จริง ๆ ผมมี contents ในคิวที่จะเขียนอีกก่อนเรื่องนี้หลายเรื่อง แต่ด้วยคำถามที่ฉลาด ๆ ของลูกศิษย์คนหนึ่งขณะที่ผมสอนปริญญาโทห้องหนึ่งอยู่เมื่อวานนะ ทำให้ผมนึกถึงเรื่องที่ผมเคยพูดในวงสนทนาขณะที่ไปเป็นวิทยากรที่ัจังหวัดยโสธรเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว และเล่าให้ลูกศิษย์ฟัง 

แล้วลูกศิษย์อีกคนบอกว่า ‘เขียนเรื่องนี้หน่อยอาจารย์’ ผมก็เลยแซงคิวเรื่องอื่นมาเขียนเรื่องนี้ก่อนครับ 

เรื่องเกิดขึ้นขณะที่รับประทานอาหารเย็น ก่อนจะเข้านอน และเป็นวิทยากรต่ออีกวันรุ่งขึ้น ขณะที่เป็นวิทยากรเรื่องการนิเทศแบบคลีนิคให้กับโรงเรียนมัธยมศึกษาในยุคนั้น แล้วมีเพื่อนครูคนหนึ่งในกลุ่มยกประเด็นขึ้นมาว่า ‘กินสัตว์นะบาปกว่ากินเนื้อ และเชิญชวนว่าคนเราควรหันมาทานมังสะวิรัติ’

ตอนแรกผมก็ไม่อยากให้ความเห็นหรอกครับ เพราะไม่ได้ไปเป็นวิทยากรเรื่อง ‘มังสะวิรัติ’  แต่ก็ด้วยเห็นว่าถ้าได้แชร์ว่าเรากินเพื่อมีชีวิตอยู่ทำอะไรน่าจะดี ส่วนใครจะกินอะไรไม่น่าจะเป็นเรื่องความเห็นและความชอบส่วนตัวผมเลยตัดสินใจขัดจะหวะการสนทนาครั้งนี้ขึ้นมาว่า 

‘ขออภัยนะครับ ผมว่ากินอะไรก็บาปหมดครับ เพราะเราก็ลังใช้ประโยชน์จากพืชหรือสัตว์เพื่อให้เรามีชีวิตอยู่ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ เมื่อมีชีวิตอยู่แล้วจะทำอย่างไรให้ผู้ที่เสียสละให้เรามีชีวิตอยู่ได้ผลประโยชน์ร่วมครับ’

ประเด็นของผมคือ ไม่ว่าสัตว์ หรือพืช ก็เป็นสิ่งมีชีวิต และน่าจะรักชีวิตของตนด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่สัตว์มีศักยภาพในการแสดงออกว่ามีชีวิต เช่น ร้องเวลาถูกฆ่า หรือทำร้าย วิ่งหนีเวลาลูกกระทำ ส่วนพืชทำไม่ได้ แต่ผมก็เห็นว่าพืชก็รักชีวิตของพวกเขาเหมือนกัน เช่น เขาพยายมมีลูก (ผมไม้) เพื่อสืบสกุลของตนเอง หรืองอกใหม่ เวลาเราตัด เป็นต้น แต่เวลาเราจะทำร้ายพวกเขา แต่เขาก็วิ่งหนีพวกเราไม่ได้ ซึ่งถ้าใช้เกณฑ์นี้พิจารณาแล้วการทำร้ายพืช หรือต้นไม้น่าจะเป็นบาปมากว่าสัตว์ เพราะพืชไม่มีทางสู้เรา แต่เราก็ยังรังแกพวกเขา และยังมาบอกอีกว่า ​'กินพวกเขาไม่บาป​'  ไม่น่าจะใช่ผมว่าอย่างนั้น 

แล้ววันนั้นผมก็ยกตัวอย่างมะละกอ (เพราะคนอีสานชอบกินมะละกอ) ว่าขณะที่เรากำลังถือไม้ไปสอยเอามะละกอมาทำส้มตำนั้น ต้นมะละกอคงพูดกับต้นไม้ที่อยู่ข้าง ๆ เขา หรือต้นมะละกออื่นว่า ‘มาอีกแล้ว และลูกคนไหน (ผลไหน) ของเราจะถูกสอยน้อ'  ในที่สุดมะละกอลูกหนึ่งก็ถูกสอยลง โดยที่แม่มะละกอไม่มีสิทธิ์จะวิ่งหนี หรือพูดอะไรได้เลย จึงได้แต่หลังนำ้ตา (ยางมะละกอ) ไหลเป็นทางครับ น่าสงสารไหมครับ 

แล้วผมก็สรุปว่า ในความเห็นของผม กินสัตว์หรือกินพืชก็บาปเหมือนกัน เผลอ ๆ กินพืชน่าจะบาปมากว่า ถ้าใช้เกณฑ์ที่ผมกล่าวมาข้างต้นเป็นหลักในการพิจารณา แต่คนก็ต้องกินเพื่อดำรงชีวิตครับ ดังนั้นสิ่งที่คนควรทำคือ 'มีชีวิตอยู่แล้วบำเพ็ญเพียร (ทำความดีความงาม) อะไรเพื่อให้เพื่อนสัตว์และ/พืชที่เสียสละชีวิตให้เราได้มีชีวิตอยู่นั้นได้ประโยชน์คืออานิสงส์  หรือบุญ (ถ้าใช้เกณฑ์บุญหรือบาป) จากการกระทำของเรา 

คนทุกคนทำหน้าที่เหมือน ‘ประธานบริษัทชีวิตจำกัด’ ครับ เพราะกว่าเราจะโตมาได้ขนาดนี้ มีพืชและสัตว์เสียสละชีวิตเพื่อให้เรามีชีวิตอยู่ไปเท่าไหร่ครับ ไก่ หมู ปู ปลา กุ่ง หอย ฯลฯ และพักบุ้ง ผักกาด มะละกอ เท่าไหร่ครับ ถ้าเราเชื่อเรื่องบุญเรื่องบาปแล้วเราในนาฐานะประธานบริษัทจำกัด จะบำเพ็ญเพียรอย่างไรให้ทุกชีวิตที่เสียสละ (ด้วยความเต็มใจหรือจำใจ) เหล่านั้นได้กุศลร่วมกันน่าจะดีกว่าที่จะมาถกเถียงกันว่ากินอะไรบาปกว่ากันครับ 

ก็ประมาณนี้ครับ 

รักนะ 

สมาน อัศวภูมิ

4 กันยายน 2565