ชีวิตที่พอเพียง  4314. จิตตภาวนา คือชีวิตพัฒนา   เล่าประสบการณ์ในชีวิตของตนเอง 


 

หนังสือธรรมะเล่มน้อย ฉบับเดือนสิงหาคม ๒๕๖๕   เรื่อง จิตตภาวนา คือ ชีวิตพัฒนา  ถอดเทปจากปาฐกถาธรรมที่ท่านพุทธทาสแสดงเมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๒๖    ฟังได้ที่ (๑)  ดาวน์โหลดได้ที่ (๒)  ช่วยให้ผมสะท้อนคิดประสบการณ์ชีวิตของตนเอง     เอามาแชร์ในบันทึกนี้   

โดยผมมองจิตตภาวนาจากมุมของฆราวาส ที่ยังมีกิเลส มีสุขมีทุกข์ตามกรรมของตน   แต่ได้มีประสบการณ์ฝึกการตั้งมั่นของจิตตามแบบของตนเอง    และฝึกฝนลดกิเลสจากชีวิตทางโลกจากการปฏิบัติในการประกอบอาชีพการงาน    เป็นการมองจิตตภาวนา แบบบ้านๆ โลกย์ๆ    แบบตีความ ที่ไม่ทราบว่าตีความถูกหรือผิด   

เป็นการตีความจิตตภาวนาจากมุมของการเรียนรู้    ที่ผมเชื่อว่า คนเราจะมีชีวิตที่ดี เป็นประโยชน์ต่อตนเอง คนอื่น และสังคมได้นั้น   ต้องมีการเรียนรู้ทั้ง เรียนด้านนอกคือวิชาการความรู้นอกตัว   กับเรียนรู้จักตัวเอง บังคับใจตัวเองได้   ไม่ถูกชักจูงโดยง่ายจากมีคนชักนำ หรือเหตุการณ์ที่เย้ายวนพาไป    ประสบการณ์สอนผมว่า การเรียนรู้ด้านนอก กับการเรียนรู้ด้านในมันไม่แยกกันอย่างเด็ดขาด   

และการเรียนรู้ทั้งสองด้านนั้น ใช้กลไกเดียวกัน คือ จิตตภาวนา (การสะท้อนคิด – reflection) จากประสบการณ์    ที่เรียกว่า reflective learning (เรียนรู้จากการใคร่ครวญสะท้อนคิด) เป็นกลไกหลัก    ผมให้น้ำหนัก ๘๐ จาก ๑๐๐    อีก ๒๐ ได้จากคำสอน หรือคำแนะนำ ของผู้อื่น  จากการอ่านหรือรับรู้เรื่องราวต่างๆ    ที่มีการสรุปหลักการไว้ให้

หลักการที่ผมเชื่อจึงมาจากตัวเองสรุปหรือตกผลึก และค่อยๆ ทดลองไปเรียนรู้ไป ร้อยละ ๘๐   มาจากหลักการสำเร็จรูปที่รับจากผู้อื่นหรือแหล่งอื่นเพียงร้อยละ ๒๐   นี่คือที่มาของพฤติกรรมความเป็นเด็กดื้อของผม    ที่ทำให้แม่และพ่อเบื่อระอาใจ    และแม่เกรงว่าลูกชายคนโตจะเสียคน   

ไม่เพียงเป็นเด็กดื้อเท่านั้น    แต่ดื้อตลอดชีวิต    คือตอนนี้เป็นคนแก่ดื้อ    คือไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ต้องขอลองจนเห็นหรือสรุปได้ด้วยตนเองก่อนจึงจะเชื่อ   

จิตตภาวนาของผมจึงเป็น การฝึก critical reflection ต่อสิ่งต่างๆ เหตุการณ์ต่างๆ รอบตัว    รวมทั้งต่อการกระทำของตนเอง    เป็นจิตตภาวนาแบบผูกพันเชื่อมโยงกับเหตุการณ์จริง    โดยใช้ Kolb’s Experiential Learning Cycle โดยไม่รู้ตัว และไม่รู้จักเครื่องมือนี้   

ที่ว่าใช้ Kolb’s Experiential Learning Cycle หมายความว่า    ไม่ว่าทำอะไร หรือประสบเรื่องราวอะไร   ผมสังเกตและเอามาใคร่ครวญสะท้อนคิดออกมาเป็นหลักการ (reflective conceptualization) หมด   ผมจึงเป็น “เจ้าหลักการ”    และหลายครั้งเอามาวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์อื่นจนสมัยเรียนแพทย์เพื่อนๆ แหย่ว่า ไอ้นี่สมกับชื่อวิจารณ์

ที่เล่ามานั้น จึงคล้ายๆ บอกนิสัยของตัวเอง   ที่ตีความภายหลัง   และตีความต่อได้ว่า ผมมีนิสัยเชื่อตัวเอง มากกว่าเชื่อคนอื่นติดตัวมาตั้งแต่เด็ก   โดยตีความว่า มาจากนิสัยประพฤติจิตตภาวนาอยู่เนืองนิตย์นั่นเอง    ไม่ทราบว่ายกหางตัวเองมากไปหรือเปล่า   

พอดีอ่านหนังสือ ศิลปะการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง คู่มือกระบวนกรจิตตปัญญา   ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒ ปรับปรุงใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๙   ทำให้พอจะตีความได้ว่า คนเราต้องฝึกทักษะการเรียนรู้เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงขึ้นพื้นฐาน (transformation) ให้แก่ตนเองเป็น   ที่เรียกว่า transformative learning (การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง)   และในประสบการณ์ของผม การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงระดับพื้นฐานนี้เกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงชีวิต    โดยกระบวนการที่ทำให้เกิด ก็คือ “จิตตภาวนา” แบบบ้านๆ 

แต่ผมเชื่อว่า จิตตภาวนาไม่ได้เกิดขึ้นโดดๆ   ต้องหมุนวงจรการเรียนรู้ผ่านความรู้เชิงทฤษฎีหรือเนื้อหามากมายหลากหลายด้าน   ที่สอดคล้องกับเรื่องราวที่จำเพาะกับเรื่องนั้นๆ   หนุนให้เกิดความเข้าใจหรือหลักการชุดใหม่     ที่เมื่อลองเอาไปใช้ในสถานการณ์อื่นๆ ก็ใช้ได้ผล    ความเข้าใจใหม่ก็จะกลายเป็นความเชื่อ และเป็นนิสัยหรือพฤติกรรมแบบใหม่    เป็นการเปลี่ยนแปลงระดับพื้นฐาน   

ตรงกับชื่อหนังสือว่า   จิตตภาวนา คือชีวิตพัฒนา       

วิจารณ์ พานิช

๒๑ ส.ค. ๖๕

 

หมายเลขบันทึก: 708160เขียนเมื่อ 2 ตุลาคม 2022 15:29 น. ()แก้ไขเมื่อ 2 ตุลาคม 2022 15:29 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี