หัวข้อของบันทึกนี้ ผุดขึ้นมาระหว่างนั่งฟังการประชุม DE กลางน้ำที่มูลนิธิสยามกัมมาจลจัดทาง ออนไลน์ ให้แก่โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง ของ กสศ. ในวันอาทิตย์ที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๕ ผ่านการคิดเชิงสังเคราะห์ จากข้อมูลที่ได้จากการประชุม ว่าโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองได้สร้างความเคลื่อนไหวของการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ในระดับโรงเรียนในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ เกิดโรงเรียนที่ทำงานแบบใหม่ คือจัดการศึกษาแบบ การเรียนรู้เชิงรุก (active learning) เห็นผลดีต่อนักเรียนอย่างชัดเจน
ที่จริงยังมีการเคลื่อนไหวอื่นอีก ที่ได้สร้างความตื่นตัว ในการทำงานของโรงเรียนแบบที่เป็นตัวของตัวเอง และจัดการศึกษาแบบ การเรียนรู้เชิงรุก (active learning) คือ พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา และการขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะของกระทรวงศึกษาธิการ
ผมเสนอต่อที่ประชุมว่า ประเทศไทยได้เรียนรู้สั่งสมความสำเร็จในการจัดการเรียนรู้แบบใหม่ (คือแบบ การเรียนรู้เชิงรุก) มากเพียงพอแล้ว ที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงต่อด้วย มหกรรมพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ เพื่อใช้พลังของโรงเรียน ครู และบุคลากรการศึกษา เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ในการหมุนวงจรการเรียนรู้สู่ “การปฏิรูปการเรียนรู้” ของสังคมไทยทั้งสังคม
ใช้กลยุทธ “คนในระบบ เป็นผู้เปลี่ยนแปลงระบบ” ร่วมกับภาคีที่หลากหลาย มหกรรมพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบทำหน้าที่เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ของผู้มีจิตสาธารณะ ต้องการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย เป็นพื้นที่ให้ “ผู้ปฏิบัติที่มีหลักฐานความสำเร็จ” มาแสดงผลงาน เพื่อหมุนวงจรการเรียนรู้เพื่อพัฒนาระบบการศึกษาของประเทศ
“ผู้ปฏิบัติ” (actors) ในที่นี้ ไม่จำกัดเฉพาะครูและบุคลากรการศึกษาเท่านั้น ยังรวมพ่อแม่ผู้ปกครอง กรรมการสถานศึกษา ผู้นำชุมชน และผู้เห็นคุณค่าของการเรียนรู้ ที่สนใจเข้าร่วมขบวนการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพ และความเสมอภาค ของการเรียนรู้ให้แก่นักเรียน
ผู้จัดมหกรรมพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ ทำหน้าที่เอื้อโอกาสให้ agentic teacher และภาคีอื่นๆ มาเสนอผลงาน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อทำหน้าที่เอื้อให้ศิษย์พัฒนาตนเองได้ดียิ่งขึ้น
มองมุมหนึ่ง นี่คือพื้นที่ให้ “ครูเพื่อศิษย์” ตัวจริง ได้มีโอกาส “ปล่อยของ”
มองอีกมุมหนึ่ง นี่คือพื้นที่ให้ “ครูเพื่อศิษย์” เห็นแนวทางทำงานเป็นทีม และทำงานร่วมกับภาคี อย่างกว้างขวาง เพื่อบรรลุผลยกระดับคุณภาพพลเมืองในอนาคตของประเทศไทย
ในภาพรวม มหกรรมพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ จะช่วยหนุนการยกระดับไม่เฉพาะด้านการศึกษา แก่นักเรียนเท่านั้น แต่สามารถจัดให้เกิดผลต่อการยกระดับการเรียนรู้ของสังคมไทย ในหลากหลายภาคส่วน รวมทั้งในภาคส่วนการศึกษา ก็จัดสนับสนุนการเรียนรู้ไม่เฉพาะแก่นักเรียนเท่านั้น แต่จัดให้เป็นเวทีเรียนรู้ แก่ครู บุคลากรการศึกษา ผู้บริหารระบบการศึกษาในส่วนกลาง พ่อแม่ผู้ปกครอง และภาคีต่างๆ ของโรงเรียนด้วย
การเรียนรู้ของพ่อแม่ผู้ปกครองมีความสำคัญยิ่ง ต่อคุณภาพการศึกษาที่บุตรหลานของตนจะได้รับ เพราะในบางกรณี ความต้องการของพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือพฤติกรรมของพ่อแม่ผู้ปกครองเอง เป็นตัวปิดกั้นโอกาศพัฒนาเต็มศักยภาพของตัวเด็ก โดยที่พ่อแม่ผู้ปกครองทำด้วยความหวังดีต่อเด็ก แต่เกิดผลร้ายต่อเด็ก การเชิญผู้ปกครองที่มีประสบการณ์เลี้ยงลูกในรูปแบบที่เห็นผลว่า ทำให้ลูกมีพัฒนาการครบด้าน เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความแข็งแรง มาเล่าในวงแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้ปกครอง ทำเป็น VDO ออกเผยแพร่ในวงกว้าง เพื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์ผิดๆ ของผู้ปกครอง จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างกว้างขวาง
กล่าวให้เข้าใจง่าย มหกรรมพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ เป็นพื้นที่ให้ภาคีที่หลากหลายนำผลงานความสำเร็จเล็กๆ ที่ทรงคุณค่ายิ่งใหญ่ ต่อการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทย มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อหาภาคีความร่วมมือ ในการขยายผลให้เกิดผลกระทบที่กว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้น มหกรรมนี้ จึงเป็นเวทีให้นักปฏิบัติสู่การเปลี่ยนแปลงได้มาพบกัน แสวงหาความร่วมมือกัน และแสวงหาแรงสนับสนุน ให้ดำเนินการได้ต่อเนื่อง และเกิดผลกระทบที่ทรงพลังยิ่งขึ้น
กล่าวใหม่อีกทีว่า นี่คือเวทีสำหรับสนับสนุนนักปฏิบัติ ที่เป็นนักพัฒนานวัตกรรมในการปฏิบัติงานของตน ทั้งสนับสนุนให้ทำงานตามอุดมการณ์ของตนได้ต่อเนื่อง ได้มีเครือข่ายเพื่อร่วมอุดมการณ์ มีทรัพยากรสนับสนุน และมีกลไกวิชาการสนับสนุนฝ่ายปฏิบัติที่เป็นนวัตกร
กล่าวใหม่ ตติยัมปิ ว่าเวทีนี้ เป็นพื้นที่หมุนวงจรการเรียนรู้ ว่าด้วยการพัฒนาการศึกษา และการเรียนรู้ของสังคมไทย ทั้งในภาคปฏิบัติ และด้านทฤษฎี
ผมได้แนวความคิดนี้จาก HA Forum ของ สรพ. (สถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพสถานพยาบาล) ที่ใช้ HA Forum เป็นกลไกขับเคลื่อนคุณภาพสถานพยาบาลของประเทศไทยอย่างได้ผลดีเยี่ยม เป็นที่ทิศวงของวงการคุณภาพสถานพยาบาลนานาชาติ โดยวงการศึกษาต้องนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมต่อบริบทด้านการศึกษา ต้องออกแบบกระบวนการใน มหกรรมพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ เอง ไม่ใช่ลอกมาจาก HA Forum คือต้องคิดโจทย์ให้ชัด แล้วออกแบบพื้นที่ และกิจกรรมให้ตอบโจทย์
หน่วยงานเจ้าภาพ น่าจะเป็น กสศ. ร่วมกับหน่วยงานต้นสังกัดโรงเรียน ที่จะต้องมีคณะทำงานจัดมหกรรมที่มีความสามารถและความคล่องตัวสูง จัดในช่วงเวลาที่เหมาะให้ครูมาร่วมได้ โดยเปิดรับลงทะเบียนจ่ายเงินค่าลงทะเบียนเข้าร่วม คนที่ได้รับเชิญเป็นวิทยากรได้รับค่าเดินทาง ที่พัก และค่าตอบแทน รวมทั้งได้สิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมได้ตลอดงาน และได้รับประกาศนียบัตร
ตามประสบการณ์ของ สรพ. งานนี้เป็น profit center ไม่ใช่ cost center แต่ต้องจัดการเป็น ต้องจัดให้เป็นงานที่คุณภาพสูง คุ้มต่อการที่ผู้สนใจจะจ่ายเงินลงทะเบียนเข้าร่วมงาน และต้องประสานงานกับต้นสังกัดให้บุคลากรเบิกค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมงานได้
HA Forum แต่ละปี มีจำนวนผู้ลงทะเบียนเข้าร่วม ๖ - ๘ พันคน บางปีเพิ่มขึ้นถึงหมื่นคน ซึ่งทำให้จัดการยากมาก จึงต้องมีมาตรการจำกัดจำนวนผู้ลงทะเบียน แต่นี่คือสภาพปัจจุบันที่ สรพ. จัดมาแล้ว ๒๑ ครั้ง (๒๑ ปี) ช่วงปีแรกๆ เป็นช่วงสร้างผลงาน เพื่อพิสูจน์ว่าผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมจะได้ประโยชน์จริง
เคล็ดลับคือ พื้นที่ มหกรรมพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ ต้องเน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ความรู้ปฏิบัติ” (tacit knowledge) ที่ผมให้น้ำหนักร้อยละ ๘๐ อีกร้อยละ ๒๐ เป็นความรู้เชิงทฤษฎี (explicit/theoretical knowledge) เวทีนี้ จึงมีผู้ปฏิบัติ (ในที่นี้คือครู และบุคลากรการศึกษา) เป็นพระเอกนางเอก ผู้จัดมหกรรมทำหน้าที่อำนวยด้วยวิธีต่างๆ ให้ได้พระเอกนางเอกตัวจริง มีผลงานที่ทรงคุณค่าจริง มาแลกเปลี่ยน
เป็นเวทีที่เอื้อพื้นที่ ให้พระเอกนางเอกตัวจริงเสียงจริง ได้มาพบกัน และสร้างความร่วมมือเป็นภาคีเครือข่ายกัน เพื่อยกระดับผลงานของตน ให้สร้างคุณค่าต่อศิษย์ยิ่งๆ ขึ้นไป และส่งสัญญาณสู่การเปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนาเชิงระบบ แก่ระบบการศึกษาไทย
คณะผู้จัดมหกรรมจะต้องเรียนรู้ต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาวิธีการจัดมหกรรมให้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาได้ดียิ่งขึ้น จะเห็นว่า มหกรรมพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ เป็นเครื่องมือให้เกิดวงจรเรียนรู้หลายชั้น หลายระดับ อย่างต่อเนื่อง เป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยหนุนให้ระบบการศึกษาไทยเป็น “ระบบที่เรียนรู้” (learning systems)
วิจารณ์พานิช
๓๑ ม.ค. ๖๕