รีวิว The Adam Project: ย้อนเวลาหาอดัม (2022 netflix)


รีวิว The Adam Project: ย้อนเวลาหาอดัม (2022 netflix) หลังจากประสบอุบัติเหตุยานบินตกในปี 2022 อดัม รีด ผู้ที่เดินทางข้ามเวลามาจากอนาคต ก็ต้องมาร่วมมือกับตนเองในวัยเด็ก เพื่อหาทางป้องกันภัยพิบัติอันยิ่งใหญ่และกอบกู้อนาคตให้ได้

ดูคลิปรีวิวที่นี่

The Adam Project: ย้อนเวลาหาอดัม เล่าเรื่องราวในโลกอนาคตอันใกล้ อดัม รีดได้ขโมยยานบินข้ามเวลาเพื่อมาช่วยแฟนของเขาที่เดินเทางข้ามเวลามาในปี 2018 ก่อนหน้านี้แล้วหายสาบสูญไป แต่ในขณะขับยานบินหลบหนี อดัมถูกพวกซอเรียนขับยานบินขับไล่ไล่ยิงจนได้รับบาดเจ็บ และยานบินก็เสียหาย จนเมื่อเปิดประตูข้ามมิติ อดัมก็กระโจนข้ามเวลาไป แต่กลายเป็นว่าเขากันไปอยู่ในมิติเวลาของปี 2022 เกินปีที่เขาตั้งไว้ถึง 4 ปี

จากนั้นหนังก็ตัดไปที่ อดัม รีดตอนเป็นเด็กในปี 2022 สมัยที่เขายังตัวเล็ก ถูกเพื่อนแกล้งและถูก ทำร้ายสม่ำเสมอ เป็นไอ้ขี้แพ้ ลูสเซอร์ (Looser) อย่างแท้จริง เป็นช่วงที่เขาต้องเผชิญกับความสูญเสียอันใหญ่หลวงคือ พ่อของเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เขาคิดถึงพ่อทุกวัน และเขาก็มีปัญหากับแม่เลี้ยงเดี่ยวของเขาเอง

ในปีนี้ อดัม รีดตอนโตต้องขอร้องไห้อดัม รีดตอนเด็กช่วยเหลือ เพราะยานบินคุ้นเคยกับ DNA ของเขา แต่เมื่อได้รับบาดเจ็บ DNA จุงไม่สมบูรณ์ ยานบินไม่สามารถรับคำสั่งจากเขาได้ จึงจำเป็นจะต้องให้เขาตอนเด็กเข้าระหัส DNA เพื่อพาเข้ายานและซ่อมยาน

แต่นั่นยังไม่พอ เพราะว่าพ่อของอดัมเองนั้นเป็นผู้คิดค้นอัลกอริทึมทางคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเดินทางข้ามเวลา ถ้าจะหยุดองค์กรซอเรียนผู้ที่ควบคุมมิติเวลาทั้งหมดในโลกอนาคต ก็จะต้องให้พ่อของเขาเป็นผู้แก้ไข
และก็เป็นหนทางเดียวที่จะไปพบแฟนของเขาได้ด้วย ดังนั้นอดัมทั้งสองช่วงเวลาจึงต้องร่วมมือกันทำลายเครื่องเดินทางข้ามเวลาที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นในปี 2022 ซึ่งเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ภารกิจของอดัม รีดจะสำเร็จหรือไม่ เชิญติดตามรับชมต่อได้ทาง netflix ครับ

The Adam Project: ย้อนเวลาหาอดัม เป็นภาพยนตร์ sci-fi แนวตลก ผจญภัย แอคชั่นและครอบครัว จาก netflix ได้พระเอกเบอร์ใหญ่อย่าง ไรอัน เรย์โนลส์ มารับบทอดัม รีดตอนโต ประกบกับ วอล์กเกอร์ สโคเบลล์ ที่รับบทอดัม รีดตอนเด็กแค่วัย 12 ขวบ พร้อมทั้งดาราสมทบเบอร์บิ๊กอย่าง มาร์ค รัฟฟาโล มารับบทเป็น หลุย รีด พ่อนักฟิสิกส์สุดเนิร์ด เจนนิเฟอร์ การ์เนอร์ รับบทเอลลีย์ รีด แม่ของอดัม และ โซอี ซัลดานา มารับบท ลอรา แฟนสาวของอดัม เอาเป็นว่าแค่ชื่อของดาราเพียงแค่นี้ ก็สามารถเรียกหนังเรื่อง Adam project เป็นโปรแกรมเพชรของ netflix ได้แล้ว แค่นี้ก็ทำให้เรากดเข้าไปดูหนังโดยที่ไม่จำเป็นต้องดูตัวอย่างหนังแล้วด้วยซ้ำ

นี่ยังไม่นับรวม ชอว์น เลวี ผู้กำกับชาวแคนาดามากฝีมือ ที่ฝากผลงานภาพยนตร์ดีเช่น Just Married, The Pink Panther, Night at the Museum, Date Night, The Internship, Real Steel, Free Guy ซึ่งหากเรามองจากผลงานที่ผ่านมานั้นส่วนใหญ่จะเป็นหนังแนวโรแมนติกคอมเมดี้ ครอบครัว และที่ดูเหมือนว่าจะเป็นเอกลักษณ์ที่สุดก็คือหนังที่เขาทำมักจะเป็นแนวที่เน้นความเป็นคู่หู ไม่ว่าจะเป็นคู่หู เพศเดียวกัน คู่หูต่างเพศคู่หูต่างวัย ดังนั้น The Adam Project ซึ่งเป็นทั้งหนังแนวคอมเมดี้ ครอบครัวและหนังคู่หู ผมเชื่อว่าแกเอาอยู่และหนังจะออกมาสนุกอย่างแน่นอน ซึ่งเมื่อดูแล้วก็ไม่ผิดหวังจริง ๆ ซะด้วย

ความประทับใจแรกที่ผมดูก็คือ เป็นหนังไซไฟอวกาศ และเป็นหนังวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ที่เล่าเรื่องของการย้อนเวลา และดูไปดูมาเหมือนว่าเขาได้ล้อเลียน ทฤษฎีการข้ามเวลาของ Black to the future หรือ Avenger: End Game ไปด้วย เช่นการห้ามไปพบปะพูดคุบพูดคุยกับตัวเองในอดีต การเข้าไปแตะต้องอดีตทำให้เกิดความผันผวนในอนาคต หนังแสดงให้เห็นเช่น เมื่อมีตัวละครตัวไหนพูดถึงทฤษฎีการข้ามเวลาเหล่านี้ ก็จะมีตัวละครยังตัดบทไปทันที และหนังทำให้เห็นว่า การย้อนเวลาไปแก้ไขอดีตนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่าจะมายึดติดกับทฤษฎีอะไรเหล่านี้ให้มากมายจนปวดหัวเกินไป ที่สนุกก็คือ เขาเดินทางข้ามเวลาไม่มาก แต่สามารถทำให้มิติเวลาที่มากกว่าสามช่วงเวลามาบรรจบกันได้ แถมดูได้อย่างรู้เรื่องซะด้วย ส่วนนี้ผมคิดว่าเขาเก่งมากในการเล่าเรื่อง

ความประทับใจที่สองก็คือ ความสัมพันธ์ของตัวละครอดัมในอนาคตกับอดัมตอนเป็นเด็ก เขาล้อเลียน อดัมในอนาคตที่รับบทโดยไรอัน เรย์โนลส์ ต้องมาเจอกับอาดำวัยเด็ก ที่รับบทโดยวอล์กเกอร์ สโคเบลล์ หากเรานึกหน้าของไรอัน เรย์โนลส์ ที่ไม่ว่าเล่นหนังในเรื่องหลัง ๆ เรื่องไหน มักจะพูดมากเสมอ แต่ในเรื่องนี้เขาต้องมาทนกับตัวเองในวันเด็กที่พูดมากจนน่ารำคาญ จ้อไม่หยุด เข้าใจว่าทีมสร้างต้องการจะสร้างตัวละครเด็กตัวนี้มาล้อเลียนไรอัน เรย์โนลส์ในหนังหลายเรื่องที่ผ่านมาก็เป็นได้ และส่วนตัวแล้วผมรู้สึกว่าเขาทำได้ประสบความสำเร็จ ที่สำคัญคือ วอล์กเกอร์ สโคเบลล์ก ก็แสดงเป็นเด็กพูดมากขี้จ้อได้เก่งซะด้วย 2 ตัวละครนี้เคมีเข้ากันอย่างสุด

ส่วนนักแสดงคนอื่น ๆ ก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีมาก แม้ว่าตัวละครสมทบ แม้แต่ละตัวละคนออกมาไม่ได้มากมายอะไรนะ แต่มันก็สร้างแรงกระเพื่อมให้กับหนังได้อย่างดี ก็สมราคาที่เขานำนักแสดงเบอร์ใหญ่ทั้งสามคนที่กล่าวไปมาเล่นในหนังเรื่องนี้

ชอบการออกแบบฉากแอ็คชั่น ที่จะมีความเวอร์วังอลังการ ตามสไตล์ของหนังแนวอนาคต ที่ชอบมาก ๆ ก็คืออาวุธของอดัมในอนาคตที่เจ้าอดัมวัยเด็กเรียกว่า "ไลท์เซเบอร์" ผมคิดว่าเป็นอาวุธที่เท่มาก แต่เสียดายมากในตอนท้ายเรื่องอาวุธนี้กับใช้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเท่าที่ควร

อย่างไรก็ตามฉากแอ็คชั่นในหนังนั้นค่อนข้างมีน้อย และยิ่งในตอนท้ายเรื่องด้วยแล้ว ทุกอย่างดูเหมือนมันจะง่ายมาก เช่นการบุกเข้าไปในองค์กรซอเรียน ที่หนังพยายามจะเล่าว่าเป็นองค์กรที่มีการรักษาความปลอดภัยสูงนั้นมันง่ายนิดเดียว มันไม่มีใครเฝ้าองค์กรเลยสักคน แถมเจ้ามนุษย์ที่ใส่เสื้อเกราะขององค์กรก็กระจอกมาก ประมาณว่าเดินดาหน้าเข้ามาให้พระเอกยิงหรือฟันเอาง่าย ๆ ฉากระเบิดตูมตามในท้ายเรื่องนั้นมันก็ง่ายมาก ดูแล้วมันก็เหมือนกับใน Iron man แมนภาค 1 ที่เตาปฏิกรณ์อาร์คระเบิดนั่นแหละ เหล่านั้นที่ทำให้ผมรู้สึกไม่ชอบ ก็คงจะเข้าใจได้ว่ามันเป็นเรื่องของทุนสร้างนั่นเอง ส่วนตัวร้ายของเรื่องนั้นไม่ต้องพูดถึงเลย พูดได้คำเดียวว่ากระจอกจริง อะไรจริง ตรงนี้ก็พอจะเข้าใจได้ว่าเขาไม่ต้องการจะทำให้ตัวร้ายนั้น "ดาร์ค" โหดเหี้ยมจนเกินไป เพราะนี่คือหนังครอบครัวนะอย่าลืมตรงนี้ตลอด (อันนี้บอกตัวเองครับ)

แต่พอดูหนังเรื่อง The Adam Project ไปจนถึงท้ายเรื่องแล้ว เราจะเข้าใจได้ว่า สิ่งที่เขาต้องการจะนำเสนอให้กับคนดูมากที่สุดนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่หนังแอคชั่นอะไรเลย แต่เป็นหนังครอบครัวต่างหาก เน้นความสัมพันธ์ของความเป็นครอบครัว เน้นความสัมพันธ์ถึงการใช้เวลากับครอบครัวและคนที่เรารักอย่างมากที่สุด เพราะเราไม่รู้ว่าในอนาคตคนในครอบครัวหรือคนที่เรารักนั้นจะจากไปในวันไหน และหัวใจสำคัญที่สุดของเรื่องก็คือ หากเราย้อนเวลากลับไปในอดีตได้ "เราจะแก้ไขอะไร" และไม่มีอะไรจะสำคัญมากไปกว่าการใช้เวลาอันมีค่ากับคนที่เรารัก

เรียกว่า ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ของครอบครัว ความสัมพันธ์ระหว่างคนรัก หรือความสำคัญของเวลา เหล่านี้หนังเขาสามารถถ่ายทอดออกมาได้ดีมาก จนเรารู้สึกน้ำตาซึม โดยเฉพาะฉากที่ดูเรียบง่ายมาก ๆ ของเรื่อง เพียงแค่ฉากที่พ่อกับลูกชายในอนาคตทั้งสองคน โยนลูกเบสบอลเล่นกัน เชื่อเถอะว่าไม่ว่าใครก็ใครก็ต้องซึ้งกับฉากนี้อย่างแน่นอนเลยครับ

The Adam Project: ย้อนเวลาหาอดัม เป็นหนังครอบครัวที่ดูง่าย เรียบง่าย แต่ตั้งคำถามกับการใช้ชีวิตได้ดี คุ้มค่าที่เราจะดูกันแบบครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตาครับ

7/10


@Vatin San Santi 
#SuperReviewChannel 
#TheAdamProject
#ย้อนเวลาหาอดัม

หมายเลขบันทึก: 699022เขียนเมื่อ 15 มีนาคม 2022 06:40 น. ()แก้ไขเมื่อ 15 มีนาคม 2022 06:40 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี