ทีมจัดการโครงการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ ของ กสศ. นำโดย คุณเพ็ญพรรณ จิตตะเสนีย์ ชวนคุณวรรณา เลิศวิจิตรจรัส (อ้อ) ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการความรู้ (ที่เคยทำงานที่ สคส. กับผมมานานหลายปี แล้วลาออกมาทำงานเป็นนักวิชาการอิสระ สร้างผลงานเป็นที่ประทับใจ) มาทำงานส่วนของ “การถอดบทเรียน”
ผมจึงแนะนำว่า ให้น่าจะลองใช้ DE เป็นเครื่องมือในการถอดบทเรียน เพราะที่ผมรู้จัก DE ก็เพราะคุณอ้อนี่แหละ เป็นผู้แนะนำ จากการไปเข้า workshop ที่จัดโดย สสส.
ผมแนะนำว่า ให้ตั้งเป้า deliver ผลงานสองส่วน (ยกกำลังสอง) คือผลงานที่เป็นเอกสาร ทั้งที่เป็นข้อเขียนและ infographic กับผลงานการเรียนรู้ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (stakeholders) คือ นอกจากถอดบทเรียนลงกระดาษแล้ว ยังถอดใส่สมองคนด้วย หรือที่จริงคนที่มาเข้ากระบวนการสร้างความรู้ความเข้าใจบรรจุใส่สมองตนเอง ทั้งสมองส่วนความรู้ (cognitive) และสมองส่วนอารมณ์ความรู้สึก (socio-emotional)
กสศ. ต้องเตรียมจัดการให้บรรลุเป้าหมายที่ ๓ ของการถอดบทเรียน คือถอดออกสื่อสารสังคม
เชื่อว่าจะเกิดผลดีต่อการทำหน้าที่ catalyst for change ของ กสศ. อย่างมากมาย เพราะกระบวนการนี้จะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องได้สัมผัสด้วยตนเอง ว่าการจัดการโรงเรียนแนวโรงเรียนพัฒนาตนเองนี้ ก่อผลดีต่อนักเรียนที่เป็นลูกหลานของเขาอย่างไร และตัวเขาเองจะมีส่วนส่งเสริมการเรียนรู้ของลูกหลานของเขาได้อย่างไร กระบวนการประชุมตีความข้อมูลผลงานของโรงเรียน ที่เป็นวงสานเสวนาของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับนักเรียนและโรงเรียน จะช่วยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเหล่านี้ ได้เข้าใจว่า เด็กเรียนรู้ตลอด ๒๔ ชั่วโมงของชีวิต ไม่ใช่เรียนแค่ช่วงที่ไปโรงเรียน ดังนั้นตนเองและคนในชุมชนต้องช่วยกันจัดบรรยากาศในบ้าน และในชุมชน ให้เป็นระบบนิเวศเพื่อการเรียนรู้ของเด็กที่ทรงพลัง และระมัดระวังไม่ให้มีสภาพแวดล้อมเชิงลบ ที่ชักจูงเด็กไปในทางเสื่อม การที่พ่อแม่ผู้ปกครองและคนในชุมชน เกิดความเข้าใจ และร่วมกันจัดพื้นที่เรียนรู้ที่ดีให้แก่เด็กนี้ ผมเรียกว่าเป็นการจัดการ พื้นที่ 2/3 ของการเรียนรู้
วงเสวนานี้ สามารถจัดสร้างบรรยากาศและใส่ข้อมูลเข้าไปกระตุ้นความคิด ให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงเสวนา ให้ได้เข้าใจและเห็นคุณค่าของการเรียนรู้เชิงรุก (active learning) ที่จะมีผลดีต่อชีวิตระยะยาวของลูกหลานของตน และได้เข้าใจว่า เพื่อให้ครูและโรงเรียนทำงานนี้ได้สำเร็จ พ่อแม่ผู้ปกครองและคนในชุมชนจะต้องช่วยเป็นอาสาสมัครทำงานเป็น “ครูผู้เชี่ยวชาญ” (co-educator) ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่นเรื่องการทำนา (กรณีที่ตนเป็นชาวนา) การดูแลสุขภาพของตนเอง (กรณีที่ตนเองอยู่ในวิชาชีพสุขภาพ) การรู้จักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่ (กรณีตนเป็นนัก ไอที) เป็นต้น
วงเสวนานี้จะช่วยขยายโลกทัศน์ของครู ว่าด้วยการเรียนรู้ในระดับที่ลึกและเชื่อมโยง เกิดการพัฒนามรรถนะสำคัญในตัวศิษย์ ช่วยให้ครูเกิดความตระหนักในเป้าหมายสำคัญของการทำหน้าที่ครู และได้เรียนรู้วิธีดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นให้ได้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป ผ่านการตั้งคำถามโดยทีมถอดบทเรียน ให้ครูสะท้อนคิด
ทีมถอดบทเรียนต้องเก็บข้อมูลผลลัพธ์ และผลกระทบที่ต้องการตามที่กำหนดไว้ในเป้าหมายของโครงการ สำหรับนำมาตั้งคำถาม สู่การตีความแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันในวงสานเสวนาของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และต้องเตรียมสร้างบรรยากาศการสานเสวนาที่สมาชิกรู้สึกสบายใจที่จะให้ความเห็นอย่างอิสระ เตรียมตั้งคำถามคมๆ เพื่อให้วงเสวนาได้ปลดปล่อยพลังตีความของตนออกมา โดยไม่กังวลว่าจะเป็นความเห็นที่แตกต่างจากคนอื่น เห็นคุณค่าของความเห็นที่แตกต่างหลากหลายนั้น
ผมขอเสนอว่า ทีมถอดบทเรียนต้องไม่หลงยึดตามเอกสารดั้งเดิมของโครงการ ที่คิดกันมาตั้งแต่ปั ๒๕๖๒ บัดนี้ปี ๒๕๖๕ เราเดิมทางมาไกล คณะอนุกรรมการชี้ทิศทางโครงการได้มีข้อเสนอแนะมากมายในช่วง ๒ ปีเศษ ต้องเอาข้อมูลเหล่านั้นมาเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายด้วย รวมทั้งน่าจะได้พิจารณาสาระใน บล็อก ที่ผมเขียนสะท้อนคิดไว้จำนวนมากที่ (๑)
ถามว่าถอดบทเรียนของใคร หรือแก่ใคร ผมตอบว่าเป้าหมายเบอร์ ๑ คือครูและทีมงานในโรงเรียน ย้ำว่า ไม่ใช่ถอดบทเรียนของทีมโค้ชภายนอก เป้าหมายเบอร์ ๒ คือทีมงานของเขตพื้นที่การศึกษา หรือหน่วยงานต้นสังกัดของโรงเรียน เช่น เทศบาล เป้าหมายเบอร์ ๓ คือผู้ปกครองนักเรียนและผู้นำชุมชนโดยรอบโรงเรียน และเป้าหมายเบอร์ ๔ คือสังคมไทยในภาพรวม ซึ่งหมายความว่า กสศ. ต้องหาทางสื่อสารผลการถอดบทเรียนนี้ออกไปยังสาธารณชนอย่างกว้างขวาง เพื่อขับเคลื่อนสังคมด้วยพลังของ สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา และสุดท้าย เป้าหมายเบอร์ ๕ คือนักการเมืองและภาคนโยบายการศึกษา
ทีมถอดบทเรียนต้องสร้างบรรยากาศให้สมาชิกของวงเสวนาเห็นคุณค่าของความไม่ชัดเจนแน่นอน (ambiguity) ของข้อมูล หรือพฤติกรรมบางส่วนที่เกี่ยวข้อง และนำเอามาเสนอในวงเสวนาของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ให้ร่วมกันตีความอย่างอิสระ แล้วอาจเอาความรู้จากการตีความนั้นไปทดลองใช้ เพื่อสร้างวงจรเรียนรู้ ที่เรียกว่า Kolb’s Learning Cycle ซึ่งก็คือการเรียนรู้จากการปฏิบัตินั่นเอง
ความสนุกและยากของทีมถอดบทเรียนคือ ต้องศึกษามิติเชิงคุณค่าของโครงการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ แล้วนำมาคิดคำถามสำหรับใช้ดำเนินการเสวนาของวงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
นี่คือความเห็นส่วนตัวของผม ที่อาจไม่ถูกต้องเหมาะสมก็ได้ ท่านที่จะนำไปใช้พึงใช้วิจารณญาณในการนำไปปรับใช้อย่างเหมาะสม
หากท่านเข้าไปฟัง (และชม) การบรรยายเรื่อง Blue Marble Evaluation โดย Michael Quinn Patton ที่แนะนำไว้ที่ (๑) โดยเข้าไปฟังการบรรยายตามลิ้งค์ที่ให้ไว้ (ยอมเสียเวลา ๓ ชั่วโมง) จะได้แรงบันดาลใจสูงมากในการทำงานนี้ เพราะจะเห็นผลลัพธ์ที่ ๔ คือเกิดผลลดทอนวิธีคิด และพฤติกรรมการทำงานแบบแยกส่วน เรียกง่ายๆ ว่า เกิดจุดเริ่มต้นของ การทะลายไซโล ด้านการจัดการการศึกษาของประเทศ
วิจารณ์ พานิช
๑๙ ก.พ. ๖๕ ปรับปรุง ๒๐ ก.พ. ๖๕