บันทึกชุด สมรรถนะอนาคต นี้ ตีความจากหนังสือ Future Skills : The Future of Learning and Higher Education (2020) เขียนโดย Ulf-Daniel Ehlers ศาสตราจารย์ด้าน Lifelong Learning and Educational Management แห่ง University of Augsburg เยอรมนี และ University of Maryland สหรัฐอเมริกา ผมเขียนบันทึกชุดนี้ เพื่อร่วมขบวนการขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะให้แก่สังคมไทย
ตอนที่ ๓ นี้ ตีความจากบท A3 Future Skills for the World of Tomorrow
เขาให้นิยามทักษะอนาคต (future skills) ว่าหมายถึง สมรรถนะที่ทำให้บุคคลแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ในบริบทของการดำเนินการในลักษณะของการผุดบังเกิด จากการจัดระบบหรือวิธีการขึ้นเอง (self-organized) และช่วยให้ผู้นั้นดำเนินการเกิดผลสำเร็จ ทักษะ (หรือสมรรถนะ) อนาคตนี้ มีฐานทรัพยากรภายในตัวบุคคลด้าน ความฉลาดรู้ แรงจูงใจ ความตั้งใจ ปัจจัยด้านสังคม เป็นสิ่งที่มีฐานเชื่อมโยงกับคุณค่าที่ยึดถือ และพัฒนาขึ้นได้ผ่านกระบวนการรเรียนรู้
ย้ำว่า สมรรถนะอนาคตเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้และพัฒนา ระบบการศึกษา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุดมศึกษา) ต้องเอาใจใส่สร้างกลไกหนุนการรเรียนรู้แก่เด็กและเยาวชนทุกคน และผมขอเพิ่มเติมว่า เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้และพัฒนาตลอดชีวิต
ภาพที่ ๑๑ ในหนังสือ อธิบายทักษะอนาคต จากมุมมองของสมรรถนะดังนี้
จะเห็นว่า ทักษะอนาคต เกิดจาก ความสามารถในการรลงมือปฏิบัติ ที่มีพลังหนุนสองสาย คือสายความสามารถในการลงมือปฏิบัติ กับสายความพร้อมใจที่จะปฏิบัติ สายหลังนี้มีที่มาจากบุคลิก ซึ่งประกอบด้วย ๓ ส่วน คือ (๑) คุณค่า เจตคติ (๒) ความมุ่งหมาย (motives) อารมณ์ (temperament) ฯลฯ และ (๓) กิจวัตรประจำ (habitus, routine) ทั้งสองสายมีจุดเริ่มต้นร่วมกัน คือความรู้ ที่บรรทัดล่างสุด การกระทำหรือปฏิบัติ มีแรงกระตุ้นจากบริบท (context) และความต้องการ (demand)
ต่อไปนี้เป็นคำอธิบายสมรรถนะอนาคต ๑๗ ตัว ที่จำแนกเป็น ๓ กลุ่ม
กลุ่มสมรรถนะเกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง
เป็นสมรรถนะกลุ่มที่ผู้ตอบแบบสอบถามจากมุมขององค์กรในอนาคต ในการวิจัย ระบุว่ามีความสำคัญต่อบุคคล ในวิถีการทำงานและการดำรงชีวิตในอนาคต
- ความสามารถด้านการเรียนรู้ (learning literacy) เป็นความสามารถและความพร้อมใจต่อการเรียนรู้ ในลักษณะที่กำกับตนเอง และตนเองริเริ่มเอง ตรงกับทักษะอภิปัญญา หรือการรู้คิด (metacognition) และการเรียนรู้แบบกำกับตนเอง (self-directed learning) มีกลยุทธในการเรียนรู้ ที่มีผู้เสนอไว้ ๔ กลยุทธคือ (๑) กลยุทธด้านความรู้ที่ต้องการเรียน รู้ว่าจะต้องเรียนรู้อะไร (๒) กลยุทธด้านวางแผนการเรียนรู้ (๓) กลยุทธด้านสร้างแรงจูงใจต่อการเรียนรู้ให้แก่ตนเอง (๔) กลยุทธด้านการใช้เครื่องมือ หรือทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้ รวมทั้งการเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น
- คุณสมบัติส่วนตน (self-efficacy) หมายถึงความเชื่อมั่นตนเอง ว่าจะจะสามารถทำกิจการที่ยาก ตามที่ได้ตัดสินใจ ประสบผลสำเร็จได้ด้วยตนเอง ตรงกับสมรรถนะ ความมั่นใจตนเอง (self-confidence) เป็นสมรรถนะที่ช่วยให้กล้าลงมือกระทำหรือปฏิบัติในสถานการณ์ที่ผุดบังเกิด ไม่คุ้นเคยมาก่อน โดยมั่นใจว่าจะทำได้สำเร็จ ตามที่ต้องการ ภายใต้ความสามารถของตนเอง รับผิดชอบเอง ในทางจิตวิทยาเรียกคุณลักษณะนี้ว่า ความนับถือตนเอง(self-esteem) สมเด็จพระพุฒาจารย์ (ประยุทธ ปยุตฺโต) เรียกคุณสมบัตินี้ว่า “สู้สิ่งยาก” ผมขอเพิ่มเติมว่า ในทางการศึกษา เน้นให้มีเป้าหมายสูง (high expectation) และมานะพยายามฝึกให้สำเร็จ โดยมีความเชื่อว่าจะได้รับการสนับสนุนอย่างดี (high support)
- ความมุ่งมั่นส่วนตน (self-determination) หมายถึงสมรรถนะในการดำเนินการ ฟันฝ่าความยากลำบาก ที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างโครงสร้างภายนอก กับการจัดระบบด้วยตนเอง (self-organization) และสามารถจัดให้เกิดการพัฒนาตนเอง และมีอิสระในการจัดระบบด้วยตนเอง อาจใช้อีกคำหนึ่งว่า เป็นตัวของตัวเอง (autonomy) เน้นที่ความมุ่งมั่นในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง เพื่อวางฐานเพื่อการตัดสินใจ และการลงมือกระทำ ในสถานการณ์ผุดบังเกิดในอนาคต
- สมรรถนะต่อตนเอง (self-competence) หมายถึงความสามารถพัฒนาสมรรถนะส่วนตัว และส่วนงาน อย่างอิสระจากอิทธิพลภายนอก หมายรวมถึงการสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง การมีเป้าหมาย มีแผนปฏิบัติ มีการจัดการเวลา มีการจัดระบบ และมีวงจรเรียนรู้ผ่านการป้อนกลับ (feedback) รวมทั้งมีการจัดการเรื่องวุ่นๆ รบกวนสมาธิต่อการเรียนรู้และพัฒนา (cognitive load) คำที่คล้ายคลึงคือ การจัดการตนเอง (self-regulation), สมรรถนะในการจัดระบบของตนเอง (self-organization competence), การกำกับตนเอง (self-regulation), การจัดการเรื่องกวนใจ (cognitive load management), ความรับผิดชอบตนเอง (self-responsibility) สมรรถนะนี้รวมถึงความสามารถในการรับมือความเครียด หรือความไม่ลงตัว ระหว่างขีดความสามารถของตนเอง กับความต้องการเชิงวิชาชีพ หรือความต้องการของหน่วยงาน
- สมรรถนะสะท้อนคิด (reflective competence) หมายถึง ความพร้อมใจ และความสามารถในการสะท้อนคิด โดยการตั้งคำถามต่อตนเอง และต่อผู้อื่น เพื่อการสร้างสรรค์ต่อเนื่อง รวมทั้งเพื่อทำความเข้าใจระบบคุณค่า กระบวนทัศน์ และพฤติกรรม ที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจและพฤติกรรม คำที่คล้ายคลึงคือ คิดวิเคราะห์ (critical thinking), สมรรถนะสะท้อนคิดตนเอง (self-reflection competence) เป็นสมรรถนะแห่งการยั้งคิด คิดใคร่ครวญอย่างรอบคอบ ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยในอนาคต ทั้งตั้งคำถามต่อตนเอง และต่อ “ความจริง” ที่ยึดถือกันอยู่ ผมมองว่า เป็นสมรรถนะที่นำไปสู่ “การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง” (transformative learning) ผ่าน “การใคร่ครวญสะท้อนคิดอย่างจริงจัง” (critical reflection)
- สมรรถนะตัดสินใจ (decision competence) หมายถึงสมรรถนะในการตรวจสอบเปรียนเทียบทางเลือกต่างๆ นำไปสู่การตัดสินใจ และรับผิดชอบต่อการตัดสินใจนั้น คำใกล้เคียงคือ รับผิดชอบ (responsibility-taking) อธิบายได้ว่า ในโลกปัจจุบันและอนาคต ต้องกระจายอำนาจการตัดสินใจ ทุกคนจึงต้องมีสมรรถนะนี้ ซึ่งจะช่วยให้องค์กรต่างๆ ลดการจัดระบบเป็นลำดับชั้นแนวดิ่ง เปลี่ยนไปจัดระบบแนวราบและกระจายอำนาจการตัดสินใจ
ขอย้ำว่า สมรรถนะตัดสินใจ กับความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ เป็นคนละสมรรถนะ โดยที่ความรับผิดชอบแสดงออกผ่านทางการสื่อสารเหตุผลของการตัดสินใจนั้น และแสดงให้เห็นว่า การตัดสินใจนั้นอยู่บนฐานของการมีเป้าหมายชัดเจน มีกิจกรรมที่ทรงความหมายตามมา ซึ่งหมายความว่า การดำเนินการตามการตัดสินใจ เป็นพฤติกรรมที่เหมาะสม
7. สมรรถนะริเริ่มและดำเนินการจนสำเร็จ (initiative & performance competence) เป็นสมรรถนะในการจูงใจตนเองให้ดำเนินการเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนประสบผลสำเร็จ มิติสำคัญคือการมีเป้าหมายที่ชัดเจนแน่นอน และมีวิริยะ (persistance) คำที่คล้ายกันคือ แรงจูงใจจากภายใน แรงจูงใจตนเอง แรงจูงในใฝ่สัมฤทธิ์ สมรรถนะในการลงมือปฏิบัติ
ในกระบวนการดำเนินการนั้น ต้องมีวงจรเรียนรู้และปรับวิธีดำเนินการ (single-loop learning) หรือปรับสมมติฐาน (double-loop learning) แต่เป้าหมายเชิงคุณค่าต้องไม่เปลี่ยนแปลง
8.สมรรถนะใช้ประโยชน์ความไม่ชัดเจน (ambiguity competence) เป็นความสามารถมองเห็น เข้าใจ และจัดการความไม่ชัดเจน ความกำกวม ความแตกต่างหลากหลาย และความไม่แน่นอน ในเรื่องนั้นๆ นำไปสู่การลงมือปฏิบัติในต่างบทบาท เพราะว่า สถานการณ์ผุดบังเกิด มักเริ่มจากความกำกวมไม่ชัดเจน มีข้อมูลหรือสารสนเทศที่แตกต่างขัดแย้งกัน ตอนแรกผมคิดว่า สมรรถนะนี้เป็นเรื่องของความอดทดต่อสภาพกำกวมไม่ชัดเจน แต่เมื่อใคร่ครวญและอ่านให้ละเอียด ผมคิดว่า ควรเน้นสมรรถนะในการใช้ประโยชน์จากความกำกวมไม่แน่นอน เพื่อเป็นลู่ทางสู่ความสร้างสรรค์มากกว่า รายละเอียดอยู่ในบันทึกที่จะลงในวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๕ (๑)
9.สมรรถนะด้านจริยธรรม (ethical competence) เป็นสมรรถนะในการตัดสินว่าสถานการณ์หรือประเด็นนั้นๆ มีความถูกต้องเชิงจริยธรรมหรือไม่ เพียงไร โดยที่บุคคลผู้นั้นต้องพัฒนามาตรฐานจริยธรรมประจำใจมาก่อน และมีความชัดเจนในระดับนำมาใช้ในสถานการณ์จริงได้ ความซับซ้อนหรือท้าทาย อยู่ที่เรากำลังเอามาตรฐานจริยธรรมที่สั่งสมมาจากอดีต ไปใช้กับสถานการณ์ในอนาคต ทำให้ผมคิดว่าสมรรถนะนี้ก็เช่นเดียวกับสมรรถนะอื่นๆ ที่บุคคลต้องเรียนรู้และเข้าใจลึกในระดับหลักการหรืออุดมการณ์ของเรื่องนั้นๆ ในกรณีของจริยธรรมน่าจะต้องลึกในระดับรู้หลักการ หรือ “รู้คิด” (meta-ethics) และรู้เชื่อมโยงในลักษณะที่เอามาใช้ในสถานการณ์อนาคตที่ผุดบังเกิดได้ ซึ่งหมายความว่า มิติด้านคุณธรรมจริยธรรม มีน้ำหนักต่อการตัดสินใจเลือกแนวทางดำเนินการในสถานการณ์นั้น
กลุ่มสมรรถนะต่อผู้อื่นและต่อสิ่งของภายนอก
เป็นสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับการทำงานและใช้ชีวิต ในสภาพที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็ว ไม่ชัดเจน และไม่แน่นอน ที่เป็นสภาพในอนาคต ช่วยให้บุคคลมีเจตคติเปิดรับ และดำเนินการแนวนวัตกรรม คือแตกต่างไปจากความเคยชินเดิมๆ นำสู่พฤติกรรมเชิงสร้างสรรค์ ไวต่อการปรับตัว โดยเข้าใจเรื่องต่างๆ ในเชิงระบบ (systems understanding) และพร้อมที่จะลงมือปฏิบัติในสถานการณ์ผุดบังเกิด คือไม่เคยเผชิญมาก่อน
ต้องไม่ลืมว่า สมรรถนะอนาคตเองเป็นสิ่งที่มีความกำกวมไม่ชัดเจน และมีความซับซ้อนสูงมาก การแบ่งสมรรถนะอนาคตออกเป็น ๑๗ ตัว ย่อมมีส่วนซ้อนทับและเชื่อมโยงกันอยู่มาก รวมทั้งการแบ่งออกเป็น ๓ มิติก็เช่นเดียวกัน บางสมรรถนะอนาคตอาจจำแนกเข้าอยู่ในหลายมิติ ก็ได้
10. สมรรถนะด้านการคิดเชิงออกแบบ (design-thinking competence) เป็นสมรรถนะในการใช้วิธีการจำเพาะ คือ design thinking process ในการดำเนินการกระบวนการสร้างสรรค์อย่างไร้ขอบเขตจำกัดในเรื่องหนึ่งๆ รวมทั้งสามารถดึงเอาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมทำความเข้าใจปัญหา และตรวจสอบแนวทางแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์
สมรรถนะนี้เกี่ยวข้องกับ ความยืดหยุ่นและเปิดกว้าง ความคล่องตัว ความสามารถเปลี่ยนมุมมอง และการทำงานข้ามสาขาวิชาการ เป็นสมรรถนะสำคัญยิ่งต่อการสร้างการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหารองค์กรในอนาคต
11. สมรรถนะด้านนวัตกรรม (innovation competence) เป็นท่าทีส่งเสริมให้นวัตกรรมเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมาย ประเด็น และกระบวนการทำงานขององค์กร และมีความสามารถสร้างระบบนิเวศเชิงนวัตกรรม ขึ้นในองค์กร รวมทั้งมีความสามารถส่งเสริมกระบวนการพัฒนานวัตกรรม
สมรรถนะนี้เกี่ยวข้องกับ ความสร้างสรรค์ (creativity), การคิดเชิงนวัตกรรม (innovative thinking), และความพร้อมที่จะลอง (willingness to experiment), กระบวนทัศน์ทดลอง (experimental mindset), ล้มเหลวไปข้างหน้า (fail forward), อดทนต่อความล้มเหลว (error tolerance), รวมทั้งขีดความสามรถในการแปลงนวัตกรรมสู่การสร้างมูลค่าและคุณค่า (value creation) อย่างต่อเนื่องและปรับตัว สู่การเป็นองค์กรที่มีวัฒนธรรมนวัตกรรม (innovation culture)
12. สมรรถนะเชิงระบบ (systems competence) เป็นความสามารถเห็นและเข้าใจ ความซับซ้อนของจิตใจของบุคคล เชื่อมโยงกับระบบด้านสังคมและด้านเทคนิคในองค์กร รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเหล่านั้น และมีความสามารถออกแบบ วางแผน และดำเนินการ การริเริ่มใหม่ (initiatives) ในระบบ
สมรรถนะนี้เกี่ยวข้องกับ การคิดกระบวนระบบ (systems-thinking), ความเข้าใจโครงสร้างความรู้ (knowledge about knowledge structures), สมรรถนะชี้นำภายในโครงสร้างความรู้ (navigation competence within knowledge structures), การคิดเชิงเครือข่าย (networked thinking), สมรรถนะเชิงวิเคราะห์ (analytical competence), การสร้างการสนธิพลัง (synergy creation), สมรรถนะด้านการประยุกต์ (application competence), การแก้ปัญหา (problem-solving), การปรับตัว (adaptability)
สมรรถนะเชิงระบบนี้ รวมความเข้าใจขอบเขตของระบบ (systems boundaries) และอนุระบบ (subsystems) รวมทั้งเข้าใจว่าในยุคปัจจุบันและอนาคตไม่มีระบบใดที่ดำรงอยู่โดดๆ ไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับระบบอื่นๆ หรือได้รับอิทธิพลจากระบบอื่นๆ ความสัมพันธ์เหล่านี้มีความซับซ้อน ไม่ชัดเจน ไม่แน่นอน และทำให้มีโอกาสที่จะมีสิ่งผุดบังเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ผู้มีสมรรถนะนี้สูง จะสามารถใช้ประโยชน์จากสภาพดังกล่าวได้
13. สมรรถนะด้าน ดิจิทัล (digital competence) เป็นความสามารถและนิสัยในการใช้สื่อดิจิทัล รวมทั้งการพัฒนาให้เกิดผลและมีนวัตกรรมยิ่งขึ้น และความสามารถใคร่ครวญสะท้อนคิดอย่างจริงจังต่อผลกระทบ และศักยภาพ ของสื่อดิจิทัล ทั้งทางบวกและทางลบ ต่อตนเอง ผู้อื่น องค์กร และสังคม ผมมองว่าเป็นเรื่องของทักษะในการใช้ ดัดแปลง และรู้เท่าทัน สื่อดิจิทัล และเทคโนโลยีดิจิทัล
คำพ้องของสมรรถนะนี้คือ รู้เท่าทันสื่อ (media literacy), รู้เท่าทันสารสนเทศ (information literacy)
เรื่องพลังของเทคโนโลยีดิจิทัลนี้ เป็นส่งที่เหนือความคาดหมาย ทั้งในด้านการช่วยอำนวยความสะดวก การใช้เพื่อสร้างสถานการณ์ หรือสร้างโอกาสแก่ตนเอง และแสวงประโยชน์จากผู้อื่น การใช้ช่วยการเรียนรู้ การคิดใคร่ครวญ ใช่ช่วยการออกแบบสร้างสรรค์ ฯลฯ
ความรู้ด้านดิจิทัล (digital literacy) ประกอบด้วย ๖ องค์ประกอบคือ (๑) ความรู้เกี่ยวกับสื่อดิจิทัล และโซเชี่ยลมีเดีย และการทำงานของมัน (๒) ทักษะประยุกต์ใช้ (๓) ทักษะการสื่อสารและความร่วมมือผ่านสื่อดิจิทัล (๔) ความระมัดระวังในการใช้ของตนเอง (๕) เข้าใจผลกระทบต่อชีวิตของตนเอง และต่อสังคม (๖) พลังสังคมที่เกิดจากสื่อดิจิทัล
กลุ่มสมรรถนะต่อระบบที่มนุษย์สร้างขึ้น
ผลจากการวิจัยของทีมงานผู้เขียนหนังสือ Future Skills : The Future of Learning and Higher Education บอกว่าในอนาคต ระบบต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นจะไม่เหมือนเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเปลี่ยนจากระบบที่มีการควบคุมแนวดิ่งลงมาเป็นชั้นๆ (hierarchical) กลายเป็นระบบที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย (network) ดังนั้นส่วนหนึ่งของทักษะอนาคตจึงเป็นสมรรถนะต่อระบบที่มนุษย์สร้างขึ้น ที่ไม่รู้ว่าจะมีสภาพอย่างไร
14. สร้างความหมาย (sense-making) เป็นจิตใจที่พร้อม และมีความสามารถ สร้างความหมายและความเข้าใจต่อโครงสร้างองค์กรแบบใหม่ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งในบริบทงาน และในบริบทการดำรงชีวิต
คำพ้องของสมรรถนะนี้คือ meaning creation, การให้คุณค่า (value orientation)
ในอนาคตระบบคุณค่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สมรรถนะนี้จะช่วยให้บุคคลสามารถวางท่าทีตำแหน่งแห่งที่ด้านความหมายหรือคุณค่าของตนเองไว้ได้ ในท่ามกลางกระแสเชี่ยวกรากของการเปลี่ยนแปลง
สมรรถนะด้านสร้างความหมายนี้ มีมิติทั้งด้านขาเข้าและขาออก ในมิติขาเข้า บุคคลมีความสามารถในการรับรู้โครงสร้าง และคุณค่า ที่เปลี่ยนแปลงไปในองค์กรหรือในสังคม ในมิติขาออก บุคคลมีทักษะในการนำเอาประสบการณ์และการรับรู้ของตนเอง มาสังเคราะห์เป็นความหมายหรือคุณค่า
- สมรรถนะอนาคตและการออกแบบ (future & design competence) เป็นสมรรถนะในการอยู่กับปัจจุบัน โดยเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง และการคิดไปข้างหน้า
คำพ้องของสมรรถนะนี้คือ ความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง (willingness to change), ความสามารถพัฒนาต่อเนื่อง (ability to continuously improve), กระบวนทัศน์อนาคต (future mindset), กล้าเผชิญสิ่งที่ไม่คุ้นเคย (courage for the unknown), พร้อมพัฒนา (readiness for development), ความสามารถเปลี่ยนแปลงตนเอง (ability to challenge oneself)
สมรรถนะนี้จะช่วยให้บุคคลไม่เพียงเป็นผู้ตอบรับการเปลี่ยนแปลง แต่จะเป็นผู้มีส่วนสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วย คือไม่เพียงเป็นผู้ถูกกระทำจากการเปลี่ยนแปลง แต่จะช่วยให้แสดงบทบาทของผู้กระทำ (agency) ด้วย ดังรายละเอียดในบันทึกที่จะลงในวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๕ (๑)
15. สมรรถนะร่วมมือ (cooperation competence) เป็นความสามารถทำงานร่วมกันเป็นทีม ซึ่งอาจเป็นทีมข้ามวัฒนธรรม หรือข้ามองค์กร โดยอาจเป็นการทำงานร่วมกันแบบมีปฏิสัมพันธ์ตัวต่อตัว หรือปฏิสัมพันธ์ผ่านสื่อ ก็ได้ ที่เกิดการเปลี่ยนความแตกต่างที่มีอยู่ให้กลายเป็นข้อเห็นพ้อง ทักษะสำคัญเพื่อการนี้คือ ความฉลาดทางสังคม (social intelligence), สมรรถนะข้ามวัฒนธรรม (intercultural competence), ความสามารถทำงานเป็นทีม (team-working ability), ผู้นำทำหน้าที่โค้ช (leader as a coach), และ ทักษะให้คำปรึกษา (consulting expertise)
หัวใจสำคัญของสมรรถนะนี้คือ การทำให้ความแตกต่าง (difference) นำไปสู่ความเห็นพ้อง (commonality) ในลักษณะที่ไม่ใช่การยอมรับวัฒนธรรมแบบใดแบบหนึ่ง แต่มีการร่วมกันสร้างวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมาใช้งาน ความร่วมมือข้ามวัฒนธรรม เป็นกุศโลบายเพื่อการสร้างสิ่งใหม่ หรือการผุดบังเกิด (emergence) นี่คือมุมมองเชิงทักษะ (สมรรถนะ) อนาคต
16. สมรรถนะสื่อสาร (communication competence) เป็นสมรรถนะการสื่อสารที่สนองความต้องการในบริบทหรือกรณีนั้นๆ และแสดงความเข้าใจเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (empathy) มีทักษะการสะท้อนคิดกับตนเอง และทักษะเข้าใจเห็นใจผู้อื่น เป็นพื้นฐาน
จะเห็นว่า ทักษะอนาคตด้านการสื่อสารไปไกลกว่าเรื่องภาษา การนำเสนอ ทักษะสานเสวนา ความพร้อมต่อฉันทามติ และการเปิดกว้างรับคำติชม ไปสู่การสื่อสารอย่างมีกลยุทธ มีเป้าหมาย และรู้จักใช้มิติด้านอารมณ์ความรู้สึก เพื่อนำสู่การค้นพบสิ่งใหม่ หลักการ หรือวิธีการใหม่
ได้กล่าวในตอนที่ ๒ แล้วว่า เขาจัดสมรรถนะอนาคตเป็นเสมือนเส้นเชือก ๓ เส้นฟั่นเข้าด้วยกัน ที่เรียกว่า triple helix โดยที่สมรรถนะเหล่านี้มีความเชื่อมโยงส่งผลถึงกัน ส่งผลเกื้อกูล (หรือขัดขวาง) ซึ่งกันและกัน อย่างซับซ้อน ในลักษณะที่เกิดคุณสมบัติหรือสมรรถนะที่ผุดบังเกิด (emergent competency) เพื่อการใช้งาน ในบริบทจำเพาะในอนาคตที่เราไม่เคยเผชิญมาก่อน
วิจารณ์ พานิช
๒๗ ก.พ. ๖๕