แอ่วน่านกันเต๊อะ (9) งาช้างดำ  ของล้ำค่าคู่เมืองน่าน

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน เดิมเป็นที่ประทับของเจ้าผู้ครองนครน่าน เรียกว่า "หอคำ" ลักษณะตัวอาคารโอ่โถงงดงาม ก่ออิฐถือปูนแข็งแรง แต่มีการตกแต่งให้อ่อนช้อยสวยงามด้วยลายลูกไม้ นับเป็นสถาปัตยกรรมที่ดีเด่นแห่งหนึ่ง 

ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์เป็นที่ตั้งอนุสาวรีย์เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ผู้เป็นเจ้าของหอคำแห่งนี้ กรมศิลปากรได้รับมอบอาคารหอคำเพื่อใช้เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดน่าน เมื่อปี พ.ศ. 2517 แล้วจึงนำโบราณวัตถุ ตลอดจนสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ศิลปะ โบราณคดี และชาติพันธุ์วิทยาประจำท้องถิ่นมาจัดแสดงให้ชมอย่างมีระบบและระเบียบสวยงาม

ส่วนที่เป็นห้องจัดแสดงชั้นล่างจัดแสดงชาติพันธุ์วิทยาเกี่ยวกับล้านนา เช่น ลักษณะอาคารบ้านเรือนและเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน การทอผ้าและผ้าพื้นเมืองน่านแบบต่างๆ การสาธิตงานประเพณีและความเชื่อต่างๆ เช่น การแข่งเรือ จุดบ้องไฟสงกรานต์ และพิธีสืบชะตา เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงวิถีชีวิตและเครื่องใช้ของชนกลุ่มน้อยในเมืองน่าน รวม 5 เผ่า ได้แก่ ไทลื้อ แม้ว เย้า ถิ่น และผีตองเหลือง

ส่วนห้องจัดแสดงชั้นบนเป็นการจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เมืองน่าน การสร้างเมือง และโบราณสถานที่สำคัญ รูปถ่ายโบราณ งานประณีตศิลป์ เครื่องใช้ เงินตรา อาวุธ ศิลาจารึก และเครื่องถ้วยชามที่ค้นพบในเมืองน่าน

ส่วนที่สำคัญที่สุด ได้แก่ ห้องเก็บ "งาช้างดำ" ซึ่งเป็นของล้ำค่าคู่เมืองน่าน มีลักษณะเป็นงาปลี เปลือกสีน้ำตาลเข้ม ขนาดความยาว 97 เซนติเมตร วัดโดยรอบ 47 เซนติเมตร มีน้ำหนักประมาณ 18 กิโลกรัม ส่วนปลายมน มีจารึกอักษรธรรมล้านนา ถอดความเป็นภาษาไทยกำกับไว้ว่า "กิ่งนี้หนักหนึ่งหมื่นห้าพัน" หรือประมาณ 18 กิโลกรัม จากการศึกษาทางวิชาการพบว่าเป็นงาช้างตันที่ถูกถอดออกมาจากตัวช้าง โดยช้างเจ้าของงาน่าจะมีอายุประมาณ 60 ปี และสันนิษฐานว่าเป็นงาข้างซ้าย เพราะมีรอยเสียดสีกับงวงชัดเจน

ตำนานเกี่ยวกับงาช้างดำ มีหลายตำนานดังนี้

ตำนานที่ 1 กล่าวว่าพญาการเมือง เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์ภูคา (ครองเมืองระหว่าง พ.ศ. 1896 - 1906) ได้ทำพิธีสาปแช่งให้งาช้างดำกิ่งนี้เป็นของคู่บ้านคู่เมืองน่านตลอดไป ห้ามมิให้ผู้ใดนำไปเป็นสมบัติส่วนตัว ต้องเก็บรักษาไว้ที่หอคำหรือวังเจ้าผู้ครองนครน่านเท่านั้น เมื่อเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้ายถึงแก่พิราลัยในปีพ.ศ. 2474 เจ้านายบุตรหลานจึงได้มอบงาช้างดำให้เป็นสมบัติของแผ่นดิน

ตำนานที่ 2 กล่าวว่าในสมัยเจ้าสุมนเทวราช เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 57 (ครองเมืองระหว่าง พ.ศ. 2353 - 2368) มีนายพรานคนเมืองน่านเดินทางเข้าป่าล่าสัตว์ไปถึงเขตแดนไทยกับเชียงตุง ได้พบซากช้างตัวดำสนิทตายอยู่ในห้วย พอดีกับพรานชาวเชียงตุงมาพบด้วย พรานทั้งสองจึงแบ่งงาช้างดำกันคนละกิ่ง ต่างคนต่างก็นำมาถวายเจ้าเมือง ต่อมาเจ้าเมืองเชียงตุงส่งสารมาทูลเจ้าสุมนเทวราชว่า ตราบใดที่งาช้างดำคู่นี้ไม่สูญหาย เมืองน่านกับเมืองเชียงตุงจะเป็นไมตรีกันตลอดไป

ตำนานที่ 3 กล่าวว่า กองทัพเมืองน่านยกทัพไปล้อมเมืองเชียงตุงหลายเดือน ทำให้ชาวเมืองเชียงตุงเดือดร้อน โหรเมืองเชียงตุงทูลเจ้าเมืองว่าเป็นเพราะมีงาช้างดำอยู่ด้วยกัน ทางที่ดีควรแยกกันอยู่ จึงได้นำงาช้างดำกิ่งหนึ่งมอบให้กองทัพเมืองน่าน แล้วกระทำสัตย์สาบานเป็นไมตรีกันตลอดไป

ส่วนฐานที่เป็นครุฑแบกรับงาช้างทำจากไม้สักทั้งท่อน สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2469 เนื่องจากในช่วงเวลานั้นมีข่าวว่าเจ้าเมืองทางเหนือบางเมืองแข็งข้อก่อกบฎ เจ้าเมืองน่านจึงให้สร้างครุฑแบกงาช้างดำวัตถุคู่บ้านคู่เมือง เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่า นครน่านยังคงจงรักภักดีต่อราชวงศ์จักรีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ไม่เสื่อมคลาย

ด้านหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน เป็นที่ตั้งของโบราณสถานวัดน้อย หรือเรียกกันทั่วไปว่า วัดน้อย วัดที่มีขนาดเล็กที่สุดในประเทศไทย

เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช เจ้าผู้ครองนครน่าน ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2416 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระดำรัสตรัสถามถึงจำนวนวัดภายในเมืองน่าน เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชได้กราบทูลว่าเมืองน่านมีวัดทั้งหมด 500 วัด เมื่อเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชกลับถึงเมืองน่านจึงสำรวจจำนวนวัดอีกครั้ง ก็พบว่ามีวัดทั้งหมด 499 วัด ด้วยเหตุนี้จึงให้ช่างพื้นเมืองน่านก่อสร้างวัดที่ใต้ต้นโพด้านหน้าหอคำซึ่งเป็นที่ประทับ เพื่อให้ครบจำนวนตามที่ได้กราบทูลเป็นสัจจวาจา และตั้งชื่อว่า "วัดน้อย"

อีกจุดหนึ่งที่พลาดไปจะต้องเสียดายอย่างมาก คือ บริเวณซุ้มลีลาวดี ซึ่งอยู่บริเวณด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ ตรงข้ามวัดพระธาตุช้างค้ำ เป็นซุ้มลีลาวดีที่มีกิ่งก้านโค้งเข้าหากันดูเหมือนอุโมงค์ต้นไม้ สวยงามแปลกตา เป็นที่ที่มีคนนิยมมาถ่ายรูป เรียกว่าเป็นแลนด์มาร์คของจังหวัดน่าน แม้ว่าในฤดูกาลนี้ลีลาวดีจะไม่มีทั้งใบและดอก เหลือเพียงกิ่งก้านเท่านั้น แต่ซุ้มลีลาวดีก็ยังคงสวยงามและมีเสน่ห์น่าประทับใจไปอีกรูปแบบหนึ่ง

ขอขอบคุณ

  • การบริการที่ดีเยี่ยมของบริษัททัวร์ฟ้าใสและทีมงานทั้งหมด
  • ข้อมูลดีๆและภาพสวยๆ จากไกด์ บัณฑิต ภิรมย์ภักดิ์ และไกด์วาว ศรัญทรา พูลสวัสดิ์
  • น้ำใจไมตรีจาก้พื่อนร่วมเดินทางทุกท่าน