หากคิดถึงบทเพลงของคุณสุรพล สมบัติเจริญ ก็ต้องขับร้องต่อไปอีกสักนิด จะสัมผัสได้ใกล้ชิดกับชีวิตจริงเสียเหลือเกิน เพราะมันมี ทั้งรัก ทั้งชัง ทั้งหวานและขมขื่น...
ผมอยู่โรงเรียนขนาดกลาง ที่มีนักเรียน ๑๓๐ คน เมื่อ ๑๖ ปีที่ผ่านมา วันที่ย้ายมาอยู่โรงเรียนบ้านหนองผือที่มีขนาดเล็ก(มาก) มีนักเรียน ๔๘ คน ตรงกับวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๙
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับสังขาร ร่วงโรยไปตามอายุขัย ทิ้งงานไว้ให้เห็นอยู่เบื้องหลัง ผ่านบันทึกเรื่องเล่าไว้มากมาย กับจำนวนครูและนักเรียนที่เพิ่มขึ้น อันเป็นที่น่าพอใจ
๑๖ ปีผ่านไป...นักเรียนเพิ่มจนได้ ๑๐๐ คน หันกลับไปมองโรงเรียนเก่าที่จากมาน่าใจหาย เพราะที่นั่นปัจจุบันมีนักเรียนมากกว่าบ้านหนองผือเพียง ๕ คนเท่านั้น ผมก้าวมาถึงวันนี้ได้อย่างไรกัน
บางครั้งก็รู้สึกชิงชังตัวเองและสมเพชตัวเองหนักขึ้น เมื่อสร้างความทุกข์ยากและเดือดร้อนให้แก่ชีวิต ผอ. ผู้มีเรือนร่างเล็กและผอมบางคนนี้ เพราะสร้างงานให้แก่ตัวเองไม่หยุดหย่อน
เมื่อครูไม่พอ..ก็ไม่ต้องขอผอ. เข้าสอนเองเลย สอน ๓ ห้องพร้อมกันก็เคยมาแล้ว มันเหนื่อยมากตรงที่จะต้องพัฒนาแหล่งเรียนรู้และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน แบบคู่ขนานกันไป
เพื่อสร้างความสะอาด สดใส สวยงาม มีความร่มรื่น ในบรรยากาศและอารมณ์ความรู้สึก ให้มันดูคึกคัก ตระหนักในความรับผิดชอบ ที่สำคัญก็คือ ต้องการสร้างการยอมรับแก่ผู้ปกครอง
ช่วงแรกๆแปลกใจ ทำไมมันช่างร้อนแล้งเสียเหลือเกิน ถนนลูกรังหน้าอาคารก็มีฝุ่นฟุ้ง การบริหารจัดการอาคารสถานที่ก็ดูอีรุงตุงนังไปหมด..ถามตัวเองว่า ย้ายมาทำไม (วะ) เนี่ย
ต่อมาก็เลยไม่แปลกใจ ว่าทำไมผู้บริหารรุ่นใหม่ ถึงอยู่โรงเรียนขนาดเล็กได้ไม่นาน เพราะมันมีงานบานตะไท ในท่ามกลางปัญหาอุปสรรคและความขาดแคลน
เจ้านายเคยถามว่าจะย้ายไหม มีโรงเรียนขนาดใหญ่จะยกให้ แบบที่ไม่ต้องแข่งกับใครด้วย ผมรีบปฏิเสธทันที ดูเหมือนหยิ่งหรือมีศักดิ์ศรีเสียเหลือเกิน ความก้าวหน้ามองเห็นแต่ไม่รีบไขว่คว้า
ไม่รู้อะไรมาดลใจ...เท่าที่จำได้..ในความทุกข์ยากขณะนั้น มันมีความสงบสุขเจือปน มีความเรียบง่าย ประหยัดและรู้สึกได้ถึงความพอเพียง พอทนได้ก็เริ่มมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
หรืออาจเป็นเพราะใจไม่ถึงก็เป็นได้ โรงเรียนใหญ่คนเยอะ ผมเองก็ไม่ได้จบมาทางบริหาร วุฒิทางการศึกษาก็ไม่ได้สูงส่ง มันจึงรู้สึกไม่ง่ายที่จะไปบริหารจัดการกับคนจำนวนมาก
จึงต้องสู้และอดทนต่อไป จนรู้สึกได้ถึงงานที่ท้าทายในโรงเรียนขนาดเล็ก ที่มีงานให้ต้องพัฒนาอย่างมากมาย และอยู่มาได้ถึง ๑๖ ปี เหลืออีกเพียง ๑ ปี ก็จะมีอายุราชการมากกว่าผู้บริหารทุกคนในอดีตของบ้านหนองผือ
ในระหว่างทางที่เดินบนถนนสาย “ครู” ผู้บริหารและนักการภารโรง ในเวลาเดียวกัน มีโอกาสประสบพบเจอความสำเร็จเล็กๆ เป็นความหอมหวานในชีวิตราชการ ที่เกิดจากการทำงานแบบมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย มิได้เกิดขึ้นจากความสามารถของ ผอ.แต่เพียงคนเดียว
โดยเฉพาะ...กิจกรรมที่ทำอย่างหลากหลาย ในแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มั่นคงและยั่งยืนมาได้ถึงทุกวันนี้ มีคนอยู่เบื้องหลังการทำงานอย่างมากมาย
กว่าจะมีที่เห็นและเป็นอยู่เช่นนี้ ผ่านการบ่มเพาะความคิด และการรอคอย การทำทุกวันให้มีคุณค่า โดยที่ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับใคร แค่ใส่ใจลงไปว่า การศึกษาคือความเจริญงอกงาม
อย่างน้อย..ก็ไม่เสียแรงที่มุ่งหวังตั้งใจ จะให้โรงเรียนเล็กๆเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ ไม่เป็นปัญหา ไม่สร้างภาระให้ใคร ๑๖ ปีที่ผ่านไป..ทำได้ขนาดนี้ ก็มีความสุขแล้ว
วันเวลาที่น้อยนิดและเหลืออยู่ตรงหน้า...คือการดูแลตนเองอย่างไม่ประมาท ก่อนย่างก้าวเข้าสู่วัยเกษียณ ต้องหมั่นเตือนตนด้วยตนเองเอาไว้..ความพอดี..งดงามเสมอ
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๕

















