สารสกัดจากเปลือกผลมังคุด : น้ำชาเปลือกผลมังคุด น้ำมังคุด เพื่อสุขภาพ...กินแล้วมีอันตรายหรือไม่ ?
ประเทศไทย เป็นประเทศที่อยู่ในภูมิภาคในเขตร้อนชื้น จึงเหมาะมากกับการทำอาชีพเกษตรกรรม และผลิตผลไม้ชนิดต่างๆ ทั้งให้ผู้บริโภครับประทานภายในประเทศ และ ด้วยรสชาติที่ดีเยี่ยมของผลไม้ไทย ทำให้สามารถส่งออกไปขายยังต่างประเทศ เป็นที่ต้องการของต่างชาติ จนบางประเทศถึงกับต้องหามาปลูก แต่อย่างไร รสชาติ ความอร่อย ก็ไม่สู้ทานผลไม้จากบ้านเราได้ ด้วยเหตุผลที่บอกข้างต้น ปัจจัยของ น้ำ อากาศ อุณหภูมิ ดิน เหมาะมากกับการปลูกพืชหลายชนิด
“ มังคุด ” ราชินีแห่งผลไม้ไทย มีรสจัด หวาน เปรี้ยว อร่อย เป็นที่ถูกปากของใครหลายคน และนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามา หากมาตรงกับช่วงฤดูกาลแล้ว ก็ไม่พลาดที่จะหามารับประทาน มังคุดจะเริ่มออกในช่วงเข้าหน้าฝน หรือ เริ่มตั้งแต่เข้าเดือนเมษายน เป็นต้นไม้ และจะออกในจังหวัดโซนตะวันออกก่อน จึงไล่ลงไปถึงโซนใต้ ฉะนั้น เราสามารถหามารับประทานได้ 2 ช่วง
ในผลมังคุด ทั้งเนื้อสีขาว และ เปลือก ต่างก็มีสารออกฤทธิ์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ในเนื้อมังคุดนั้น ประกอบด้วยคุณค่าทางโภชนาการของธาตุอาหารมากมาย ทั้ง แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม โปรตีน วิตามินบี 1 , วิตามินบีรวม มีส่วนช่วยในการบำรุงหัวใจและหลอดเลือด , วิตามินซี ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันไข้หวัด บำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย มีสารกลุ่มแคททีชิน และ ฟลาววานอยด์ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
ในเปลือกมังคุด มีสารแซนโทน ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ สมานแผล รักษาเซลล์มะเร็ง ฆ่าเชื้อวัณโรคชนิดดื้อยา รักษาโรคผิวหนังอักเสบ สิว
อาจารย์สุวัฒน์ ทรัพยะประภา นักเคมีอาหาร มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นผู้ริเริ่ม “ มังคุดนึ่ง ” และเผยแพร่ผ่านรายการวิทยุ ได้พยายามศึกษา วิจัย อย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาน้ำมังคุด ให้มีความเข้มข้น เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะปีนี้ (2565) ชาวสวนมังคุด ได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก เนื่องจากมังคุดล้นตลาด ไม่สามารถจำหน่ายได้
วันที่ 5 มิถุนายน 2565 อาจารย์สุวัฒน์ จึงได้คิดค้น การทำน้ำมังคุดโดยใช้ทั้งผลเนื้อสีขาว และเปลือก โดยแทบไม่มีสิ่งใดเหลือทิ้งเลย นอกจากขั้วสีเขียว อาจารย์ได้โพสต์สอนลูกศิษย์ที่ติดตามผ่านเฟสบุค ชื่อ Suwath Sapyaprapa
เปลือกผลมังคุด ( Mangosteen Pericarp ) มีสารพฤกษเคมี ( Phytochemicals ) กลุ่มโพลีฟีนอลิกส์ ( Polyphenolics ) สรรพคุณต้านอนุมูลอิสระ ( Antioxidants ) ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของคนเรา ได้แก่ พรีนิเลท แซนโทน ( Prenylaled Xanthones ) แอนโทไซยานิน ( Anthocyanins ) และ คอนเดนส์ แทนนิน ( Condensed Tannins )
มีงานวิจัยมากมาย ระบุว่า สารพฤกษเคมี ที่มีอยู่นั้น มีสรรพคุณ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง เนื้องอก แก้เบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในเลือด แก้ปัญหาไขมันอุดตันเส้นเลือด ปกป้องหัวใจ แก้โรคอ้วน ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา ต้านไวรัส รักษาโรคเอดส์ ลดอาการอักเสบจากแผลเรื้อรัง แก้โรคข้ออักเสบ แก้ไข้ แก้โรคหวัด กำจัดเชื้อวัณโรค แก้โรคระบบประสาท โรคอัลไซเมอร์ ความจำเสื่อม โรคพาร์กินสัน รักษาโรคท้องร่วง รักษาโรคบิด รักษาโรคผิวหนังผดผื่นคันอาการแพ้ต่างๆ กระตุ้นสร้างภูมิคุ้มกัน บำรุงสายตา ชลอความชราคงวัยหนุ่มสาว
คณะนักวิจัย ภาควิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังริต ได้ทดลองวิจัยหาความเป็นพิษกับหนูทดลอง
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ความเป็นพิษเฉียบพลันและความเป็นพิษกึ่งเรื้อรังของสารสกัดจากเนื้อในเปลือกผลมังคุด และกำหนดปริมาณที่เหมาะสมและปลอดภัยของสารสกัด ที่อาจบริโภคได้โดยทำการทดสอบกับหนู Sprague Dawley ของทั้งสองเพศ
นำเปลือกมังคุดชั้นในที่อ่อนนุ่ม 1 ก.ก. ไปต้มกับน้ำ 1 ลิตร ที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส 2 ช.ม. จะได้น้ำสกัดเปลือกผลมังคุด และนำไประเหยให้เข้มข้น แล้วพ่นแห้งเป็นผง
โดยทดสอบความเป็นพิษแบบเฉียบพลันกับหนูทั้งสองเพศอย่างละ 5 ตัว ด้วยการละลายผงสารสกัดในน้ำ ขนาด 2,000 มก./กก.น้ำหนักตัว ให้หนูกิน จากนั้นสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดในช่วงวันแรก หลังการให้กินสารสกัด และ ต่อเนื่องอีกเป็นเวลา 14 วัน ผลการทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลันพบว่า ไม่มีความผิดปกติ
สำหรับการตรวจสอบความเป็นพิษกึ่งเรื้อรัง ทดลองกับหนูตัวผู้ 10 ตัวและตัวเมีย 10 ตัวในแต่ละกลุ่ม เป็นเวลา 3 เดือน ให้กินสารสกัดในขนาด 10, 50 และ 100 มก. / ก.ก.น้ำหนักตัว / วัน เทียบกับการให้น้ำกลั่นสำหรับกลุ่มควบคุม สารสกัดดังกล่าว ไม่มีผลต่อน้ำหนักร่างกาย ผลเลือด หรือน้ำหนักสัมพัทธ์ของอวัยวะ ( สมอง, หัวใจ, ปอด, ไธมัส, ตับ, ม้าม, ไต, ต่อมหมวกไต, อัณฑะและรังไข่ )
การตรวจทางจุลกายวิภาคศาสตร์เนื้อเยื่อของ ตับ ปอด ม้าม และหัวใจ เผยให้เห็นลักษณะปกติในหนูที่ได้รับสารสกัดส่วนใหญ่
มีเพียงไตของหนูตัวเมียหนึ่งตัว ที่ได้รับผงสารสกัด 100 มก. / ก.ก.น้ำหนักตัว / วัน ที่พบความผิดปกติของไต สิ่งนี้อาจเกี่ยวข้องกับการหลั่ง creatinine ที่เพิ่มขึ้นแม้ว่าระดับ creatinine จะยังคงอยู่ในระดับอ้างอิง
นอกจากนี้ ยังพบอาการฉีกขาดของโกลเมอรูลี ( glomeruli ) สิ่งนี้อาจเกิดจากความบกพร่องในระหว่างกระบวนการทางเนื้อเยื่อวิทยา เนื่องจากไม่มีการระบุเซลล์เม็ดเลือดขาวหรือเซลล์ที่มีการอักเสบ
ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า ปริมาณที่ปลอดภัยของสารสกัดจากเปลือกมังคุดในปริมาณ ควรน้อยกว่า 100 มก. / กก.น้ำหนักตัว / วัน
ส่วนผลกระทบต่อไตของสารสกัดเปลือกมังคุด จำเป็นต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม
อ้างถึง : https://www.asianarchpath.com/view/57
สูตร การทำน้ำมังคุด ( ใช้ทั้งเนื้อ + เปลือก )
ผลมังคุดสุกผิวดำ แยกเก็บเนื้อในผลไว้ต่างหากในช่องแช่แข็งตู้เย็น ส่วนเปลือกนำมาสกัดความฝาดออกก่อน 24 ช.ม.
1.วิธีสกัดความฝาดออกจากเปลือก
น้ำ 1 ลิตร + เกลือแกง 15 กรัม + กรดมะนาว 5 กรัม ( หรือ ใช้น้ำมะนาว 100 ซี.ซี. แทน ) + กรดแอสคอร์บิก หรือ วิตามินซี 5 กรัม ( หรือ ใช้วิตามิน ซี ขนาด 500 มิลลิกรัม 10 เม็ด บดเป็นผงละเอียดใส่ลงไปแทน ) สำหรับ เปลือกมังคุดสดหั่นชิ้นเล็ก 500 กรัม โดยแช่ไว้นาน 24 ช.ม จากนั้นเอาขึ้น ไม่ต้องล้างน้ำ ปล่อยให้แห้งสะเด็ดน้ำ
2.วิธีทำน้ำมังคุด เพื่อสุขภาพ
นำเปลือกผลมังคุดผ่านสกัดฝาดแห้งสะเด็ดน้ำ 100 กรัม กับน้ำ 1 ลิตร ใส่ เบกกิ้ง โซดา ลงไป 5 กรัม ต้มด้วยไฟกลางให้เดือด ประมาณ 10 นาที แล้วยกลง
นำน้ำต้มทั้งเปลือกที่ได้ มาผสมกับเนื้อในผลมังคุด 1 ก.ก.ใส่ กรดมะนาว 5 กรัม และ กรดแอสคอร์บิก หรือ วิตามิน ซี 5 กรัม ลงไป คนให้ละลายเข้ากัน แล้วนำไปปั่นละเอียด กรองแยกเอากากออกได้น้ำมังคุด บรรจุใส่ขวดแช่ตู้เย็นไว้กิน ครั้งละ 1- 2 ช้อนโต๊ะ หรือ บรรจุใส่ขวดแก้วปิดฝาให้สนิท ก่อนนำไปนึ่งฆ่าเชื้อ เพื่อจัดจำหน่ายต่อไปได้
หมายเหตุ
- ถ้าเก็บสต๊อกเปลือกที่สกัดความฝาดไว้ในตู้เย็น ก็สามารถนำมาใช้กับเนื้อในผลมังคุดที่แกะสดได้เลย ไม่ต้องใช้เนื้อในผลที่แช่แข็ง
2. ส่วนเปลือกที่ผ่านสกัดความฝาด หากมีเหลือมากเกินพอทำน้ำมังคุด ก็ให้นำไปตากให้แห้ง เพื่อทำชาเปลือกผลมังคุด ต่อไปได้
3. ส่วนน้ำสกัดความฝาดจากเปลือก นำมา 10 ลิตร เติมน้ำตาลทรายแดง 500 กรัม หรือ กากน้ำตาล 1 ก.ก. + จุลินทรีย์หน่อกล้วย 100 ซี.ซี. หมักไว้ 1 เดือน สำหรับกำจัดโรคพืช : อัตราการใช้ 20-40 ซี.ซี. ต่อ น้ำ 20 ลิตร





( ͡° ͜ʖ ͡°)