การประกาศให้โดวิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นไม่ได้ทำให้มันเป็นมิตรและระบาดน้อยลง หรือป่วยไม่รุนแรงนะครับ เผลอ ๆ อาจจะระบาดมากขึ้นเพราะคนเลิกใส่ใจและป้องกันตนเอง
ผมพูดมาตลอดตั้งแต่โรคนี้เร่ิมระบาดว่า เราต้องได้กลัวมัน แต่ต้องเรียนรู้ ป้องกัน หรือแก้ไขเท่าที่ทำได้ และปรับตัวอยู่กับมันให้ได้ โดยเฉพาะโควิด-19 เกิดจากไวรัสซึ่งเป็นเชื้อโรคที่ไม่มียาทำรายมันได้นอกจากร่างกายเราสร้างภูมิต้านทานของเราให้มากพอที่มันทำอะไรเราไม่ได้ครับ
ก่อนนี้ผมก็ไม่รู้นะว่าที่เราเป็นไข้หวัดทุกคร้ังเกิดจากเชื้อตัวหวัดตัวใหม่เสมอ โดยหลักการเดียวกัน โควิด-19 ที่คนเคยติดและป่วยมาแล้วก็ติดและป่วยใหม่ได้ แต่ผมเชื่อว่าที่ติดใหม่นั้นเป็นโควิด-19 ที่ปรับโครงสร้างใหม่แล้วเสมอ แม้จะอาการเดียวกัน (เหมือนเราเป็นหวัด) แต่เกิดจากไวรัสที่มีสายพันธ์แตกต่างกันเสมอ ดังนั้นถ้าจะเรียนรู้ แก้ไข และอยู่กับโควิด-19 ให้ได้ ก็ต้องเรียนรู้ แก้ไข และปรับตัวให้ได้เหมือนโรคหวัดอื่น ๆ เพียงแต่โควิด-19 มันรุนแรงเหมือนหวัดใหญ่อื่น ๆ เท่านั้นเอง
ความเสี่ยงที่ท้าทายสมองของฝ่ายบริหารระดับนโยบาย และผู้ปฏิบัติงานในระดับสถานศึกษาคือ ‘จะทำอย่างไรให้สถานศึกษาเปิดเรียนได้ปกติ ท่ามกลางการระบาดของโควิด-19’ ซึ่งผมเคยเขียนเป็นบทความตีพิมพ์ในวารสารในต่างประเทศตั้งแต่ต้นปี 2563 (2020) แล้ว ผมเรียนรูปแบบนั้นว่า ‘การทำให้สถานศึกษาเป็นเซฟโซน’
พอพูดถึงเซพโซนที่โรงเรียน หลานผม (ซีดนีย์ อายุ 9 ขวบ) บอกว่า “ทำให้โรงเรียนเป็นเซฟโซนไม่ได้หรอกตา เด็ก ๆ ชอบปาแก้ลงพื้น ชอบไล่ตีเพื่อนครับ” ผมก็เลยได้คิดว่าคงต้องพูดว่า ‘ทำให้โรงเรียนเป็นเซฟโซนจากโควิด-19’ ครับ ประเด็นคือ ถ้าเราไม่สามารถทำให้โรงเรียนเป็นเซฟโซนแต่ยังเป็นสอนออนไซต์อยู่นั้น นักเรียนจะเป็นตัวกลางในการแพร่เชื้ออย่างดีคร้ับ
ดังนั้นถ้าจะมีนโยบายให้สถานศึกษาเปิดสอนออนไซต์ ต้องมีนโยบายทำให้สถานศึกษาเป็นสถานที่ปลอดจากโควิด-19 ไม่ใช่นโยบายให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นครับ
การจะทำให้สถานศึกษาเป็นเซฟโซน (จากโควิด-19) นั้นประเทศไทยควรทำดังนี้
- มีนโยบายให้ผู้บริหาร ครู บุคลากร หรือนักเรียนที่ป่วยมีอาการเหมือนไข้หวัด (Flulike symptom) ไม่ต้องมาโรงเรียนโดยไม่ถือว่าเป็นวันลา โดยมีเงื่อนไขว่าถ้าพบว่าถ้าครูหรือผู้บริหาร หรือบุคลากรไม่ปฏิบัติ หรือแจ้งป่วยเป็นเท็จ ให้ลงโทษทางวินัยสูงสุด ส่วนนักเรียน นักศึกษา และผู้เกี่ยวข้องไม่ปฏิบัติตามให้มีการทำภาคฑันท์ และถ้าทำผิดซำ้ให้จำหน่ายของจากระบบการศึกษา
- วันแรกที่จะเปิดภาคเรียน ให้ผู้บริหาร ครู บุคลากร และผู้เรียนทุกคนตรวจ ATK และเมื่อไม่พบว่ามีเชื้อจึงให้มาโรงเรียนด้วย และหลังจากนั้นถ้าใครเกี่ยวข้อง หรือเห็นว่าตนเอง หรือผู้เกี่ยวข้องเป็นกลุ่มเสี่ยง ให้ปฏิบัติตัวเช่นเดียวก้บผู้ป่วยที่อาการเสมือนไข้หวัด หรือกัดตนเองที่บ้านไม่น้อยกว่า 7 วัน และหลังจากนั้นให้มีการตรวจ ATK และไม่พบเชื้อก่อนค่อยมาโรงเรียนได้อีก
- ให้โรงเรียนหรือสถานศึกษามีการจัดการเรียนการสอนแบบคู่ขนาน (dual learning activities) ทุกรายวิชา หรืออย่างน้อยก็ให้ครูที่รับผิดชอบการสอนจัดทำคลิปการสอน (learning activity clips) ที่ตนเองรับผิดชอบขึ้น platform การศึกษาของโรงเรียน หรือสถานศึกษา เพื่อการเรียนรู้ของผู้ที่ไม่สามารถมาโรงเรียนได้ และนักเรียนนักศึกษาสามารถนำใช้เพื่อทบทวนบทเรียนของตนได้
- เปลี่ยนรูปแบบการวัดผลประเมินผล และการสำเร็จการศึกษาจากการวัดผลเชิงเนื้อหา (content-based evaluation) เป็นวัดผลเชิงสมรรถนะ (competency-based evaluation) และใช้สมรรถนะเป็นฐานในการสำเร็จการศึกษา (คือผู้มีมีสมรรถนะครบตามที่กำหนดไว้ในแต่ระดับชั้น) แทนการเรียนครบตามรายวิชาที่กำหนดไว้ในหลักสูตร
- เปลี่ยนรูปแบบการสอบวัดผลสัมฤทธิ์ระดับชาติ เป็นผลสัมฤทธิ์หลายระดับ คือ ระดับโรงเรียน/สถานศึกษา ระดับเขตพื้่นที่การศึกษา (สำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน) และระดับชาติ และใช้การวัดผลเชิงสมรรถนะ แทนการวัดผลเชิงเนื้อหา
ถ้าผู้รับผิดชอบในการจัดและบริหารการศึกษา และสถานศึกษาดำเนินการตามข้อเสนอข้างต้น ผมเชื่อว่าสถานศึกษาจะเป็นเซฟโซนและเอื้อต่อการจัดการเรียนการสอนแบบออนไซต์มากขึ้น และยังสามารถรักษาคุณภาพการจัดการศึกษาของไทยได้ครบ
ฝากให้ช่วยกันคิดและทำครับ
สมาน อ้ศวภูมิ