ชื่อบันทึกนี้ผุดขึ้นมาตอนเที่ยงวันอาทิตย์ที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๕ ที่หอประชุมใหญ่ มช. ระหว่างร่วมประชุมสัมมนาผู้บริหาร ของ มช. เรื่อง การถ่ายทอดแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระยะที่ ๑๓ (พ.ศ. ๒๕๖๖ - ๒๕๗๐) ที่มีผู้บริหารมหาวิทยาลัย ๖๐๐ คนเข้าร่วมประชุม (๑)
ประเทศไทยตั้งหลักเพื่อก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง สู่การเป็นประเทศรายได้สูง โดยมุ่งขับเคลื่อนการทำมาหากินของผู้คนในประเทศผ่านนวัตกรรม การก่อตั้งกระทรวง อว. ตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ เป็นต้นมาก็เพื่อให้มหาวิทยาลัยทำหน้าที่หัวรถจักรขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในแนวนี้
มช. ดำเนินการพัฒนา “ชาลาดำเนินการ” (operating platform) ใหม่ มีการบูรณาการประเด็นและกลไกแนวดิ่ง กับแนวราบ อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ เพราะทำงานนี้มานานกว่า ๑ ปี และจริงๆ แล้วก็เป็นการทำงานพัฒนาภาพใหญ่ของมหาวิทยาลัยต่อจากแผน ๑๒ ที่มีระยะเวลา ๖ ปี และบรรลุแผนสำคัญทุกเป้า
เป็นตัวอย่างของการบริหารภาพใหญ่ของมหาวิทยาลัยเพื่อการบรรลุเป้าเป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ พร้อมๆ กันกับการเปลี่ยนแปลงตนเองขนานใหญ่ (transformation) โดยแผน ๑๓ นี้มุ่งใช้ digital technology เป็นพลังขับเคลื่อน ที่เรียกว่า digital transformation ซึ่งแปลว่า transform โดยใช้ digital technology เป็น enabler
ผมตีความว่า มช. วางยุทธศาสตร์ใช้พลังของความซับซ้อนและปรับตัว (complex-adaptive systems) เป็นตัวหนุน ผ่านการตั้งเป้าที่ชัดเจน (ประเด็นแนวดิ่ง) และมีกลไกหนุน (ประเด็นแนวราบ) มีการจัดการแบบ matrix ให้กลไกทั้งสองแบบเสริมพลัง (synergy) กัน รวมทั้งคำนึงถึงการจัดการการเปลี่ยนแปลงสารพัดด้าน โดยเฉพาะด้านวัฒนธรรมองค์กร
วิธีการพัฒนาแผน ๕ ปี ที่ทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน มีการนำเสนอหลักการหรือนโยบายให้สภามหาวิทยาลัยอนุมัติ มีการรีทรีตผู้บริหารระดับคณบดีกับสภามหาวิทยาลัยที่ภูเก็ตเมื่อปลายเดือนเมษายน ๒๕๖๕ และการรประชุมสัมมนาผู้บริหารระดับหัวหน้าภาควิชาขึ้นไปในวันที่ ๑๘ - ๑๙ มิถุนายนนี้ เป็นตัวอย่างของการจัดการแผนขาขึ้นที่รอบคอบ เตรียมพร้อมสู่การบริหารแผน หรือการจัดการแผนขาลง ที่น่าชื่นชมยิ่ง
เป็นที่รู้กันว่า ข้อท้าทายยิ่งของการบริหารแผนพัฒนาไม่ได้อยู่ที่ขาขึ้น แต่อยู่ที่ขาลง หรือ policy implementation จะเห็นว่า มช. เตรียมความพร้อมในการบริหารแผน ๑๓ อย่างดียิ่ง และสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ และการ transform ระบบอุดมศึกษาของประเทศ การสัมมนานี้เป็นกลไกหนึ่งของการดำเนินการให้ได้ผลตามแผน ที่มีผู้ใหญ่กล่าวว่า ทำได้สัก ๕๐% ก็พอแล้ว
ในการสัมมนาของ มช. ทุกครั้ง จะมีการเชิญคนนอกมาพูด เพื่อให้คน มช. เห็น urgency ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัย คราวนี้เชิญ ดร. สันติธาร เสถียรไทย มาพูดเรื่อง บทบาทสถาบันการศึกษากับการเปลี่ยนแปลงของโลก เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่งรวมเวลาซักถาม ผมชอบสไลด์นี้มาก
ที่สื่อสารว่า ในยุคนี้ประโยชน์สำคัญที่สุดคือเป็นพื้นที่ค้นหาตนเอง ตามในหนังสือ Hit Refresh ในรูป
วิจารณ์ พานิช
๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๕