หลวงพระบางกลางสายฝน : ทริปพิเศษสำหรับคนพิเศษ 2


17.30 น.รถไฟ EMU จอดที่สถานีหลวงพระบาง ฝนก็กระหน่ำลงมา พวกเราออกจากสถานีรถไฟเพื่อเข้าเมือง ฉันตื่นตาตื่นใจกับภูเขา ปรอยฝน และหมอกลอยที่โอบล้อมสถานีรถไฟไว้...หลังจากนั้นรถตู้ก็พาเราเข้าเมืองไปกินข้าวเย็น ระหว่างที่รถแล่นผ่าน ความทรงจำฉันก็เริ่มทำงาน 10 ปีแล้วนะที่ฉันไม่ได้แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนหลวงพระบาง แม้หลวงพระบางจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่ความทรงจำครั้งก่อนๆ ในสถานที่ต่างๆ ณ เมืองมรดกโลกแห่งนี้แจ่มชัดในความรู้สึก

กิจกรรมแรก ณ เมืองมรดกโลกแห่งนี้ ฝนยังไม่ขาดเม็ด ไกด์นำเราไปร้านร้านอาหารชื่อแม่น้ำสองสี ที่อยู่ถนนเลียบน้ำคาน โปรแกรมทัวร์อาจจะต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ทัวร์จัดอาหารที่เป็นซิกเนอร์เจอร์ให้กับพวกเรา อาทิ  เอาะหลาม สลัดหลวงพระบาง  ลาบปลาแม่น้ำโขง 

จัดเบียร์หลวงพระบางไปด้วยเพื่อกระชับความสัมพันธ์ ชอบใจพี่อุ๊ และพี่แอร์ ที่ขอมีประสบการณ์ร่วมกับการชิมเครื่องดื่ม...นักท่องเที่ยวต้องยังงี้...คนที่ไม่ดื่ม L ก็สั่งน้ำผลไม้ปั่นเพิ่มความสดชื่นให้ร่างกายที่เดินทางมาทั้งวัน

ทุ่มกว่า คณะเราก็มูฟไปตลาดมืด  วันนี้ฝนตก ร้านขายของน้อย  ฝนยังคงปรอยเม็ด

ขนาดนั้นก็ได้ของติดไม้ติดมือมา  ฟ้าเองก็ช่างช้อป กลับมาถึงไทยยังพูดว่า อยากซื้อเพิ่มอีก พี่นางเองก็ตามหากระเป๋าที่ลูกสาวอยากได้

ในขณะที่อ.วีระไม่ค่อยซื้ออะไร  แต่ก็บิ้วท์เพื่อนๆให้ซื้อ...เห็นได้จากเชียร์ทุกคนซื้อเค้กที่ร้าน Indigo  ฉันยังได้มาชิ้นนึงเลย  จริงๆ ที่ตลาดมืดฉันตั้งใจจะมาชิมอาหารเจในตำนาน  แม้จะอิ่มมาแล้ว  แต่ฉันว่าร้่านนี้คือพิกัดของนักท่องเที่ยวต้องปักหมุด แต่เนื่องจากฝนตกอดเลย  

หอพระบางสวยงามท่ามกลางความมืด  เราเดินพอได้บรรยากาศทัวร์ก็ส่งเข้าที่พัก 

ทริปเรานอนที่หลวงพระบาง 2 คืนค่ะ พักที่ Sanakeo Boutique Hotel & Spa ที่พยายามอ่านเป็นชื่อไทยว่า เสน่ห์แก้ว  ใน GG แจ้งว่าชื่อสนาแก้ว 555  พี่พักโอเครค่ะ อาหารอร่อย  ห้องชั้นล่างโผล่ออกไปเป็นสระว่ายน้ำประมาณ Pool Villa เลย 

หน้าที่พักพระก็มาเดินบิณฑบาตรนะคะ คนท้องถิ่นก็ตักบาตรกันเยอะ  แต่นักท่องเที่ยวชอบไปตักที่แถวๆ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบางหรือถนนสีสว่างวงศ์กัน  เช้าของ 2 วันนี้เรากินอาหารโรงแรม คือดีย์นะ...วิวระเบียงกินไปชมวิถีชีวิตไป  

อิ่มแล้วก็ Start จุดท่องเที่ยว จุดแรกคือวัดเชียงทอง วัดที่ได้รับการยกย่องว่าสิมหรือโบสถ์มีความงดงามมากเป็นอัญมณีแห่งศิลปะล้านช้าง

 

ฉันอดที่จะหน้าบูดนิดๆไม่ได้  เพราะสายฝน ร่มที่รุงรัง อยากถ่ายรูปแก้มือจากสมัยก่อนที่เทคโนโลยีไม่ทันสมัยเหมือนสมัยนี้  อยากถ่ายรูปกับพี่สะใภ้ อยากเดินดูความงามทางศิลปะของอาคาร …ก็…เอาไว้ค่อยมาใหม่…ให้ซื้อตั๋วรถไฟสะดวกๆ ได้แต่ทำใจและให้ฝนทำความฉ่ำเย็นให้หัวใจ ค่อยมาใหม่  จะมานั่งแช่เลยหล่ะ

ผนังทั้งภายนอกและภายในมีการปิดทองที่ละเอียดงดงาม  คนลาวเรียกว่า “ฟอกคำ” คำที่ใช้เรียก  ทองคำ

แต่จุดด้านหลังโบสถ์หรือสิมแห่งนี้…เป็นศิลปะประดับกระจกสีตัด  ที่หลายๆแห่งได้นำมาประดับ  เช่น  พระธาตุชัยภูมิของไทย เป็นจะไฮไลท์ที่ใครๆจะต้องมาชื่นชม ประดับผนังเป็นรูปต้นโพธิ์ มีพื้นที่ขนาดใหญ่ ทำให้มีความสวยงาม แต่คนรอถ่ายภาพเยอะ  และฝนตกทำให้การถ่ายภาพยาก  กลัวมือถือเปียก

มีหอพระม่านที่คนต่อคิวไปส่อง..คิวยาวมาก…ฉันก็ผ่าน

วิหารน้อยที่คนนิยมถ่ายรูปกับป่องเอี้ยม (หน้าต่าง) ผนังเป็นศิลปะประดับบกระจกสีตัดที่เป็นเอกลักษณ์ของวัดแห่งนี้ เป็นเรื่องราวของนิพทานพื้นบ้าน  ไม่แน่ใจว่ามีเรื่องสินไซยด้วยไหม  

เม็ดฝนทำให้หลายคนไม่ได้แวะมาดูความสวยงามของศิลปะในโรงเมี้ยนโกศ หรือที่เก็บราชรถพระโกศของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา  ที่ด้านหน้าของหอแห่งนี้มีขนาดสูงฉันว่าสูงประมาณตึก  2 ชั้น  เป็นภาพแกะสลักเต็มพื้นที่ เกี่ยวกับ วรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ตอนสำคัญๆ  ฝีมืออลังการมาก

ไกด์เล่าเรื่อง ประวัติวัด ช่อฟ้า 17 ช่อ สัญลักษณ์ของวัดหลวง ความเป็นมรดกโลก แต่เกี่ยวกับความโดดเด่นด้านศิลปะไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังมากนัก ไกด์ก็หนีฝนเช่นกัน

ตามต่อด้วย พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง หรือ พระราชวังเก่า  ฝนก็ยังทำหน้าที่ของมัน  คณะเรากลัวที่ไหน

ไกด์แนะนำไม่ให้ถือมือถือลงมาเพราะต้องเสียเวลาฝากและรับคืนก่อนเข้าชมพิพิธภัณฑ์  แต่ฉันกับ อ.วีระก็ถือมา ทำให้เมื่อเวลายกกล้องขึ้นมาชาวคณะที่ฟังไกด์อธิบายข้อมูลก็กรูกันมาเข้าเฟรม 

เข้าไปในพระราชวังเก่า สิ่งที่ทำให้ฉันตาโตคือศิลปะประดับกระจกที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองหลวงพระบางที่โถงท้องพระโรง  ทั้งส่วนผนังและเพดาน สวยงามมาก  เสียดายที่ถ่ายภาพไม่ได้ 

จุดที่ถ่ายภาพหอพระบางสวย  ต้องมาถ่ายข้ามไปจากฝั่งภูสี

ชมเสร็จ ฉันคุ้นว่าหากจะบูชาพระบางไปเป็นที่ระลึกให้บูชาที่นี่ เพราะเงินจะเข้าหลวง เอาไปใช้บริหารจัดการ พัฒนาปรับปรุงสถานที่  แต่ไม่ใช่แค่พระบางนั้น รุสึกจะมีแค่ฟ้าที่บูชาพระบางมา แต่พี่หมอน พี่แอร์ พี่แอ๋ว  พี่พา ไปเหมาเครื่องประดับมาจนได้ยืมเงินไกด์อ่ะนะ...ใครต้องรับผิดชอบ...ตอบ...อ.วีระต้องพูดนะ  

นี่แค่บางส่วนนะ  เห็นเอามาโชว์แต่ละคนได้มาครบชุด 

เวลาช่วงเช้าใกล้หมดแล้ว มีแพลนไปตาดกวงสี  ทัวร์พาไปทานข้าวเที่ยงที่ร้านสวนพูนสุข ที่เป็นทั้งร้านอาหารและร้านกาแฟ ห่างจากตัวเมืองหลวงพระบางประมาณ 25  กม. เดินทางต่ออีกนิดนึงก็ถึงตาดกวงสี

วิวทุ่งนาเห็นภูเขาอยู่ปลายนา  อาหารอร่อย จานเสิร์ฟหน้าตาดี แอร์เย็นจนหนาว (เจอฝนปรอยตลอดทาง)

ทริปบ่ายเริ่มที่ตาดกวงสี เริ่มสัมผัสชุมชนจากของซื้อของขาย เราขึ้นไปส่วนบนของน้ำตกตาดกวงสีด้วยรถปั๊กกี้ ด้วยว่าต้องทำเวลาและฝนตก …ขอบคุณทัวร์…สงสัยเห็นอายุลูกทัวร์แล้ว ให้เดินเองคงไม่ไหว

ตำหลวงพระบาง หากกินได้ง่ายมาก…มีขายที่ร้านอาหารระหว่างทางขึ้นไปน้ำตก

ถั่วดาวอินคา คั่วใหม่ๆ หอมอร่อยมาก  ทุกคนออกเสียงเห็นชอบในการซื้อกลับมาเป็นของฝาก

กล้วยปิ้งยัดไส้มะพร้าว หอมอร่อย…เผลอๆหมดไปหลายลูก…ขอบคุณพี่ๆ ที่ซื้อมาเลี้ยงน้องนะคะ

เพราะความฝนนี่หล่ะ ทำให้ตาดกวงสีที่ปกติเป็นสีฟ้าอมขียววันนี้กลายเป็นสีชาเย็น  ละอองน้ำฝอยฟุ้งเย็นฉ่ำ ต้นไม้ข้างทางได้ฝนแล้วเขียวชอุ่ม  ทำให้เย็นตาเย็นใจ ละอองน้ำฝอยฟุ้งสดชื่น…มีความเปียกเพิ่ม 555

ย้อนกลับมาที่ท่าเรือหน้าวัดเชียงทองกลับเข้าเมืองมานั่งเรือไปถ้ำติ่ง เรือใหญ่โตสภาพดีค่ะ  มีความปลอดภัย  ลูกแม่น้ำอย่างคนขับเรือเค้าไม่กลัวน้ำนะ ฤดูนี้น้ำเยอะลูกทัวร์คงมีคนแอบกลัว บนเรืออ่ะมีชูชีพแต่เค้าไม่แจก...ฮร่า 

นั่งเพลินๆ  หมอกลอย  ฟินๆ แต่ทำไมนั่งนานจุง ถามไกด์ว่าประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า อ้าวววว ในเรือปกติจะมีเครื่องดื่มขาย แต่นี่ไม่มี และไม่ได้บอกให้เราเตรียมมาด้วย  จึงต้องหักคะแนนดังที่บอกไว้ใน EP. 1 https://www.gotoknow.org/posts/706892 

พี่ยูร พี่เกษมสงสัยเซ็ง  เห็นฉันนอนเอกเขนก  ไม่นอนได้งัยปวดหลังนั่งนานนี่...2 พี่ชายเลยขนานนามฉันว่า  พระมเหสี  เมื่อนำมาตั้งเป็นชื่อทริปว่า “พระมเหสีพาเที่ยว” จึงเป็นที่ฮาน้ำตาแตก ในขณะที่อ.น้อยพาร้องเพลงกุหลาบปากซัน ที่ร้องกันวนไปวนมาหลายรอบแต่ก็ร้องไม่ถูก ร้องเสร็จก็ไปงัดถังน้ำแข็งเพื่อหาเครื่องดื่มกระป๋องมากิน  555 ถึงไม่เย็นก็เอามากินประทังชีวิตไปพลางๆ

ส่วนพี่นางก็ประทับใจพี่อุ๊ที่ช่วยถามว่าห้องน้ำในเรือใช้ได้ไหม...นั่งนานจนคนจากส่วนหลังเดินมาส่วนหน้า  บางคนก็แอบงีบ ขนาดฟ้ายังต้องลุกไปออกกำลังกายที่ท้ายเรือ แล้วก็ถึงถ้ำติ่งเสียที “ถ้ำติ่ง” เป็นสถานที่รวมความศรัทธาของประชาชนชาวลาว  ถ้าไม่เคยมา ก็มาสักครั้งจะได้ถึงหลวงพระบางอย่างแท้จริง

กราบพระเสร็จก็ล่องเรือข้ามฟากมาที่บ้านซ่างไห  หมู่บ้านต้มเหล้า ฉันติดใจเหล้าข้าวกล่ำตั้งแต่มาหลวงพระบางครั้งแรก  

 

ครั้งนี้ก็ซื้อมา 2 ขวดเอาไว้กินตอนอาหารเย็น หลายๆคนก็ลองเครื่องดื่มที่เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่อยู่คู่สังคมมนุษย์มายาวนาน  แล้วก็ต้องร้อนวาบๆๆๆ  เครื่องดื่มเค้าแร๊งส์

นอกจากเหล้าแล้วหมู่บ้านนี้ยังทอผ้าขายด้วย  จนอดอิจฉา  ถ้าหมู่บ้านในประเทศไทยขายภูมิปัญญาได้แบบนี้..คงไม่ต้องไปทำงานในเมืองใหญ่

เข้ามาในเมืองเพื่อทานอาหารเย็น  เรามีนัดกับกิจกรรมบายศรีและการแสดงของน้องๆ  ฝนยังไม่ขี้เกียจทำงาน  ทำให้ร้านอาหารแออัดไปหน่อยสำหรับให้ลูกค้าที่ต้องหลบให้พ้นจากเม็ดฝน  โต๊ะอาหารเป็นเบียดๆ ฉันเองกินข้าวก็ต้องมีคนมากางร่มให้  เพราะโดนละอองฝน…555 ดูเป็นพระมเหสีจริงๆ  

พิธีบายศรีสู่ขวัญต้อนรับแขกทำให้เรารู้สึกอบอุ่นในใจ 

ในความตั้งใจว่าเสร็จจากพิธีผูกแขนรวมแล้ว คุยกับพี่แอ๋วไว้ว่าจะชวนคนอื่นๆผูกแขนพี่ๆที่จะครบเกษียณอายุในปีนี้  แต่พอหมอพราหมณ์ยกขนมมงคลให้  ทุกคนก็แตกฮือ รวมทั้งฉันด้วย ฉันได้กล้วยมาหวีนึง  พร้อมหูแว่วเสียงใครไม่รู้ว่า...ขนมอร่อยๆ และอีกอย่างสถานที่ก็แคบเกินไป…ไม่เป็นไรคะ…อะไรก็ดีเสมอ…ที่ที่ได้มาเที่ยวด้วยกันก็พอแล้ว

ทานข้าวไปชมการแสดงไป  4-5 ชุด นักร้องร้องสดเสียงดีมาก  เราก็ทิปสนั่นสิคะ...อ.น้อยเปิดก่อน ฉันกับพี่นางควักทิปกลาง 500 บาท ตั้งใจจะแทนทุกคน เอาไปฝากไว้ส่วนหน้าเพี่อให้อ.น้อยผู้อาวุโสสุดมอบในนามชาวคณะ  แต่ทุกคนอยากมีส่วนร่วม  ต่างควักทิปมาเพิ่ม...รู้สึกการแสดงชุดนี้จะได้ทิปเป็นพันเลยนะ มีการเต้นบาสโลป รำวงสาละวันด้วยกัน 

เหล้าข้าวกล่ำที่ซื้อมาจากบ้านซ่างไหก็รินกินกันในมื้อนี้...แรกๆก็กินกันหลายคน ช่วงหลังน้องเด็กเสิร์ฟบอกว่ามีแต่ฉันกับอ.น้อยกินกันอยู่ 2 คน (มีแต่เอื้อยกับอ้ายเสื้อเหลือง) 

คนลาวแนะนำให้กินโดยไม่ใส่น้ำแข็งจะได้รสที่ดีกว่า ได้แค่แก้วสองแก้วหล้ะ หลังจากนั้นคนไทยขี้ร้อนก็เรียกหา น้ำก้อนมาเติมเครื่องดื่ม เช่นเดิม

เช้าของวันที่ 3 เรามีเวลาค่อนวันที่จะทัวร์หลวงพระบาง ตี 5.30 ไปตักบาตรข้าวเหนียวกัน แสงยังตะคุ่มๆ 

ทัวร์จัดทำเลให้ดีมาก ได้ที่นั่งหน้าวัดใหม่สุวรรณาภูมาราม ภาษาลาวคงเขียนแบบนี้ วัดใหม่สุวันนะพูมาราม ที่อยู่ตรงข้ามภูสี  เห็นยอดสีทองของพระธาตุภูสีอยู่บนภูเขาได้แต่ยกมืออธิษฐานขอพรแต่เช้า  เป็นศิริมงคล คนลาวแท้ๆจะนั่งสงบเงี่ยมรอพระมา แต่นักท่องเที่ยวอย่างเราจะเก็บบรรยากาศด้วยการถ่ายรูป...เป็นที่สงสารไกด์ ที่พยายามบอกเรา นั่งรอก่อนเอื้อย...น้องสิถ่ายรูปให้เอง

สรุปถนนเส้นนี้ มีแต่นักท่องเที่ยวคนไทยตลอดสาย...ระหว่างรอก็จะมีคนเอาของตักบาตรมาขาย  หรือใครจะแลกเงินใบ 20 ไปถวายพระก็ได้นะคะ  หากเราไปซื้อชุดตักบาตร ในชุดจะมีข้าวเหนียว ผ้าเบี่ยง (ประเพณีนิยมต้องใช้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย) และจุดนั่งรอมีเสื่อมีเก้าอี้ให้

เสร็จจากตักบาตรเราก็เดินเข้าซอยพระราชวังเก่าไปอีก 200 เมตร เลี้ยวซ้ายเข้าไปตลาดเช้า ที่จะเดินทะลุไปร้านกาแฟประชานิยมที่คนเยอะมว๊ากกกก ว่าแล้วก็คิดถึงสมัยนึงฉันกับคู่หูมานั่งกินกาแฟในตลาดแห่งนี้ ที่ต้มด้วยเตาฟืน พร้อมด้วยปาท่องโก๋ตัวใหญ่ๆ แป้งนุ่มหนึบที่หากินยากในสมัยนี้  กินไปคุยกับคนลาวเรื่องสนามบินแองจิลอส (ลอสแองเจอลิส)เทียบกับประเทศไทยเปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นที่สนุกสนาน   

เอาหล่ะค่ะมาค่ะใส่ชุดสวยไปเดินตลาดกัน

ตลาดแห่งนี้อุดมสมบูรณ์มาก ของขายทำเอาตื่นตาตื่นใจ

มีทั้งของสด ของแปรรูป อาหารพร้อมทาน และของที่ระลึก คนหลวงพระบางก็มาจับจ่ายใช้สอยกันเยอะ และหนาตาด้วยนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ 

ในซอยมีวัดแห่งหนึ่ง  จำชื่อไม่ได้ พ่อค้าแม่ขายจะขายของถึงหน้าวัดเลย  แต่ภายในวัดเงียบสงบดี  ดูของหอบหิ้วสิคะ นี่ขนาดเวลาน้อยนะคะนี่

อดไม่ได้ที่จะหิ้วอาหารพื้นเมืองมาทานที่โรงแรม พี่มุกได้ปาเต๊ะแซนด์วิสมา  ฉันได้ข้าวปุ้นคั่ว (ขนมจีน)และหมูแนมมา หากมากันเองคงได้กินอาหารหลากหลาย แต่ก็นะถ้ามากันเยอะมาทัวร์หล้ะดีที่สุด 

สังเกตว่าเครื่องปรุงรสเปรี้ยว สำหรับ ข้าวต้ม เฝอ หรือข้าวเปียก (ก๋วยจั๊บ) ที่นี่เห็นใช้มะนาวแทนน้ำส้ม ออร์แกนิคที่แท้ทรู 

หลังอาหารเช้าที่ฝากท้องไว้ที่โรงแรม ก็เก็บของ checkout เตรียมไปวังเวียง

เวลาค่อนวันเริ่มกันที่ภูสี ที่ฉันมากี่ครั้งๆ ก็ไม่ขึ้นถึงยอด เพราะไม่ผ่านบันไดช่วงแรกที่ไปจุดจำหน่ายตั๋ว รู้สึกไม่เหมาะกับเออร์โก้ร่างกายของฉัน แต่จะบอกว่าจุดนี้ถ่ายรูปย้อนกลับไปหอพระบางสวยมาก  555 แต่ภาพประกอบไม่สวย

ระหว่างที่ทุกคนขึ้นภูสี  ฉันก็ไปเดินเลาะเมืองหาร้านนวด ว่าจะกินกาแฟ แต่ก็เพิ่งกินมาจากโรงแรม 

ต่อกันด้วยวัดวิชุนราช ที่มีพระธาตุหมากโม (มองยังไงก็ไม่เหมือนแตงโม...เพราะรูปทรงเป็นหมากโมหรือแตงโมผ่าครึ่ง…ฉันชินแต่กับแตงโมเต็มลูก) วัดนี้เป็นแหล่งเก็บวัตถุโบราณที่สำคัญๆ และเคยเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปองค์สำคัญๆ ในหลวงพระบางมาก่อน งานแกะสลักประตูโบสถ์สวยงาม (แต่ฉันหารูปที่พอใช้มาเขียน Blog ไม่ได้)

เรายังอยู่ในเมืองค่ะ กินข้าวเที่ยงกันเร็วหน่อย ทัวร์จัดให้ที่ร้านผ่ามไซ อยู่แถวถนนเลียบแม่น้ำคาน กินข้าวไปก็ชมวิวแม่น้ำคานไป ฉันได้เมนูเอากลับมาทำที่ประเทศไทยคือ หน่อไม้ผัดวุ้นเส้น 

หลังมื้อเที่ยงเดินย่อยอาหารไปทางวัดเชียงทอง ชมวิวจุดแม่น้ำสองสายประสบกัน คือน้ำโขงกับน้ำคาน  ที่มองเห็นตอนนั่งเรือไปถ้ำติ่ง มีร้านกาแฟน่านั่งมาก  จุดนี้มองเห็นสีและกระแสน้ำที่มาประสบกันได้อย่างชัดเจน

ฉันรีบพุ่งตัวไปสั่งกาแฟ...เด็กที่ร้านบอก  กาแฟเหมิดเอื้อยยยยยย...ทำเอาฉันออกอาการอกหักเลยอ่ะ

ก่อนไปสถานีรถไฟ เราแวะบ้านผานม  เป็นหมู่บ้านหัตถกรรม ทำเครื่องเงินและมีศูนย์จำหน่ายผ้าทอ หลายคนได้ของฝีมือดีจากจุดนี้ สมใจพี่แอร์ พี่แอ๋ว ที่อยากเครื่องเงิน

พระบางทำจากเงินราคา  800 และ 600  ยังไม่ได้ต่อราคา งานแบบนี้ช่างบอกว่าจะไม่น้ำหนักเงิน เหมือนเครื่องประดับ

ฉันว่าแค่ดูไม่ซื้อก็คุ้มค่าหล่ะ 

 

ช้อปได้ประมาณนึงไกด์บอกถึงเวลาไปสถานีรถไฟ ขึ้นรถกันแล้ว  อ้าวพี่ยูรหล้ะ  นู้นค่ะนั่งเล่นไวไฟที่ร้านเครื่องเงิน  ใครจะซื้ออะไรสนใครที่ไหนหละ 555   ร้านเครื่องเงินบริการไวไฟฟรีกับรับบัตรเครดิตนะคะ 

แล้วเราก็ต้องบะบายหลวงพระบางกันแล้ว  มีนัดรถไฟเที่ยวบ่าย 3 โมง ที่จะไปส่งเราที่วังเวียง  ลาก่อนค่ะ โอกาสหน้าฟ้าใหม่ค่อยเจอกันนะหลวงพระบาง  สำหรับกาแฟบ่ายที่ฉัน พี่มุกกับพี่พาอยากกิน จากบ้านผานมไปสถานีรถไฟไม่มี Coffee Shop เพราะเราไม่เข้าใจบริบท…นึกว่าจะมีเหมือนในไทยที่เมืองท่องเที่ยวจะมีร้านขายกาแฟอยู่ตลอดเส้นทาง จึงต้องยกยอดไปก่อน  

บ๊ายบายจริงๆแล้วน๊า

 

หมายเลขบันทึก: 707796เขียนเมื่อ 25 กันยายน 2022 09:50 น. ()แก้ไขเมื่อ 25 กันยายน 2022 12:30 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี