กสศ. จัดการประชุมปฏิบัติการ “การสอน Active Learning โดยใช้การคิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์” แก่ นศ. ในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น   ระหว่างวันที่ ๓ - ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ที่ มรภ. หมู่บ้านจอมบึง    โดยมีคุณ Paul Collard  และคุณ Di Fisher-Naylor  จาก CCE เป็นวิทยากร   นักศึกษาที่โชคดีได้เข้าร่วมคือ นักศึกษารุ่น ๑ ของ มรภ. หมู่บ้านจอมบึง  และของ มรภ. กาญจนบุรี จำนวน ๖๐ คน   โดยที่นักศึกษาเหล่านี้เมื่อจบปริญญาตรีจะไปทำงานเป็นครูประถมศึกษา และครูปฐมวัย ในโรงเรียนในภูมิลำเนาของตน   

ผมไปร่วมเรียนรู้ระหว่างวันที่ ๔ – ๖   และเกิดความคิดที่สะท้อนคิด และเขียนไว้ ในบันทึกนี้ระหว่างนั่งสังเกตการณ์กิจกรรม ในช่วงสายวันที่ ๖ กุมภาพันธ์    ว่าครูเหล่านี้พึงตระหนักในคุณค่าในวิชาชีพของตน    ว่าหากครูปฐมวัยทำหน้าที่อย่างถูกต้อง    จะมีคุณค่าต่อสังคมสูงในระดับ “ประมาณค่ามิได้”   และ กสศ. (และภาคี) ควรร่วมกันหนุน (empower) ให้ครูรัก(ษ์)ถิ่นเหล่านี้ ได้ทำหน้าที่ “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” (change agent) ให้แก่สังคมไทย   โดยตามบันทึกนี้ เน้นที่การเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับการศึกษาเด็กเล็ก         

เป็นคุณค่าในระดับ “ปฏิรูปสังคม”   คือทั้งปฏิรูปการศึกษา  และขยายสู่การปฏิรูปสังคม   

ในส่วนการศึกษา จะเป็น “การปฏิรูปการศึกษาปฐมวัย”    เน้นที่เป้าหมาย หรือคุณค่า ของการศึกษาปฐมวัย    ว่าเป็นการวางพื้นฐานพัฒนาสมรรถนะสำคัญ    โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมรรถนะด้านการสร้างรรค์ (creativity)  และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking)    ที่จะต้องเกิดการเรียนรู้ครบด้าน ทั้งด้านกายภาพ  พฤติกรรม  สังคม และอารมณ์    ไม่หลงให้เด็กเล็กเรียนรู้วิชา  จนขาดการฝึกฝนบ่มเพาะด้าน CCT (creativity & critical thinking)   

ในเชิงเทคนิค เด็กเล็กต้องได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมเรียนรู้เชิงรุก (active learning)     เน้นเพื่อพัฒนา CCT เป็นหลัก     นักศึกษา ๖๐ คน ที่ได้เข้ากิจกรรม ๔ วันนี้   จะมีความเข้าใจ “การเรียนรู้เชิงรุก” จากผัสสะสารพัดด้านของตนเอง    ที่ได้เข้าไปกระตุ้นความรู้สึกนึกคิด     จนตนเองเกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน (transformation) ที่ทั้งทีมวิทยากร  และผม เห็นชัดเจน            

ครูเด็กเล็ก มีความเสี่ยงในชีวิต (life risk)    ที่จะหลุดเข้าไปทำงานในสภาพสบายๆ  ง่ายๆ  ไม่ท้าทาย   ไม่มีเป้าหมายยิ่งใหญ่ในชีวิต   ทั้งๆ ที่โอกาสมีอยู่   จึงเป็นหน้าที่ของสถาบันผลิตครูรัก(ษ์)ถิ่นเหล่านี้  ร่วมกับ กสศ. และองค์กรภาคี    ในการติดอาวุธความเป็น “ครูผู้ก่อการ” (agentic teacher)    ไปสร้างการเปลี่ยนแปลง ทั้งในรูปแบบการจัดการเรียนรู้แก่ศิษย์ของตน   ที่สำคัญคือ พิสูจน์ให้พ่อแม่ คนในชุมชน และสังคมไทย เห็นประจักษ์ว่า แนวทางจัดการเรียนรู้แก่เด็กเล็กแนวทางใหม่   ให้ประโยชน์แก่ชีวิตระยะยาวของลูกหลานของเขาจริงๆ   

นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น และสถาบันของตน ต้องเริ่มออกแบบ  และเตรียมการ ดำเนินการวิจัยเพื่อสูจน์ผลกระทบต่อเด็กเล็ก ตั้งแต่บัดนี้   ว่าวิธีการจัดการเรียนรู้เด็กเล็กแบบเรียนรู้เชิงรุกที่ตนจะออกไปจัดให้แก่นักเรียน เริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๖๗    จะสร้าง impact ต่อ learning outcome ของเด็ก แตกต่างจากวิธีการเดิมๆ   ที่จะสื่อสารออกมาในปี ๒๕๖๘, ๒๕๖๙, ๒๕๗๐, และ ... เรื่อยไป    เป็นการวิจัยแบบ cohort ประเมิน “คุณลักษณะ” (habit of minds)  และผลลัพธ์ด้านการเรียนเชิงวิชาการ ของเด็กแต่ละกลุ่ม เทียบกับภาพใหญ่ของประเทศ   หรือของกลุ่มเปรียบเทียบ (control)       

พิสูจน์ให้เห็นชัด    และสื่อสารอย่างกว้างขวาง    ว่าแนวทางใหม่ ดีกว่าแบบเก่าที่หลงเน้นสอนหนังสือแก่เด็กเล็ก   เท่ากับครูรัก(ษ์)ถิ่น    ไม่ใช่แค่ทำงานก่อคุณค่าแก่ เด็กเล็กที่เป็นศิษย์ของตน เท่านั้น   แต่ยังก่อคุณค่าในด้านการเปลี่ยนความเชื่อของพ่อแม่ และคนไทย    ในเรื่องคุณค่าของการศึกษาเด็กเล็ก    ผ่านการทำหน้าที่ครูในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร    ในสภาพที่มีความมุ่งมั่น และความหวัง ว่าชีวิตการทำงานของตนจะมีคุณค่าสูงยิ่ง ทั้งต่อศิษย์  ต่อชุมชน  และต่อสังคมไทยในวงกว้าง    ในฐานะ “ครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง” (agentic teacher)   

กสศ. และองค์กรภาคี ควรส่งเสริมให้ ครูรัก(ษ์)ถิ่นเหล่านี้    ร่วมกันก่อตั้ง “ชมรม/เครือข่าย ครูรัก(ษ์)ถิ่นปฐมวัย”    เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมไทย    เป็นครูที่มุ่งเปลี่ยนสังคม  ไม่ใช่ปล่อยตัวให้ถูกสังคมเปลี่ยน     เข้ากรอบเดิมๆ ที่ขาดทุนหรือโอกาสหลุดลอยไป ทั้งของตนเอง  ของศิษย์  และของสังคมไทย    หากไม่มุ่งมั่นทำตัวเป็นผู้เปลี่ยนแปลงสังคม (change agent)        

กสศ. ต้องไม่หลงจัดตั้งเครือข่ายหรือชมรมนี้ให้    แต่ต้องมุ่งสร้าง ระบบนิเวศ ที่เอื้อให้เกิด “self-organised” movement ที่นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น สาขาปฐมวัย รวมตัวกัน ร่วมมือกับภาคีที่หลากหลาย   ในการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของสังคมไทย ว่าด้วยคุณค่าของการศึกษาปฐมวัย      

ย้ำว่า กสศ. (และภาคี) ต้องไม่หลงแสดงบท “ผู้ดำเนินการ” (organizer หรือ implementer)   แต่ต้องมุ่งแสดงบทบาท “ผู้เอื้ออำนาจ” empowerer แก่บัณฑิตครูรัก(ษ์)ถิ่น     ให้ได้มีโอกาสทำประโยชน์แก่นักเรียน ชุมชน สังคม และประเทศ ของตน     ผ่านการรวมตัวเป็นเครือข่าย หรือชมรม ที่ไม่เป็นทางการ    มีการทำงานระยะยาว โดยมีเป้าหมายสร้างคุณค่าในระดับ เปลี่ยนแปลงระบบ (systems transformation)   

เอื้ออำนาจให้บัณฑิตครูรัก(ษ์)ถิ่น ได้รวมตัวกัน ทำงานร่วมกับภาคี   แบบทำงานระยะยาว   เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา และเปลี่ยนแปลงสังคมไทย   ทั้ในด้านการมองคุณค่าของการศึกษาเด็กเล็ก การเปลี่ยนความคิดเรื่องบทบาทของพ่อแม่ผู้ปกครอง  บทบาทของชุมชน บทบาทของระบบการศึกษา และบทบาทของสังคม (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วงการสื่อสารมวลชน และ social media) ต่อการเรียนรู้ของเด็กเล็ก   เพื่อให้ปัจจัยรอบตัวเด็ก หรือระบบนิเวศของการเรียนรู้ของเด็กเล็กเหล่านั้น    ก่อผลกระทบด้านบวกต่อการพัฒนาเด็กเล็ก    และร่วมกันขยายบทบาทด้านบวก ลดบทบาทด้านลบ ของตนเอง   เพื่อผลระยะยาวด้านคุณภาพของพลเมืองไทยในอนาคต         

ผมเขียนบันทึกนี้ด้วยวิธีคิดแบบ “คิดฟุ้ง” (divergent thinking) ในกระบวนการคิดริเริ่มสร้างสรรค์     ไม่ใช่กระบวนการคิดสร้างสรรค์ในช่วง “คิดสรุป” (convergent thinking)   จึงต้องเตือนสติท่านผู้อ่านว่า    ข้อเขียนนี้มีโอกาสผิดมากกว่าถูก   

ท่านที่สนใจเรื่อง creativity และ critical thinking อย่างจริงจัง ผมขอแนะนำให้อ่านหนังสือ creativity critical thinking บันทึกจากการประชุม creativity and critical thinking   ที่จะนำท่านออกสู่โลกกว้างของขบวนการสร้างสังคมริเริ่มสร้างสรรค์   

วิจารณ์ พานิช

๗ ก.พ. ๖๕