คนเราเมื่อตายแล้วจะไปไหน ?

 

คนเราเมื่อตายแล้วจะไปไหน ?

ดร.ถวิล  อรัญเวศ

         คนเราตายแล้วจะะไปไหนนั้น ก่อนอื่น อยากจะชี้ให้เห็นก่อนว่า ยุคปัจจุบัน

เป็นปีแห่งคนสูงอายุหรือสังคมผู้สูงอายุ หรือสังคมผู้สูงวัย คือ สังคมที่มีสัดส่วนของประชากรที่มีอายุ 60 ปี 
ขึ้นไปเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่สัดส่วนของอัตราการเกิด และจำนวนประชากรในวัยทำงานลดน้อยลง.

        ไม่ว่าประเทศไหน ก็จะเจอสังคมผู้สูงอายุกำลังจะเพิ่มมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากประเทศเพื่อนบ้านเราก็เหมือนกัน เช่น สิงคโปร์ มีสัดส่วนของผู้สูงอายุใกล้เคียงกับไทย และเป็นสังคมผู้สูงอายุแล้ว เกาหลีใต้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แล้ว ญี่ปุ่นมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากที่สุดในโลก และเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสูงสุด

       ดังนั้น ไทยเรา ก็กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว เช่นกัน โดยมีประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปร้อยละ 10 หรือมากกว่า 7 ล้านคนแล้ว และมีการคาดการณ์ไว้ว่าในปี พ.ศ. 2564 นี้ สัดส่วนของจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นไปถึง

ร้อยละ 20-30 เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าประชากร ทุกๆ 100 คน เราจะพบจำนวนผู้สูงอายุ 30 คน ซึ่งน่าจะตามมาด้วยปัญหาสุขภาพและโรคเรื้อรังต่าง ๆ นานาด้วย

         ก็ต้องยอมรับความจริงว่า คนผู้สูงอายุหรือสูงวัยนั้น ถือว่าเป็นคนที่กำลังจะกลับบ้านเก่า หรือใกล้จะตายแล้วก็ว่าได้ เพียงแต่ละคนก็ประคองชีวิตตนเองเท่านั้นใครอายุเกิน 6.0 ปีแล้วรอดมาได้อีกหลายปี ก็ถือว่าเป็นบุญของคนนั้น ๆ ก็แล้วกัน

         อนึ่ง ในจักรวาลนี้ มีสิ่งลี้ลับที่นักวิทยาศาสตร์ หรือนักศาสนศาสตร์ ยังไม่สามารถค้นพบความจริง เพื่อให้ชาวโลกได้หายข้อข้องใจ และเกิดความกระจ่างได้

        ทั้งนี้ เพราะจักรวาลเป็นสิ่งที่มีความกว้างไกลมากที่สุด มากเสียจนไม่สามารถนิยามได้เลยว่ามันกว้างมากแค่ไหน

        อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ได้มีการกำหนดขนาดของจักรวาลเอาไว้โดยคำนวณเส้นผ่านศูนย์กลางคร่าว ๆ ไว้ว่าจะมีความยาวถึง 93,000 ล้านปีแสงเลยทีเดียว

         1 ปีแสงเท่ากับ 9.5 ล้านล้านกิโลเมตร ก็คิดเอาว่าจักรวาลจะมีขนาดใหญ่มากแค่ไหน เชื่อว่ามันคงกว้างมากกว่าเราจะจินตนาการไปถึงได้

          โลกเรานั้นหากไปเปรียบเทียบกับจักรวาลแล้ว เชื่อว่าเราคงมีขนาดเป็นเพียงแค่ฝุ่นควัน หรือ ฝุ่นละออกเล็กภายใต้จักรวาลอันเวิ้งว้างใหญ่ ความน่าสนใจประเด็นนี้อยู่ตรงที่หากเรามีขนาดเล็กเทียบเท่าฝุ่นในจักรวาล แล้วเราจะสามารถเดินทางไปสำรวจทั่วจักรวาลได้หรือไม่ หรือนอกจากมนุษย์โลกแล้ว ยังมีสิ่งมีชีวิตอื่นภายใต้จักรวาลอันไร้ที่สิ้นสุดนี้หรือเปล่า คือคนต่างโลกคนต่างดาวจะมีไหม

          เพราะฉะนั้น เมื่อโลกเราเป็นเพียงเสี้ยวเล็ก ๆ  ของจักรวาล นักวิทยาศาสตร์ ก็อยากรู้ว่า นอกจากคนจะมีอยู่บนโลกใบนี้ โลกอื่น ๆ ซี่งใหญ่กว่าโลกเรา ยังจะมีชีวิตอยู่บ้างไหม และถ้ามีคนต่างดาว เขาเหล่านั้น จะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ เช่นเดียวกับ ยาที่จะมารักษา แก้ไม่ให้คนเราแก่ เจ็บ ตาย นักวิทยาศาสตร์ก็ยังทำไม่ได้

 

ไอสไตล์ชอบพระพุทธศาสนา

           อัลเบิร์ต ไอสไตล์ กล่าวถึงพระพุทธศาสนาก่อนเสียชีวิตถึงแม้อัลเบิร์ต ไอสไตล์ ได้จากโลกนี้ไปโดยที่เขายังไม่สามารถค้นพบตำตอบตามที่เขากำลังต้องการก็ตาม แต่ไอสไตล์ได้ทิ้งคำพูดที่เป็นปริศนาที่สำคัญมากให้กับมนุษยชาติ ในช่วงวาระสุดท้ายแห่งชีวิตของเขา

          อัลเบิร์ตได้เริ่มสงสัยแล้วว่า พระพุทธศาสนาอาจจะเป็นศาสนาที่ให้คำตอบต่อคำถามที่เขากำลังพยายามค้นหา ในช่วง 1 ปีก่อนที่เขาจะเสียชีวิตนั้น มหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน ได้ตีพิมพ์งานเขียนชิ้นหนึ่งของเขาชื่อเรื่อง " The Human Side " ซึ่งนักฟิสิกส์ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลผู้นี้ ได้กล่าวทิ้งท้ายให้เป็นปริศนาแห่งโลกอนาคตว่า

 

           The religion of the future will be a cosmic religion. It should transcend personal God and avoid dogma and theology. Covering both the natural and the spiritual, it should be based on a religious sense arising from the experience of all things natural and spiritual as a meaningful unity. Buddhism answers this description. If there is any religion that could cope with modern scientific needs it would be Buddhism. (Albert Einstein)

           "ศาสนาในอนาคต จะต้องเป็นศาสนาสากล ศาสนานั้นควรอยู่เหนือพระเจ้าที่มีตัวตน และควรจะเว้นคำสอนแบบสิทธันต์ (คือเป็นแบบสำเร็จรูปที่ให้เชื่อตามเพียงอย่างเดียว) และแบบเทววิทยา (คือพึ่งเทวดาเป็นหลักใหญ่) ศาสนานั้นเมื่อครอบคลุมทั้งธรรมชาติและจิตใจ จึงควรมีรากฐานอยู่บนสามัญสำนึกทางศาสนาที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ต่อสิ่งทั้งปวง คือ ทั้งธรรมชาติและจิตใจอย่างเป็นหน่วยรวมที่มีความหมาย พระพุทธศาสนาตอบข้อกำหนดนี้ได้....ถ้าจะมีศาสนาใดที่รับมือได้กับความต้องการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ปัจจุบัน ศาสนานั้นก็ควรเป็นพระพุทธศาสนา"

         คำพูดของไอสไตล์นั้นมีความนัยที่สำคัญซ่อนอยู่และรอคอยการค้นพบ และทฤษฎีเอกภาพหรือทฤษฎีสรรพสิ่งที่ต้องการค้นหานั้น ที่จริงพระพุทธเจ้าได้ตอบให้เบ็ดเสร็จก่อนหน้านั้น 2564 ปีมาแล้ว

            ถ้าใครถามไอน์สไตน์ว่า เขานับถือศาสนาอะไร เขาจะตอบว่า เขาไม่นับถือศาสนา เขาเป็นคนประเภทไม่มีศาสนา แต่ถ้าถามต่อว่า แล้วเขาชมชอบศาสนาไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า เขาจะตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า “ศาสนาพุทธ”

           เขาสนใจพุทธศาสนามาก อาจกล่าวได้ว่า เข้าถึงพระพุทธศาสนามากกว่าคนที่นับถือพุทธจริง ๆ เสียอีก ครั้งหนึ่งที่มหาวิทยาลัยพรินซตันจัดบรรยายเกี่ยวกับพุทธศาสนา ไอน์สไตน์เข้าฟังด้วย เขาสร้างความประหลาดใจให้คนในห้องประชุมด้วยการการแสดงถึงความดื่มด่ำอย่างซาบซึงในขณะฟังบรรยาย และจะสังเกตได้ว่า บทความที่ไอน์สไตน์เขียนจะอ้างถึงศาสนาพุทธบ่อยมาก ( เขาใช้คำว่า ศาสนาแห่งจักรวาล หรือ COSMIC RELIGION ) มีสิ่งหนึ่งที่อ่านแล้วหวาดเสียวพอสมควร ถ้าไอน์สไตน์เขียนบทความนี้สักสองสามร้อยปีก่อนหน้านี้ เขาอาจถูกเผาทั้งเป็นไปแล้วก็ได้ เขาเขียนว่า ............................

          “ ....คริสตจักรถือว่าพระเจ้าคือผู้ทรงให้รางวัลและลงโทษ แท้จริงแล้วมนุษย์ตกอยู่ในวิถีที่น่าสังเวช หากเขาต้องถูกจำกัดตัดตอนโดยความกลัวการลงโทษและความหวังที่จะได้รับรางวัลหลังความตาย ด้วยเหตุนี้จึงเห็นได้ง่าย ๆ ว่า ทำไมคริสตจักรจึงได้ต่อสู้กับวิทยาศาสตร์และตามจองล้างจองผลาญผู้อุทิศตนทางวิทยาศาสตร์เสมอมา เส้นทางสู่ความเป็นศาสนาอย่างแท้จริงไม่ได้วางอยู่บนพื้นฐานการกลัวชีวิต กลัวความตาย หรือศรัทธาอย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่ด้วยความพากเพียรตามความรู้ที่มีเหตุผล ในอีกมุมมองหนึ่ง ข้าพเจ้าเห็นว่า ความรู้จากศาสนาแห่งจักรวาล ( พุทธศาสนา ) เป็นแรงจูงใจที่แข็งแกร่งและสง่างามที่สุดในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์”

         ที่กล่าวทั้งหมดนี้ ก็เพียงอยากจะชี้ให้เห็นว่า  สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ ได้

ศึกษามานั้น ศึกษาจากข้อมูล ข้อเท็จจริง ที่มองเห็นได้ หรือถ้ามองไม่เห็น

ก็ใช้กล้องจุลทรรศน์ แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถศึกษาข้อเท็จจริงได้ทั้งหมด

โดยเฉพาะด้านจิตใจ จิตวิญญาณ สิ่งที่มองไม่เห็น ศึกษาได้ก็เพียงลม กระแสไฟฟ้า

ที่สามารถตอบคำถามได้ แต่ถ้าศึกษาเรื่องจิตวิญญาณ นรก สวรรค์ โลกหน้า

ก็เพียงรับรู้ได้คือดวงดาวต่าง ๆ ศึกษาเฉพาะดาวอังคารที่มนุษย์เราพยายามไป

ศึกษาและอยากจะไปท่องเที่ยวหรือทัศนา ส่วนนอกนี้ ก็ยังไม่มีคำตอบ

 

คนเราเมื่อตายแล้วจะไปไหน ?

        คำถาม หรือข้อสงสัยนี้ ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบันเท่านั้น แต่เกิดมา

แล้วก่อนสมัยพุทธกาลเสียอีก

        คนในสมัยก่อนพุทธกาล คือก่อนที่พระพุทธเจ้า จะเกิด มีความเชื่ออยู่ 2

ฝ่าย  คือ ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าตายแล้วเกิด  คือจะต้องไปเกิดใหม่ และอีกฝ่ายเชื่อว่า

ตายแล้วสูญ เหมือนความคิดของบางคนบางพวกในปัจจุบันก็ว่าได้

       คนอินเดียวสมัยก่อนพุทธกาล แบ่งคนเป็น 5 วรรณะ หรือชนชั้น คือ

จากวรรณะสูงสุด ไปหาวรรณะต่ำสุด คือกษัตริย์  พราหมณ์  แพศย์  ศูทร์

และจัณฑาล

      จัณฑาล เป็นชนชั้นต่ำสุด  ถ้าจะเปรียบ น่าจะคล้าย ๆ  ทาส นี้นแหละ

ไม่ได้อยู่ในวรรณะ

       พระพุทธเจ้า เกิดในวรรณะกษัตริย์  แต่พระองค์ก็ยังไม่พอใจหลายอย่าง

และได้ออกบวชตอนอายุ 29 ปี ท่านแต่งงานก่อนบวช มีบุตรชาย 1 คน คือราหุล

ความจริง พระราชบิดา ไม่ประสงค์ให้ท่านออกบวชหรอก ท่านหนีออกบวชเอง

โดยให้นายฉันนะ นำม้ากัณฐกะ ออกไปตอนกลางคืน

            ท่านออกบวชเพื่อแสวงหาความจริงหรือสัจธรรมที่ชาวโลกในสมัยก่อน

พุทธกาลสงสัยแบบไม่รู้จบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทพเจ้า การฆ่าสัตว์เพื่อบูชายัญ

การเสพสุขกับเด็กหญิงบริสุทธิ์ คือสุขสูงสุด การถือชั้นวรรณะ การถือฤกษ์ ถือยาม

การบวงสรวงบูชาเทพเจ้า เป็นต้น

           ท่านออกบวชกว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ได้ศึกษาจาก

อาจารย์หลายสำนัก  ทั้งสำนักอาฬารดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบส รามบุตรและไปบำเพ็ญทุกกรกิริยา (ทรมานร่างกาย เช่น อดอาหาร ฯลฯ) โดยมีพระปัญจวัคคีย์ คอยดูแลอุปัฏฐาก

          แต่ทางเหล่านั้น ก็ไม่ใช่ ท่านจึงมาดำเนินตามทางสายกลาง “มัชฌิมาปฏิปทา” กล่าวคือ ไม่หย่อนเกินไปและไม่ก็ตึงจนเกินไปนั้นเอง

          ก่อนจะได้ตรัสรู้ ก็มีเหล่ามาร ได้มาทดสอบจิตใจท่านหลายด่าน เช่น

นางกิญจมานวิกา มาบอกว่าทำให้นางท้องก็มี

           แต่ถ้าพิจารณาอีกนัยหนึ่ง แหล่งบันดาลใจ หรือเหตุปรารภการออกบวช

มาจากผู้หญิง  และผู้ที่มาสนับสนุนให้บรรลุเส้นทางสัมมาสัมพุทธเจ้า คือผู้หญิง

เช่น นางสุชาดา ถวายข้าวมธุปายาสให้ท่านฉัน ก่อนจะตรัสรู้ แม้หญิงคณิกา

หรือหญิงงามเมือง หรือแพศยา ก็เคยถวายข้าวให้ท่านฉันเช่นกัน

          หลังจากออกผนวชได้ 6 ปี จนเมื่อพระชนมายุ 35 พรรษา เจ้าชาย

สิทธัตถะก็ทรงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ในตอนเช้ามืดของวันพุธ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีระกา ก่อนพุทธศักราช 45 ปี ปัจจุบันสถานที่ตรัสรู้แห่งนี้เรียกว่า พุทธคยา เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา แห่งรัฐพิหารของอินเดีย

          น่างวิสาขา เป็นสาวิกาของพระโคตมพุทธเจ้า ได้บรรลุโสดาบันตั้งแต่อายุได้ 7 ขวบ เป็นผู้สร้างวัดบุพพาราม เป็นผู้ริเริ่มถวายผ้าอาบน้ำฝน และได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าให้เป็นเอตทัคคะฝ่ายทายิกา และมีส่วนเสนอแนะการบัญญัติวินัยสงฆ์หลายข้อ

 

สิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ คืออะไร

             สิ่งที่ตรัสรู้ คือ อริยสัจสี่ ซึ่งเป็นความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ซึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปที่ต้นมหาโพธิ์ และทรงเจริญสมาธิภาวนาจนจิตเป็นสมาธิได้ฌานที่ 4 แล้วบำเพ็ญภาวนาต่อไปจนได้ฌาน 3 คือ ยามต้น : ทรงบรรลุ "ปุพเพนิวาสานุติญาณ " คือ ทรงระลึกชาติในอดีตทั้งของตนเองและผู้อื่นได้ (ชาติใหญ่ ๆ สุดท้ายของพระพุทธเจ้า คือ ทศชาติหรือ 10 ชาติ)

           หัวใจคำสอนพระพุทธศาสนา พระธรรมแม้จะมีมากถึง 84,000

พระธรรมขันธ์ก็จริง แต่ถ้าย่อแล้วเหลือเพียง 3 ข้อ คือ ละชั่ว ทำดี และทำใจให้

บริสุทธิ์ผ่องใส เท่านั้น

 

หลังตายแล้วคนเราจะไปไหน ?

             ท่านกล่าวไว้ว่า ร่างกายของคนเรา ไม่ว่าใครก็ตาม ย่อมประกอบด้วย 4 คนหาม คือ ธาตุ 4 ดิน น้ำ ไฟ ลม แต่ละคนต้องบริหารธาตุ 4 ให้ดีอายุจึงจะยืน 3 คนแห่  หมายถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นมนุษย์ ไม่มีใครไม่เจ็บ ไม่แก่ ไม่ตาย เรายังล่วงพ้นความแก่ ความเจ็บและความตายไปไม่ได้ โลภ โกรธ หลง ก็เหมือนๆ กัน เรายังไม่พ้นกิเลส 3 อย่างนี้ที่คอยเข้าครอบงำอยู่ 1 คนนั่งแคร่ คือจิต 2 คนพาไป ค้อ บุญ และบาป บุญพาไปสู่สุคติสวรรค์ บาปพาไปสู่ทุคติ หรือไปทางที่ชั่วหรือนรก

         ดังนั้น คำตอบที่ได้จากแนวทางพุทธศาสนา ตายแล้วไปไหน ? นี้นก็คือคำตอบที่ว่า “แล้วแต่เหตุปัจจัย”  เหตุดีก็จะพาไปดี คือถ้าทำกรรมดี ก็จะพาไปสวรรค์ แต่ถ้าทำกรรมชั่ว ก็จะพาไปนรก พระพุทธศาสนา สอนกฎแห่งกรรมเท่านั้น และเจตนาเท่านั้นที่จะก่อให้เกิดกรรมได้

         กรรมที่ทำด้วยเจตนาที่เป็นบุญ ก็เป็นกรรมดี กรรมที่ทำด้วยเจตนาที่เป็น

บาป ก็เป็นกรรมชั่ว เจตนาจึงเป็นตัวชี้วัดกรรมนั้นเอง ทำดีจะได้ดี ทำชั่วจะได้ชั่ว

อย่าไปคิดชั่วหรือเห็นกงจักรเป็นดอกบัวเลยว่า “ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดี

มีถมไป”

         อนึ่ง แหล่งไปท่านอุปมาไว้ว่า 

เสียใจ จะพาไปนรก ดีใจ จะพาไปสวรรค์

แต่ถ้าสุขใจ หรือเย็นใจ ก็จะไปนิพพาน นั้นเอง

 

สรุป

        คนเราเกิดมา จะไปไหนนั้น คนธรรมดา ก็ตอบยาก เช่น ไม่รู้ อาจจะตายแล้วเกิด หรือตายแล้วสูญ แต่ควรพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า คนเรา จะต้องประกอบไปด้วย 4 คน หาม คือ ธาตุ 4 ดิน น้ำ ไฟ ลม ต้องบริหารธาตุ 4 นี้ให้ดี อายุจึงจะยืน 3 คนแห่ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นมนุษย์ ไม่มีใครไม่เจ็บ ไม่แก่ ไม่ตาย เราจะล่วงพ้นความแก่ ความเจ็บและความตายไปไม่ได้  โลภ โกรธ หลง ก็เหมือนๆ กัน เรายังไม่พ้นกิเลส 3 อย่างนี้ที่คอยเข้าครอบงำอยู่ 1 คนนั่งแคร่ คือจิต  2 คนพาไป ค้อ บุญ และบาป บุญพาไปสู่สุคติสวรรค์ บาปพาไปสู่ทุคติ นรก ตายแล้วไปไหน ? คำตอบ คือ แล้วแต่เหตุปัจจัย  เหตุดีก็จะพาไปดี คือถ้าทำกรรมดี ก็จะพาไปสวรรค์ ถ้าทำกรรมชั่ว ก็จะพาไปนรก พระพุทธศาสนา สอนกฎแห่งกรรม และเจตนาเป็นตัวชี้วัดกรรมนั้น ๆ ทำดี เพราะเจตนาดี ทำชั่วเพราะเจตนาไม่ดี ใจคิดชั่ว สำหรับที่ไปนั้น อุปมาได้ว่า หากจิตกำลังขุ่นมัวเศร้าหมองอยู่ เสียใจอุปมาไว้ว่าจะไปนรก ดีใจ สบายใจ เบิกบานใจ ก็จะไปสวรรค์ แต่ถ้าสุขใจเย็นใจ ก็จะพา ไปนิพพานนั้นเอง ซี่งก็เป็นความเชื่อของแต่ละคน ห้ามกันได้ยากความเชื่อนั้น ท่านจึงสอนหลักความเชื่อไว้ในกาลามสูตร ขอให้เราได้ใคร่ครวญเอาก็แล้วกัน เพราะความเชื่อนั้น ห้ามใจกันไม่ได้ แล้วแต่ศรัทธา ท่านจึงได้ว่างหลักความเชื่อไว้ในกาลามสูตรดังกล่าว....

 

 

 

 

 

แหล่งข้อมูล

https://www.sanook.com/horoscope/23637/

https://web.ybatnet.org/th/blog/detail.php?id=33&page=

https://mgronline.com/daily/detail/9590000011755

https://thematter.co/entertainment/world-of-the-afterlife-in-movies/63281

https://readthecloud.co/after-death-in-christianity/

http://trachupit.ac.th/public/list/data/detail/id/268/menu/400

https://siamrath.co.th/n/137246

https://theactive.net/read/managing-death-and-dy