไฟจากสถานีวังก์พง
-ในช่วงบ่าย เจ้ากาวิละวงศ์เป็นพนักงานขับรถ ขบวนรถไฟพิเศษนี้ออกจากหัวหินเวลาตีหนึ่งของวันที่ 18 ตุลาคม มีผู้โดยสารประกอบด้วย: กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, หม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล, หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล, หม่อมเจ้าพิไลยเลขา ดิศกุล, กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์พร้อมพระธิดา, กรมหมื่นอนุวัตจาตุรนต์, หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์, พลโทพระยาวิชิตวุฒิไกร, พระยาอิศราธิราชเสวี และทหารรักษาวังสองกองร้อย
-เมื่อนายเล้ง ศรีสมวงศ์ ผู้จัดการพาณิชย์ ฝ่ายการเดินรถ กรมรถไฟหลวง ทราบข่าว จึงรีบส่งโทรเลขแจ้งสถานีรายทางล่วงหน้าว่า ทหารหลวงลักขบวนรถจักรออกจากวังก์พง ให้ทำการสกัดกั้น
-พนักงานกรมรถไฟจึงไปถอดรางรถไฟช่วงก่อนถึงสถานีประจวบคีรีขันธ์ ขบวนรถไฟพิเศษไปต่อไม่ได้ต้องหยุดระหว่างทาง ทหารหลวงต้องช่วยกันถอดรางที่วิ่งที่ผ่านมาแล้วมาต่อเพื่อให้รถไฟเดินต่อไปได้
-เมื่อขบวนรถไฟมาถึงสถานีประจวบคีรีขันธ์ก็ถูกกักรถไม่ให้เดินทางต่อจนเกือบจะยิงกัน สมุหราชองครักษ์จึงโทรเลขไปยังรัฐมนตรีมหาดไทย พระยาอุดมพงศ์เพ็ญสวัสดิ์รีบนำความเข้าแจ้งนายกรัฐมนตรี พระยาพหลพลหยุหเสนาสั่งการอนุญาตให้รถไฟเดินได้ตลอดสายทาง
-ทางด้านเรือพระที่นั่งศรวรุณน้ำมันหมดที่ชุมพร ต้องขึ้นฝั่งรอจนกระทั่งถึงเช้าวันที่ 19 ตุลาคม จึงได้พบกับเรือวลัยของบริษัทอิสต์เอเชียติก กัปตันเรือวลัยชาวเดนมาร์กเชิญคณะของในหลวงขึ้นเรือวลัยและพ่วงเรือพระที่นั่งศรวรุณไปยังสงขลา
-ตกเย็นวันเดียวกันนั้น ขบวนรถไฟก็ไปถึงสงขลา พระบรมวงศ์ส่วนหน้ารีบไปจัดแจงสถานที่ในพระตำหนักเขาน้อยเตรียมรับในหลวง เรือวลัยเดินทางมาถึงอ่าวสงขลาในเช้าวันถัดมา
*ผลลัพธ์
(อนุสาวรีย์ปราบกบฏ)
-25 ตุลาคม พระบาทสมเด็จประปกเกล้าฯมีพระราชกระแสจากพระตำหนักเขาน้อย จังหวัดสงขลา แนะนำให้รัฐบาลประกาศอภัยโทษให้แก่ผู้ร่วมก่อการจลาจลตลอดจนนายทหารและบุคคลที่ไม่ใช่หัวหน้าหรือคนสำคัญในการกระทำครั้งนี้เสียโดยเร็ว แต่ถูกแต่รัฐบาลปฏิเสธโดยอ้างหลักการที่ว่าจำต้องดำเนินคดีให้ถึงที่สุดเสียก่อน
-29 ตุลาคม รัฐบาลจัดตั้งศาลพิเศษขึ้นพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการกบฏและจลาจล คำพิพากษาถือเป็นเด็ดขาดไม่มีอุทธรณ์ฎีกา
-มีผู้ถูกจับกุมกว่าหกร้อยคน มีการส่งฟ้อง 318 คน ใช้เวลาพิจารณาความนานนับปี พบว่ามีความผิดต้องโทษ 296 คน ในจำนวนนี้ต้องโทษประหารชีวิต 6 คน จำคุกตลอดชีวิต 244 คน
-อย่างไรก็ตาม พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าทรงปฏิเสธการลงพระนามให้ประหารชีวิตตามคำพิพากษา จึงนำตัวไปประหารไม่ได้
-รัฐบาลได้จัดให้มีรัฐพิธีให้แก่ผู้เสียชีวิตทั้ง 17 คนคราวปราบกบฏบวรเดช ในการนี้ได้ทำหนังสือขอพระราชานุญาตใช้พื้นที่สนามหลวงในการประกอบพิธี พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯปฏิเสธทันที ทรงรับสั่งให้ไปใช้สถานที่อื่น แต่รัฐบาลยังคงยืนกรานที่จะใช้พื้นที่สนามหลวง ทำให้พระองค์ยินยอมตามนั้น -รัฐบาลจัดสร้างเมรุชั่วคราวสนามหลวง ซึ่งเดิมพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงยินยอมให้ใช้พื้นที่ทุ่งพระเมรุนี้ แต่ทางคณะราษฎรยืนกรานที่จะสร้างเมรุชั่วคราวบนทุ่งพระเมรุ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าจึงต้องทรงยินยอม แต่ระบุถ้อยคำด้วยท่วงทำนองว่า "ทรงไม่ขัดข้อง แต่ขอให้เป็นที่เข้าใจว่า พระราชดำริในเรื่องนี้เป็นไปอีกอย่างหนึ่ง" นี่ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการจัดพิธีศพสามัญชนบนท้องสนามหลวง ซึ่งก่อนหน้านั้นจะใช้เป็นที่ประกอบพิธีสำหรับเชื้อพระวงศ์เท่านั้น
-สามปีให้หลังในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2479 ได้มีพิธีเปิดอนุสาวรีย์ปราบกบฏหรือ “อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” ที่บริเวณหลักสี่บางเขน ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่สู้รบ เพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงเหตุการณ์ปราบกบฏบวรเดชเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญ แต่ปัจจุบันนิยมเรียกชื่อเพียงตามแหล่งที่ตั้งว่า “อนุสาวรีย์หลักสี่”
-ภายหลังการสละราชสมบัติและเข้าสู่รัชกาลใหม่ รัฐบาลได้ทูลขอพระราชทานอภัยโทษจากประหารชีวิตเป็นจำคุกตลอดชีวิต และจากจำคุกตลอดชีวิตเป็นถูกเนรเทศไปเกาะตารุเตาในปีพ.ศ. 2482
-ต่อมาได้มีการปล่อยตัวบรรดาผู้ได้รับโทษกรณีกบฏบวรเดชทั้งหมดออกจากเรือนจำพ.ศ. 2487 ซึ่งเป็นผลจากการนิรโทษกรรมโดยคณะรัฐมนตรีชุดพันตรีควง อภัยวงศ์
*"กษัตริย์นักประชาธิปไตย.. ตอนกบฏบวรเดช"