ผมบอกกับพวกเขาว่า “ความกลัวเป็นธรรมชาติของมนุษย์”  และการเริ่มต้นที่จะแก้ปัญหาความกลัวก็คือ “อยู่กับความจริงและเริ่มต้นที่จะลงมือทำ”

ภาคเช้าของวันนี้ (วันที่ 7 มิถุนายน 2565)  ผมได้รับโจทย์ของการสร้างกระบวนการเรียนรู้มาในหัวข้อ “ความคิดถึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต” ซึ่งเป็นหนึ่งในวาทกรรมหนังสือที่ผมเขียนขึ้นเมื่อหลายปีก่อน นั่นคือ “ความรักความคิดถึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต”

 

 

โอกาส : โจทย์การเรียนรู้


ประเด็นที่ถูกกำหนดขึ้นเป็น  “โจทย์” ในภาคเช้าก็คือ “โอกาส” – ซึ่งผมต้องบูรณาการคำว่าโอกาสให้เป็นหนึ่งเดียวกับวาทกรรม “ความคิดถึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต” และ “มหาวิทยาลัยแห่งความสุข” อันเป็นแก่นสารหลักที่ผมถูกเชิญมาเป็นกระบวนกร
 

นักศึกษาที่เข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้ในครั้งนี้ เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 เนื่องในโครงการ “ครูรัก (ษ์) ถิ่น” ของคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ 
 

 

 

รุ่นนี้มีนักศึกษาร่วมๆ จะ 30 คนก็ว่าได้  ทั้งหมดเป็นคนพื้นเพ “ภาคเหนือ” ผ่านระบบการคัดกรองสัมภาษณ์แบบมีส่วนร่วมระหว่างผู้บริหาร  อาจารย์ และผู้นำชุมชน  บนฐานคิดสำคัญๆ เช่น  ทัศนคติการอยากเป็นครู  รายได้ที่อยู่ในเกณฑ์เป็นผู้มีรายได้น้อย  สุ่มเสี่ยงการขาดโอกาสที่จะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ฯลฯ

ที่สำคัญคือนักศึกษากลุ่มนี้มีหลายต่อหลายคนที่มาจากพื้นเพของการเป็น “ชนเผ่า”  ซึ่งผมถือว่านี่คือ “จุดแข็ง-จุดเด่น”  ของการสร้างบัณฑิตที่ควรต้องชื่นชมมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่เป็นอย่างยิ่ง

 

 

 

 

บูรณาการโจทย์ 3 In 1 : โอกาส-ความคิดถึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต-มหาวิทยาลัยแห่งความสุข

 

ผมใช้เวลาใคร่ครวญอยู่นานเกี่ยวกับโจทย์ที่ว่าด้วย “โอกาส”  เพื่อผสมผสานให้เข้ากับหัวข้อหลัก “ความคิดถึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต” หรือแม้แต่ “มหาวิทยาลัยแห่งความสุข”  จนในที่สุดก็มาสรุปกรอบแนวคิดเองว่า “การเข้ามาเป็นนักศึกษาโครงการครูรัก (ษ์) ถิ่น คือโอกาสของเติบโตทั้งในมิติตัวเองและสังคม เพราะคือการได้รับทุนการศึกษา ทั้งค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายรายเดือน รวมถึงมีอัตราบรรจุเป็นคุณครูที่บ้านเกิดเมืองนอนรองรับเมื่อจบการศึกษา”

 

ใช่ครับ – ผมนิยามความเกี่ยวกับคำว่า “โอกาส” ในทำนองนั้น  แล้วแปลงคำว่าโอกาสมาเป็น “เป้าหมาย” ที่หมายถึง “การเรียนและการใช้ชีวิต” เพื่อให้ก้าวไปสู่เส้นทางแห่งความเป็นแม่พิมพ์ของชาติ  โดยเริ่มจากการเปิด “คลิป” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ หรือแม้แต่เป็นประเด็นปลุกเร้าชวนคิดอ่านร่วมกัน





 

ถึงแม้คลิปบางเรื่องจะถูกเผยแพร่มานานแล้ว  แต่จากการสำรวจก็พบว่านักศึกษามากกว่า 95% “ยังไม่เคยดู” 

จะว่าไปแล้ว การที่นักศึกษายังไม่เคยดูคลิปเหล่านี้มาก่อนก็กลายเป็นโอกาสอันดีของผมไปในปริยาย เพราะนักศึกษาต่างตั้งใจดูตั้งใจชมอย่างไม่กะพริบตา 

เสร็จสิ้นการดู ผมก็โยนคำถามชวนคิดชวนคุยร่วมกันผ่านคำถามกว้างๆ ว่า “เห็นอะไรในคลิปบ้าง – เรียนรู้อะไรในคลิปบ้าง-เห็นเครื่องมือในการเรียนรู้ของตัวละครในคลิปอะไรบ้าง”

 

 

ทุกคำตอบที่นักศึกษาสะท้อนกลับมา  ผมไม่บอกว่า “ผิด” หรือ “ถูก”  แต่เน้นที่การขยายความ และยึดโยง-เข้ากับแก่นสารอันเป็นแนวคิดหลักของคลิป  เพื่อให้นักศึกษาเกิดความมั่นใจในการขบคิดและแสดงออก

 

 

ความกลัว : ทบทวนความกลัว

เอาจริงๆ เลยนะ  ผมมองเห็นแววตาของนักศึกษาตั้งแต่ก่อนเข้าสู่เวทีของการจัดกระบวนการเรียนรู้ ประหนึ่งพวกเขาครุ่นคิด-หวาดหวั่น-วิตกกังวลอยู่ตลอดเวลาเลยทีเดียว  ด้วยเหตุนี้ผมจึงตั้งคำถามขึ้นกลางเวทีว่า “อะไรคือความกลัวของนักศึกษา” โดยให้แต่ละคนลอง “ทบทวน” และ “เขียน” ลงในสมุดบันทึก

ผมให้เวลาในราว 1-3 นาที  จากนั้นก็เริ่มชักชวนนักศึกษาออกมาเล่าสู่กันฟัง  โดยเน้น “ความสมัครใจ-ความสบายใจที่จะบอกเล่า”  เป็นหัวใจหลัก  

 

 

และนี่คือข้อมูล 3 อันดับแรกที่เป็นความกลัวของนักศึกษา “ครูรัก (ษ์) ถิ่น

  • กลัวเรียนไม่จบ/กลัวสอบใบ ประกอบวิชาชีพไม่ผ่าน
  • กลัวสูญเสียในสิ่งที่รัก/กลัวความผิดหวัง
  • กลัวเป็นครูที่ดีไม่ได้ / กลัวการไม่ได้อยู่กับครอบครัว

ส่วนความกลัวอื่นๆ ที่ค้นพบก็เรียงลำดับได้ประมาณนี้

  • กลัวการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย
  • กลัวความยากจน / กลัวความไม่มั่นคงในชีวิต 
  • กลัวใช้ชีวิตไม่คุ้ม
  • กลัวความเปลี่ยนแปลง
  • กลัวการถูกหักหลัง
  • กลัวความสูง / กลัวความมืด
  • ฯลฯ

 

 

ความกลัว : เป็นธรรมชาติของการมนุษย์


ผมยืนยันว่า ผมไม่อาจละเลยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวั่นหวาดของนักศึกษาได้ จึงจำต้องปรับกระบวนการมาเป็นการชวนทบทวนเรื่องความกลัวของชีวิต  โดยหวังว่า กระบวนการเล็กๆ นี้จะช่วยให้นักศึกษาได้ระบาย ปลดปล่อยออกจากจิตใจของตนเอง หรือแม้แต่การเปิดเปลือยให้เพื่อนร่วมรุ่นได้ช่วยในการเยียวยา-หนุนเสริมต่อกัน

แน่นอนครับ  เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะรู้สึกแบบนี้ เพราะพวกเขายังเป็น “เด็กใหม่” ที่เพิ่งก้าวพ้นออกมาจาก “อ้อมกอดของบ้านเกิด” ก็ไม่แปลกที่จะเกิดความรู้สึกหวั่นหวาดต่อสิ่งแวดล้อม หรือเส้นทางสายใหม่ของชีวิต

และไม่แปลกที่เขาจะรู้สึกกดดันกับ “เป้าหมาย” หรือ “จุดหมาย” ของชีวิต ทั้งเพื่อตนเองและครอบครัว  หรือแม้แต่สังคม เพราะพวกเขาคือนักศึกษาที่ได้รับโอกาสในการศึกษาเล่าเรียน เพื่อจบออกไปสู่การพัฒนาสังคมอันเป็นบ้านเกิดของพวกเขาเอง

 

 

สำหรับผมแล้ว ผมฟังและอ่านในสิ่งที่เป็นความกลัวของนักศึกษา  พร้อมๆ กับการจับประเด็นความกลัวของนักศึกษามาขยายความใน “มุมบวก” เพื่อเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้เกิดเป็น “พลัง” ในการที่จะขับเคลื่อนไปสู่ “เป้าหมาย” หรือการปกปักษ์รักษา “โอกาส” ที่ได้รับมา

เสมือนการย้ำให้พวกเขาเชื่อในการพลิกวิกฤตไปสู่โอกาส  พลิกความกลัวเป็นความท้าทาย – เป็นพลัง เป็นแรงบันดาลใจในการก้าวเดิน ทั้งด้วยตนเองและร่วมก้าวเดินอย่างเป็นทีม

 

 

และที่สำคัญก็คือ ผมบอกกับพวกเขาว่า “ความกลัวเป็นธรรมชาติของมนุษย์”  และการเริ่มต้นที่จะแก้ปัญหาความกลัวก็คือ “อยู่กับความจริงและเริ่มต้นที่จะลงมือทำ”

 

หรือแม้แต่การปลุกปลอบให้ผ่อนคลายจากภาวะของการคิดถึงบ้านว่า “เราต่างเดินทางไกลเพียงเพื่อจะกลับบ้าน”  ที่หมายถึง  การห่างบ้านมาเพื่อบ่มเพาะตัวเอง  ห่างไกลบ้านและคนรักเพื่อมาเรียนรู้โลกและชีวิต ห่างไกลบ้านเพื่อมาแสวงหาสิ่งต่างๆ เพื่อกลับไปพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง  

โดยยกเอาเรื่องราวจากวรรณคดี  ละคร  นิทาน  หรือกระทั่งตำนานในพระพุทธศาสนา  ที่มักกล่าวถึงการพลัดบ้านพลัดเมืองเสียก่อน  จากนั้นค่อยกลับไปครองบ้านครองเมือง-
 

ผมพยายามเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ  สอดแทรกวาทกรรมของตนเองเป็นโจทย์เป็นระยะๆ  รวมถึงนำคลิป / หนังสั้นมาทยอยเปิดให้ดู  จากนั้นก็ชวนคิดชวนคุย  - แอบซ่อนการละลายความกลัวของพวกเขาไปอย่างช้าๆ และเงียบๆ 

 

 

 

เขียน : 10 มิถุนายน 2565
บ้านตาก จังหวัดตาก