การดำรงชีวิต/ใช้ชีวิตในวัยผู้สูงอายุ
การดำรงชีวิต/ใช้ชีวิตในวัยผู้สูงอายุ
วงเวียนชีวิต
คนเราเมื่อเกิดมาแล้ว จะต้องพบการแก่ เจ็บ และตายเป็นเรื่องธรรมดา
เพราะวงเวียนของชีวิตของคนเรา จะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามวัย ทุกข์บ้าง สุขบ้าง
ปะปนกันไป และแต่ละคนก็ไม่สามารถบังคับว่าขอร่างกายของเราจงอย่าแก่ อย่า
เจ็บ อย่าตาย ทำไม่ได้ เพราะเป็นอนัตตา
หลายคนที่เกิดมาก็จะผ่านการเป็นวัยทารก วัยเด็ก วันหนุ่ม สาว วัยผู้ใหญ่
และวัยชรา หรือผู้สูงอายุ (60 ปี ขึ้นไป) แต่หลายคนอาจจะไม่ผ่านวัยครบ เพราะ
มีอันต้องตายไปก่อน สุดแท้แต่บุญกรรมที่เราสร้างมา เพราะคนเราเกิดมา ถ้ายัง
ไม่ถึงวัยตาย ก็จะยังไม่ตาย แม้จะพบอุสรรค อุบัติเหตุอะไรก็ตาม จนกว่าจะแก่เฒ่า
หรือวัยชราภาพ ถือว่ามีบุญได้ทำมาแต่ปางก่อน
การดำรงชีวิต/การใช้ชีวิตในยามสูงวัย
วัยสูงวัย หรืออายุ 60 ปีขึ้นไป ถ้าเปรียบกับรถยนต์ ก็เสมือนรถเก่าที่เราใช้
มานานหลายปี ย่อมจะมีความเสื่อม ความสึกหรอของอะไหล่ หรืออวัยวะภายใน
ร่างกาย ประสิทธิภาพของอวัยวะต่าง ๆ ก็จะลดลง เช่น สายตา ฟัน กระดูก ระบบ
การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ เพราะฉะนั้น การดำรงชีวิตในวัยสูงวัย จะไม่ค่อยคล่องตัว
ไม่สมบูรณ์เหมือนวัยหนุ่ม วัยสาว
ควรใช้ชีวิตอย่างไรในวัยผู้สูงวัย
หลายคนเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ อาจจะมีข้อจำกัดด้านอวัยวะบางส่วน
ที่ทำงานบกพร่อง หรือด้อยลงกว่าสมัยเป็นหนุ่มสาว อารมณ์ ความรู้สึก อาจจะ
ไม่เหมือนเดิม อาจจะหลง ๆ ลืม ๆ ระบบการกิน ระบบการขับถ่าย ระบบการนอน
อาจจะเสื่อมหรือด้อยกว่าเก่า ดังนั้น เราจึงควรใช้ชีวิตให้เสมาะสมกับสภาพชีวิต
ตามวัย สิ่งที่ควรพิจารณา คือ
1. การหมั่นดูแลสุขภาสร่างกาย และสุขภาพจิตใจ
ร่างกายของวัยผู้สูงอายุ ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ปัจจัยสำคัญที่อาจ
ส่งผลกระทบได้ง่าย คือการกินอาหาร การออกกำลังกายที่เหมาะกับวัย
การพักผ่อนหลับนอน สภาพอารมณ์ จิตใจไม่ควรจริงจังกับชีวิตจนมากนัก
ดำเนินชีวิตในทางสายกลาง หรือภาษาพระเรียกว่า “มัชฉิมาปฏิปทา”
ดูแลสุขภาพอนามัยให้ถูกต้อง เช่น รับประทานอาหารที่มีคุณค่า
มีโปรตีนปานกลาง ไขมันน้อย วิตามินมาก ปริมาณต้องจำกัด
การออกกำลังกายให้เหมาะสมกับวัยและควรพบแพทย์เพื่อ
ตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปี ปีละ 1-2 ครั้ง
2. การทำงาน
วัยนี้ ถือว่าเป็นวัยเกษียณ หรือปลดระวางแล้ว ไม่ควรทำงานหนักหักโหม
จนเกินไป ไม่โลภจนเกินไป ยึดหลักความพอเพียง พอประมาณ มีเหตุมีผล และมี
ภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ส่วนคนที่ยังแข็งแรง ก็อาจจะทำงานต่อไปได้ แต่ก็ควรระมัด
ระวังอยู่ดี โดยเฉพาะการขับขี่ยานพาหนะ การดื่มเครื่องมืนเมา ยากระตุ้น ยาขยัน
หรือยาเสพติดให้โทษ ควรละเว้น เพราะยาเสพติดให้โทษ แม้วัยหนุ่มสาวเมื่อเสพ
เข้าไป ก็ยังไม่สามารถประคองชีวิตตัวเองได้ จะป่วยกล่าวไปใยถุงคนสูงวัย ดังนั้น
ยาเสพติดให้โทษ สุรา เครื่องมันเมา ควรงดจะดีต่อสุขภาพ
3. การมีเพศสัมพันธ์
หลายคนเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ความรู้สึกทางเพศก็อาจจะลดลง อย่าฝืนหรือ
อย่าอวดเก่งว่าเรายังเตะปิ๊ปดังอยู่ หรืออย่าทะนงตนว่า แก่ก็แก่เฉพาะแข่ว (ฟัน)
แต่บักแอวยังไม่แก่ เพราะวัยนี้ ความพอเพียง พอประมาณ คือสิ่งสำคัญ เพราะ
ถือว่าเป็นวัยผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้ว อย่าตามใจ หรือปล่อยใจไปตามกระแส
หรือตามใจคิด ดังที่เขาพูดกันว่า อย่าเป็นเฒ่าทารก หรือเฒ่าหัวงู ควรหมั่น
เตรียมสังขารของเราเอาไว้จะดีกว่า เพราะระบบการผลิตฮอร์โมน หรืออสุจิอาจจะ
ลดลง บางคน ฝืนธรรมชาติไปใช้ยากระตุ้น อาจจะถึงกับหัวใจล้มเหลวได้ง่ายโดย
ไม่รู้ตัว เคยมีข่าวมาแล้ว คนสูงอายุหัวใจล้มเหลว เพราะไม่เจียมเนื้อเจียมตัว ยัง
ทะนงตนว่ายังแกร่ง แข็งแรงดีอยู่
4. การใช้หลักธรรมยึดเหนี่ยวชีวิต
ความจริงหลักธรรมนั้นเหมาะกับทุกเพศทุกวัย แต่วัยสูงอายุนั้น เป็นวัย
ที่ใกล้ฝั่ง ใกล้จะกลับสู่บ้านเก่าแล้ว หรือวัยรอวันตายนั้นเองถ้าพูดแบบไม่อ้อมค้อม
หลักธรรมที่สำคัญ คือการรู้จักปล่อยวาง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวกู เป็นของกู
ไม่ควรกังวลในเรื่องทรัพย์สินเงินทองว่าตายแล้ว จะเป็นอย่างไร ใครจะมาเอา ใคร
จะมายึด เพราะชีวิตเรา เขาให้มาใช้ชีวิตในเมืองมนุษย์หรือในโลกนี้ อย่างเก่งก็
ไม่เกิน 100 ปี อาจจะมีถึง 100 ปี แต่ก็มีน้อย และระบบอวัยวะก็อาจจะไม่
สมบูรณ์แล้วเมื่อถึงวัย 90 ปีขึ้นไป ดังนั้น ใครโชคดีประสบความสำเร็จในชีวิต
การทำงาน มีเงินมาก ก็ควรจะพิจารณาดูว่า ทำอย่างไร เงินเราจะเกิดประโยชน์
สูงสุด เพราะตายไปแล้วเราไม่สามารถนำเงินหรือทรัพย์สินอะไรติดตามตัวเราไป
ได้ มาตัวเปล่า ไปตัวเปล่า ทำอย่างไรเงินเราจึงจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อ
มวลมหาชนหรือสาธารณะ เช่น เป็นทุนการศึกษา ก่อสร้างสาธารณะประโยชน์
ก่อสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล วัดวาอาราม ศาสนวัตถุ ศาสนสถาน ศาลาพักร้อน
สนามเด็กเล่น ที่ออกกำลังกาย เมรุเผาศพ เวชภัณฑ์แจกจ่ายให้คนได้ใช้รักษา
เป็นต้น ตามแต่เราศรัทธา เพราะการทำบุญด้วยศรัทธา จะมีอานิสงส์แรงกล้า
สามารถเป็นเสบียงส่งไปสู่หลายภพน้อยภพใหญ่หลายชาติ เกิดมาในชาติต่อไป
ขึ้นชื่อว่าความยากจน ความขัดสน ความด้อยโอกาสทางการศึกษา เราก็จะไม่มี
5. การกิน การดื่ม การเข้าสังคม
กินพอประมาณ อยู่อย่างพอเพียง พอประมาณ ให้เหมาะสมกับวัยเรา
การเข้าสังคม อาจจะร่วมกิจกรรมกับวัยผู้สูงอายุด้วยกัน สนทนาธรรมตามกาล
แลกเปลี่ยนความรู้กัน ถ่ายทอดประสบการณ์ คุยเรื่องเล่าเร้าพลัง วัยนี้ บางคน
อาจจะพูดตลก ๆ ว่า เป็นวัยชอบของเก่า เล่าความหลัง ชอบของขม ชมสาวสวย
ช่วยศาสนาก็มี แต่ก็ไม่ควรเสียที หรือเสียภาพลักษณ์ของคนสูงอายุ (มิเช่นนั้น
ตอนตายอาจจะโดนขันน้ำรถน้ำศพเคาะหัว)
สรุป
การใช้ชีวิตในยามสูงวัย ควรยึดหลักความพอเพียง พอประมาณ
เป็นอยู่อย่างง่าย ๆ รู้จักปล่อยวาง รู้จักผ่อนคลาย ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวกู
เป็นของกู รักษาสภาพอารมณ์ความรู้สึกให้ดี เจียมเนื้อเจียมตัว ไม่หักโหม
หรือทำอะไรเกินกำลัง ควรหมั่นดูแลสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิตใจให้ดี
ยึดหลักธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ไม่ประมาท หาเวลาทำความสงบ เช่น
สวดมนต์ นั่งสมาธิ ฟังเพลงเบา ๆเย็น ๆ ชีวิตก็จะพบแต่ความสุขความสบาย
และจะไม่ได้หลงตายนั้นเอง
-----------------
