คนดีวันละคน  นพ. วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์


คนดีวันละคน   นพ. วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์   

ผมเคยเขียนยกย่อง นพ. วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ไว้ในหัวข้อ คนดีวันละคน เมื่อ ๑๒ ปีที่แล้ว    อ่านได้ที่ https://www.gotoknow.org/posts/399028   แต่เมื่อได้อ่านข้อเขียนข้างล่าง ที่มีคนส่งต่อมาให้    ก็ขอเอามาเผยแพร่ต่อ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้สัมผัสมนุษย์ที่มีใจประเสริฐยิ่งคนหนึ่ง 

“บทความนี้ฉันเขียนเพื่อมอบเป็นของขวัญวันเกิดให้กับผู้บังคับบัญชา (อดีต ผอ) หรือพี่ชายคนหนึ่ง หรือจะเรียกว่าพ่อคนที่สองผู้ให้กำเนิดเจตคติของการเป็นหมอของฉันเลยก็ได้เขียนไว้เมื่อหลายปีก่อน เขาเกิดวันที่ 12 สิงหาคม
ปีนี้พี่เขาได้รับการเสนอชื่อให้เป็นแพทย์ดีเด่นของแพทยสภาซึ่งยังไม่ประกาศผล แต่ในใจของน้องๆทุกคน ของเจ้าหน้าที่และคนไข้ เขาควรได้รับรางวัลในทุกรางวัลบนโลกนี้ จะหาใครเสียสละและนึกถึงผู้อื่นก่อนตัวเองได้อีก ลองอ่านกันดูนะคะ

เขาชื่อ..วรวิทย์

ฉันได้มีโอกาสเริ่มต้นชีวิตการเป็นหมอที่ดินแดนลอยฟ้าอันไกลโพ้น..อำเภออุ้มผาง ขับรถเข้าไปจากตัวเมืองแม่สอดเกือบ 4 ชั่วโมงฝ่าฟัน 1,219 โค้งซึ่งจริงๆย่อลงเหลือแค่สองโค้ง โค้งซ้ายกับโค้งขวา ผ่านป่าอันอุดมสมบูรณ์และเมฆหมอกลอยอ้อยอิ่งอยู่ด้านล่างสมฉายาดินแดนลอยฟ้า ก่อนที่จะมาเป็นหมอประจำที่นี่ถูกชักชวนโดยพี่ตุ่ย..นพ วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผางตลอดกาล ช่วงนั้นเป็นช่วงขาดแพทย์พอดี
มาอยู่อุ้มผางไหมเบียร์..คำชวนง่ายๆที่ทำเอาปฏิเสธไม่ได้ ฉันก็ตอบตกลงเพราะตอนนั้นก็ยังไม่มีที่ไปเหมือนกัน .. วันมารับไปอุ้มผาง พี่ตุ่ยขับรถมารับเองมีที่ไหนล่ะ ผอมาเป็น พขร ให้ ครั้งนั้นคงเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายของการนั่งรถไปกลับอุ้มผางโดยพี่ตุ่ยเป็นคนขับ อ้วกจนไม่มีอะไรจะออกได้อีก แต่ก็นับว่าคุ้ม เพราะตลอด 4 ชั่วโมงนั้นพี่ตุ่ยได้พูดคุยปรับทัศนคติให้กับเราก่อนที่จะมาอยู่ในพื้นที่จริง

เอ็งก็จะต้องเจอกับความเงียบ เอ็งจินตนาการออกไหม..เงียบจนได้ยินเสียงหญ้างอกเลยนะ มันไม่มีความเจริญใดๆมีแต่งานกับคนไข้ คนไข้เขาน่าสงสาร มาโรงพยาบาลแต่ละทีก็ยากลำบากมากันหลายต่อ..เดินจากบ้านมา ต่อเรือ ต่อช้าง ต่อรถ มันหลายต่อจริงๆ บางคนเดินทางสามวันนู่นกว่าจะมาถึง

เอ็งอาจจะเงียบเหงาเพราะไม่ได้ยินเสียงที่เคยได้ยิน แต่ถ้าเอ็งเลือกที่จะเงียบสงบ..เอ็งก็จะได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง พี่จะดีใจมากถ้าเอ็งค้นพบสัจธรรมของชีวิตจากการเป็นหมอที่นี่

ที่อุ้มผางใช้หลักการเท่าเทียม ไม่ว่าใครก็มีความเป็นมนุษย์เท่ากัน แพทย์เป็นผู้นำทีมเราจึงต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับทุกๆคน มาทำงานแต่เช้าก่อนแปดโมงทุกคนต้องตอกบัตร ตรวจคนไข้ทุกคนแม้ว่าจะเป็นนอกเวลาเพราะคนไข้เขาใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะมาถึงโรงพยาบาล ตอนไปอยู่ใหม่ๆชอบถามคนไข้ว่าทำไมเพิ่งมา น่าจะมาให้เร็วกว่านี้หมอจะได้ช่วยทัน จนกระทั่งได้มาเจอคนไข้ที่เป็นอัมพาตมาถึงโรงพยาบาลมีแผลเต็มก้นมีแต่ขี้โคลน ถามว่าไปทำอะไรมา..เราเดินไม่ได้ ใช้ก้นไถลมาจากบ้าน บ้านเราอยู่บนดอยไกลนู่น บางคนต่อช้างต่อม้ามาหลายต่อ มาถึงโรงพยาบาลเปิดผ้าขาวม้าออกพบว่าไม่มีลมหายใจเสียแล้ว  หลังจากนั้นฉันก็ไม่เคยถามคนไข้ด้วยคำถามงี่เง่านั้นอีกเลย พี่ตุ่ยบอกว่าตรวจเขาดีๆ หมอต้องออกมาตรวจคนไข้ทุกคน วันหยุดพวกเราก็ต้องตรวจ คนไข้ก็มีมากเหมือนวันธรรมดาตอนแรกก็หงุดหงิดแต่พี่ตุ่ยบอกว่าเขาไม่รู้หรอกว่าวันไหนวันธรรมดา วันไหนวันหยุด..เขารู้แค่ว่าวันนี้เขาป่วย เราเป็นหมอก็ต้องช่วยเขา

ตอนกลางวันพี่ตุ่ยจะสอนจริยธรรมให้กับน้องๆเสมอ วันละหนึ่งชั่วโมง ฉันคิดว่าฉันได้อะไรจาก ผอ ที่ชื่อวรวิทย์ในชั่วโมงจริยธรรมนี้มากจริงๆ ทำให้ฉันได้มีเจตคติที่ดีต่อตนเอง และต่อการเป็นหมอของฉันในเวลาต่อมา

พี่ตุ่ยสอนให้เป็นคนเสียสละ ตัวแกทำเป็นตัวอย่างเสมอ ฉันกับพี่ตุ่ยเคยไม่รับเงินเดือนติดต่อกันหลายเดือนเพราะไม่มีเงินจ่ายลูกน้อง แกถามว่าลำบากไหมเบียร์..ก็ลำบากแต่เราต้องเสียสละ

พี่ตุ่ยสอนให้รักคนไข้โดยไม่มีเงื่อนไข แกให้มองประโยชน์ของคนไข้เป็นที่หนึ่งไม่ต้องนึกว่าเขาเป็นใคร ใช้สิทธิ์อะไร แค่เขาเป็นมนุษย์ก็พอ แกช่วยคนไข้ทุกเรื่องไม่เฉพาะแต่การรักษา ซื้อเรือพร้อมน้ำมันให้คนไข้เดินทางมาโรงพยาบาลเร็วขึ้น สร้างสุขศาลาในที่ห่างไกล แจกจ่ายเกลือไอโอดีนและนมให้เด็กๆอย่างเพียงพอ..แกบอกว่าไม่งั้นมันจะโง่นะ

ครั้งหนึ่งมีคนไข้กล่องเสียงอักเสบ (acute epiglottitis) หายใจไม่ได้ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ เพื่อนหมอของฉันใส่ท่อช่วยหายใจไม่ได้เพราะกล่องเสียงบวมมาก จึงตามฉันให้มาช่วย ฉันก็ใส่ไม่ได้จึงตัดสินใจทำ Emergency tracheotomy เอง( เจาะคอเพื่อช่วยหายใจอย่างฉุกเฉิน)แล้วก็ทำได้สำเร็จ จึงส่งตัวมาที่โรงพยาบาลแม่สอด หลังจากนั้นหมอหูคอจมูกที่โรงพยาบาลแม่สอดก็ได้ส่งจดหมายชื่นชมเพื่อนของฉันว่าตัดสินใจได้ดีช่วยชีวิตคนไข้ได้ โดยไม่ปรากฏชื่อของฉันในจดหมายชมเชยนั้น พี่ตุ่ยก็ถามฉันว่ารู้สึกอย่างไร ..ฉันก็ตอบว่าไม่รู้สึกอย่างไร เพราะสุขใจที่ได้ช่วยคนไข้ไปแล้ว ไม่ได้ช่วยเพราะหวังว่าจะมีใครมาชมเชย พี่ตุ่ยอมยิ้มแต่ไม่พูดอะไร ฉันคิดเดาเอาเองว่าแกก็คงภูมิใจในตัวลูกศิษย์คนนี้เหมือนกัน

พี่ตุ่ยนำคำกล่าวของท่านพุทธทาสภิกขุมาสอนฉันเสมอว่า...อยู่โดยไม่ต้องมีความรู้สึกว่าเราดีเด่นดังอะไรเลย เพียงแต่รู้สึกว่าเราเป็นผู้มีประโยชน์ที่สุดคนหนึ่งนั่นแหละถูกต้องและเป็นสุขแท้
โลกต้องการคนดีมิใช่เพื่อให้มารับรางวัลแต่เพื่อมาช่วยทำให้ชีวิตและสังคมดีขึ้น..คนดีอย่างแท้จริงเสียสละได้แม้กระทั่งการที่จะให้คนอื่นรู้ว่าตนได้ทำความดี
ในวันที่ชีวิตการทำงานอาจจะเสียศูนย์ไปบ้างก็ได้อาศัยธรรมะที่ได้ฝึกฝนจากพี่ตุ่ยชักจูงใจไม่ให้คล้อยตามความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ..เหลือไว้แต่ความอยากที่จะเป็นหมอที่ดีคนนึงก็พอ

เบียร์โชคดีมากที่ได้เริ่มต้นชีวิตหมอที่อุ้มผางโดยมีพี่ตุ่ยเป็นโค้ช และยังทำหน้าที่ต่อเนื่องเสมอมา
ขอมอบบทความนี้เป็นของขวัญวันเกิดแก่พี่ตุ่ยในปีนี้ค่ะ 12 สิงหาคม แทนคำขอบคุณที่ทำให้เบียร์มีเจตคติที่ดีต่อการเป็นหมอและทำให้มีความสุขจากการทำงานมาจนถึงทุกวันนี้..” 

วิจารณ์ พานิช

๑๔ ส.ค. ๖๕

หมายเลขบันทึก: 705658เขียนเมื่อ 20 สิงหาคม 2022 19:41 น. ()แก้ไขเมื่อ 20 สิงหาคม 2022 19:41 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี