การนิเทศการศึกษา : พุทธวิธีในการนิเทศ
การนิเทศการศึกษา : พุทธวิธีในการนิเทศ
ดร.ถวิล อรัญเวศ
บทนำ
เมื่อสังคมเราก้าวเข้าสู่สังคมเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสาร สังคมดิจิทัลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แน่นอน งานในด้านการศึกษาจึงได้เจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว มีการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่าง ทั่วโลกเพื่อที่จะสร้างองค์ความรู้ทั้งทางสื่อสังคมออนไลน์ และสื่อสารมวลชนด้วยรูปแบบต่างๆ ทำให้การกระจายข่าวสารความรู้ได้รวดเร็ว รู้เท่าทัน และได้รับข่าวสารอย่างรวดเร็วจากทั่วโลก ดังนั้น การนิเทศการศึกษาจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อวิชาชีพครู เพราะครูเราจะสอนเด็กได้ดี ครูจำต้องมีองค์ความรู้ ซึ่งได้จากที่ตนเองได้ศึกษา และพัฒนาตนเอง และจากการได้รับคำแนะนำ หรือการนิเทศติดตาม การนิเทศการศึกษาของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาซึ่งเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาสู่การปฏิบัติจริงในสถานศึกษา นับว่ามีความสำคัญ เพราะถ้าได้ผู้แนะนำช่วยเหลือที่เป็นกัลยาณมิตรแล้วไซร้ ก็จะเป็นแรงดลใจให้มีพลังสร้างสรรค์และพัฒนางานในหน้าที่ไปได้ไกล
การนิเทศการศึกษา (Educational Supervision) เป็นการให้ความช่วยเหลือแนะนำในการปรับปรุงพัฒนาวิธีการทำงาน กระบวนการพัฒนาครูหรือผู้รับการนิเทศเพื่อให้สามารถปรับปรุงและพัฒนาการจัดกระบวนการเรียนรู้หรือการทำงานเพื่อให้การจัดการศึกษาหรือการทำงานบรรลุจุดมุ่งหมายที่วางไว้
การนิเทศการศึกษาเป็นกระบวนการในการทำงานร่วมกันระหว่างศึกษานิเทศก์ และครูผู้สอนเพื่อให้สามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการนิเทศนั้นอยู่บนหลักการของประชาธิปไตย ได้แก่การเคารพซึ่งกันระหว่างผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศ
การนิเทศการศึกษาเป็นกิจกรรมการแนะนำช่วยเหลือให้แนวทางในการปรับปรุงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ดียิ่งขึ้น ในการปรับปรุงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้นี้จะสำเร็จได้ผลดีเพียงไรนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับทักษะและความสามารถของศึกษานิเทศก์ ซึ่งเป็นผู้ทำงานร่วมกับครู ตลอดจนเทคนิคและวิธีการต่าง ๆ ที่ศึกษานิเทศก์ได้นำมาใช้ในการนิเทศการศึกษาโดยให้ครูมีโอกาสค้นคว้างานที่จะต้องทำด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดความงอกงามขึ้น เมื่อได้เรียนรู้และมีความเจริญงอกงามแล้ว ย่อมจะได้รู้จักปรับปรุงงานด้านการเรียนการสอนให้ได้ผลดีมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ดังนั้น การนิเทศการศึกษาจึงมิใช่เพียงเน้นการปรับปรุงตัวครู โดยเห็นว่า ครูยังทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ในการสร้างความเจริญงอกงามให้แก่ผู้เรียน หากแต่ให้ความสำคัญไปถึงนโยบายการศึกษา จุดประสงค์ของการให้การศึกษา การพิจารณาความเหมาะสมของหลักสูตรที่ใช้ วัสดุอุปกรณ์การสอนและวิธีสอนของครู สิ่งแวดล้อมของครูและผู้เรียนในขณะที่เรียน ตลอดจนปัญหาด้านต่าง ๆ ในส่วนตัวครูและผู้เรียนซึ่งสิ่งเหล่านี้อยู่ในขอบเขตการนิเทศการศึกษาซึ่งผู้นิเทศการศึกษาจะต้องนำมาพิจารณาเพื่อให้การชี้แนะได้ตรงเป้าต่อไปโดยเฉพาะช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 และโอมิครอนไปทั่วโลก ทำให้การทำงานยากลำบาก วิธีการและกระบวนการนิเทศอาจจะต้องนำระบบออนไลน์ หรือการที่ผู้คนไม่ต้องมาพบกันโดยตรงมาใช้ ให้เว้นระยะห่าง ใช้ ICT ในการนิเทศ เช่น การนิเทศแบบออนไลน์ เป็นต้น
ความจำเป็นในการนิเทศการศึกษา
ความจำเป็นในการนิเทศการศึกษา มีดังนี้
1. การปฏิรูปการศึกษา
เนื่องจากนโยบายของรัฐบาล จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิรูปการศึกษาให้ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะการทำงานของครูในสภาพแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนแปลงทางด้านการศึกษาและเทคโนโลยีด้านดิจิทัลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมโดยเฉพาะช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 และโอมิครอนไปทั่วโลก ทำให้การทำงานยากลำบาก
2. การเปลี่ยนแปลงทางสังคม
การศึกษาจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม การนิเทศการศึกษาจะช่วยทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในองค์การที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาคือโรงเรียนหรือสถานศึกษาซึ่งเป็นสถาบันชุมชนในการถ่ายทอดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน สังคมมีปัญหาหลายประการ จะทำอย่างไร จึงจะทำให้จัดการศึกษาเพื่อแก้ป้ญหาสังคมได้
3. การเจริญก้าวหน้าของศาสตร์วิชาความรู้
ความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ เพิ่มขึ้นโดยไม่หยุดยั้ง แม้แนวคิดในเรื่องการจัดกระบวนการเรียนรู้ก็เกิดขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลา การนิเทศการศึกษาจะช่วยทำให้ครูมีความรู้ทันสมัยอยู่เสมอด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่กำลังก้าวไกล จะต้องมีการทำให้ผู้เรียนสามารถเรี่ยนรู้ได้หลากหลาย โดยอาศัยครูซึ่งเป็นผู้สอนอละอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้จะต้องพัฒนาเทคนิคการสอนให้ทันต่อความเจริญก้าวหน้าด้านวิชาการด้วย
4. การนิเทศการศึกษาเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับว่าสามารถพัฒนางานได้
การแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อให้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้พัฒนาขึ้น จำเป็นต้องได้รับการชี้แนะหรือการนิเทศการศึกษาจากผู้ชำนาญการโดยเฉพาะ จึงจะทำให้แก้ไขปัญหาได้สำเร็จตรงจุดและบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้ ดังนั้น ผู้นิเทศ ต้องมีความรู้อย่างเท่าทันเหตุการณ์ด้านต่าง ๆ ในปัจจุบัน
5. การจัดการศึกษาของประเทศเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาของชาติ
จะต้องมีการควบคุมดูแลด้วยระบบการนิเทศการศึกษา ที่เป็นระบบครบวงจร ทำงานได้หลายวิธี ให้
การนิเทศในรูปแบบต่าง ๆ ด้วยนวัตกรรมการนิเทศทีหลากหลาย
5. การศึกษาเป็นกิจกรรมที่ซับซ้อน
เมื่อการศึกษาเป็นกิจกรรมที่ซับซ้อน แน่นอน จำเป็นที่จะต้องมีการนิเทศ เพื่อเป็นการให้บริการแก่ครูที่มีความสามารถต่าง ๆ กันให้สามารถพัฒนาศักยภาพได้เท่าทันสภาพการณ์ที่กำลังเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป
6. การนิเทศการศึกษาเป็นกิจกรรมที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาการทำงานของครู
แม้ว่าครูจะได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีแล้วก็ตาม แต่ครูก็จะต้องปรับปรุงฝึกฝนตนเองอยู่เสมอในขณะที่จะต้องเผชิญกับการทำงานในสถานการณ์จริงโดยเฉพาะช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 และโอมิครอนไปทั่วโลก
7. ครูยังต้องได้รับการพัฒนาในหลายๆ ด้าน
การนิเทศการศึกษา มีความจำเป็นต่อการช่วยเหลือครูในการเตรียมการจัดกิจกรรมต่างๆ หลายด้าน
ที่มิติทางการศึกษากำลังเปลี่ยนแปลงไป ทั้งการศึกษาด้านวิชาการ วิชาชีพ และวิชาชีวิต โดยเฉพาะด้าน
วิชาชีวิตนั้น ทำอย่างไร จึงจะสามารถแก้ปัญหาให้กับทักษะชีวิตของเด็ก ครูเป็นผู้มีบทบาทสำคัญร่วมกับ
ผู้นิเทศการศึกษาจะต้องร่วมด้วยช่วยกันคิดช่วยกันทำ
8. การพัฒนาครูให้ทันสมัย
การนิเทศการศึกษามีความจำเป็นต่อการทำให้ครูเป็นบุคคลที่ทันสมัยอยู่เสมอเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่มีการวิวัฒนาการเป็นพลวัตน์ ไม่หยุดนิ่ง
ครูต้องได้รับการพัฒนาให้เป็นผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลงวิธีการจีดการความรู้ด้วยวิธีการที่หลากหลาย ซึ่งจะต้องมีการนิเทศการศึกษามาเกี่ยวข้อง
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผู้มีหน้าที่นิเทศจึงควรจะต้องจัดดำเนินการ เพื่อช่วยเหลือครูให้มีความสามารถในการปรับปรุงพัฒนาเทคนิคการสอน การทำงานเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตามที่หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานคาดหวังไว้ อันจะทำให้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูก้าวทันโลกที่กำลังเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เรียนอย่างเต็มที่
ความมุ่งหมายของการนิเทศการศึกษา
การนิเทศการศึกษา มีความคาดหวังว่าอย่างน้อย จะต้อง
1. พัฒนาคน
2. พัฒนางาน
3. ประสานสัมพันธ์
4. สร้างขวัญและกำลังใจ
การนิเทศการศึกษาเพื่อพัฒนา เพราะเป็นกระบวนการทำงานร่วมกันกับครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อให้ครูและบุคลากร ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้นการนิเทศการศึกษาเพื่อพัฒนางาน เพราะ มีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่ผู้เรียนซึ่งเป็นผลผลิตจากการจัดกระบวนการเรียนรู้ของครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเหตุนี้การนิเทศที่จัดขึ้นจึงมีจุดมุ่งหมายที่จะ “พัฒนางาน” คือการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ดีขึ้น หรือการนิเทศการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพเด็กไทยหรือผู้อยู่วัยเรียนให้บรรลุความรู้และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามที่สังคมคาดหวังไว้การนิเทศการศึกษาเพื่อประสานสัมพันธ์ เพราะการนิเทศการศึกษา เป็นการสร้างการประสานสัมพันธ์ระหว่างผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศ ซึ่งเป็นผลมาจากการทำงานร่วมกัน รับผิดชอบร่วมกันมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ซึ่งไม่ใช่เป็นการทำงานภายใต้การถูกบังคับและคอยตรวจตราหรือคอยจับผิดการนิเทศการศึกษาเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ หมายถึง การจัดกิจกรรมการนิเทศที่มุ่งให้กำลังใจแก่ครู และบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งถือว่าเป็นจุดมุ่งหมายที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการนิเทศ เนื่องจากขวัญและกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้บุคคลมีความตั้งใจทำงาน หากนิเทศไม่ได้สร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานแล้ว การนิเทศการศึกษาก็ย่อมประสบผลสำเร็จได้ยาก
บุคลากรนิเทศ
บุคคลที่ทำหน้าที่นิเทศการศึกษา มีหลายฝ่าย คงมิใช่เฉพาะศึกษานิเทศก์เท่านั้น ใครก็ได้ที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือ แนะนำ ปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเน้นในเรื่องของกระบวนการเรียนการสอน ในปัจจุบันบุคคลผู้ทำหน้าที่นิเทศการศึกษาได้มีหลายกลุ่ม ดังนี้
1. ศึกษานิเทศก์
2. ผู้บริหารสถานศึกษา
3. ครูฝ่ายวิชาการ อาจให้ความช่วยเหลือแนะนำเกี่ยวกับการปรับปรุงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แก่เพื่อนครูด้วยกัน
4. ผู้เชี่ยวชาญ คือบุคคลที่สถานศึกษาเชิญมาเป็นวิทยากร เพื่อช่วยเหลือแนะนำและให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
5. ผู้บริหารการศึกษา เช่น ผู้อำนวยการสำนักงานเขต รองผู้อำนวยการสำนักงานเขต ผู้อำนวยการกลุ่มงาน เป็นต้น
ประเภทการนิเทศการศึกษา
การนิเทศการศึกษา อาจแบ่งออกตามวิธีปฏิบัติงานเป็น 4 ประเภท
1. การนิเทศเพื่อป้องกัน (Preventive)
เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดและบกพร่องแล้วหาทางป้องกันแก้ไขโดยวิธีการต่าง ๆ
2. การนิเทศเพื่อการแก้ไข (Correction)
เป็นการนิเทศที่พยายามหาวิธีการต่าง ๆ มาจัดดำเนินงานแก้ไขข้อผิดพลาดในการในการทำงาน
3. การนิเทศเพื่อก่อ (Construction)
เป็นการนิเทศที่เกิดจากความพยายามที่จะกระทำในทางที่เหมาะสมเพื่อความเจริญเติบโตในอนาคต เช่น การใช้ระเบียบวิธีสอนที่ดีเป็นประจำ ช่วยให้กำลังใจช่วยกระตุ้นให้ครูทำงานด้วยความกระฉับกระเฉง
4. การนิเทศเพื่อการสร้างสรรค์ (Creation)
เป็นการนิเทศที่พยายามจะคิดสร้างสรรค์ในสิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดมีขึ้นในโรงเรียน
หลักสำคัญของการนิเทศการศึกษา
1. ความเป็นประชาธิปไตย
ให้เกียรติแก่กันและกัน มีคารวะธรรม สามัคคีธรรม และปัญญาธรรม
2. ต้องอาศัยความร่วมมือของคนหลายฝ่าย
ถ้าทำให้กลุ่มคนสามารถนิเทศกันและกันได้ถือว่าบรรลุผลคุ้มค่า
3. ควรตั้งอยู่บนรากฐานของการพัฒนาวิชาชีพมากกว่าจะ เป็นความสัมพันธ์ส่วนบุคคล
การนิเทศการศึกษาเพื่อมุ่งพัฒนางานวิชาชีพของตนเองให้เจริญก้าวหน้า
4. จุดมุ่งหมายสูงสุดของการนิเทศการศึกษา คือหาทางช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
โดยพัฒนาครูผู้สอนเพื่อจัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ
5. การนิเทศการศึกษาควรเป็นการส่งเสริมและปรับปรุงสมรรถวิสัย ทัศนคติ และข้อคิดเห็นของครูให้ถูกต้อง
การนิเทศการศึกษาจะช่วยพัฒนาเทคนิคการสอนให้สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การนิเทศการศึกษาแนวใหม่
การนิเทศการศึกษาในยุคปัจจุบัน จะสามารถนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาช่วยได้เพราะปัจจุบัน โรงเรียนมีสภาพแวดล้อมของ ICT ที่หลากหลาย อาจจะต้องหา แนวทาง วิธีการ วัสดุ อุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ส่งเสริม ให้การนิเทศ มีความสะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และคุ้มประโยชน์ บทความนี้และบทความอื่นๆ นับจากนี้ จะนำเสนอ แนวทางการนิเทศ ผ่านระบบไอซีที อย่างหลากหลาย ที่สามารถส่งเสริมประสิทธิภาพ ของการนิเทศการศึกษาได้เป็นอย่างดี
ความสำคัญของการนิเทศ
การนิเทศการศึกษา เป็นกระบวนการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพ ทันต่อสถานการณ์ นโยบาย การศึกษา หลักสูตรและองค์ประกอบต่างๆ ซึ่งความสำคัญของการนิเทศการสอน มีดังนี้
1. ช่วยพัฒนาทางด้านวิชาการ ความรู้ นวัตกรรมทางการศึกษา หลักสูตร นโยบายการจัดการศึกษา มีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง
2. ทำให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาวะทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม มีการปรับเปลี่ยน อยู่ตลอดเวลา
3. สามารถช่วยแก้ไขปัญหาในการจัดการศึกษา
เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการจัดการศึกษา เพื่อก่อให้เกิด ความคิดสร้างสรรค์ในการจัดการศึกษา
4. ช่วยยกระดับมาตรฐานการศึกษาให้สูงได้
มาตรฐานการศึกษาจะได้รับการพัฒนามากน้อยเพียงใด การนิเทศการศึกษามีส่วนที่จะช่วยผลักดันให้
บรรลุตามนโยบายที่กำหนดไว้
คุณลักษณะของผู้ทำหน้าที่นิเทศการศึกษา
การนิเทศเป็นกระบวนการที่เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ดังนั้นผู้ที่จะทำหน้าที่ผู้นิเทศ จะต้องมีคุณลักษณะที่ดี ดังนี้
1. ด้านความรู้
ต้องมีความรู้ ความเข้าใจในหลักทฤษฎี การจัดการเรียนการสอน ตลอดจนองค์ประกอบ อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อันจะผลโดยตรง ต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน นอกจากนี้ต้องรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของบุคคล รวมทั้งองค์กรที่เกี่ยวข้อง
2. ด้านทักษะ
ต้องมีทักษะการสอนในเกณฑ์ดี มีทักษะในการสื่อสาร การแก้ไขปัญหา การมองโลกในแง่ดี และมีคุณลักษณะเฉพาะตัวที่ดีด้วย การครองตน ครองคน ครองงาน และประสานสัมพันธ์
3. ด้านเจตคติ
ต้องเป็นคนที่มีเจตคติที่ดีในด้านการศึกษา มีลักษณะนิสัยที่ดี มีความสนใจ ตั้งใจทำงาน มีความรับผิดชอบ ขยันขันแข็ง มีความสุภาพ เป็นกันเอง เสียสละและอุทิศตนเพื่องาน
รูปแบบการนิเทศการศึกษา
นักการศึกษาได้แบ่งรูปแบบการนิเทศการศึกษา ตามลักษณะของปรัชญา และลักษณะของผู้นิเทศ ออกเป็น 4 รูปแบบ ดังนี้
1. การนิเทศแบบตรวจตรา (Inspection Supervision)
เป็นการนิเทศแบบดั้งเดิม ผู้นิเทศทำหน้าที่ตรวจสอบ เช่น การเป็นไปตามหลักสูตรหรือไม่ วิธีสอนเหมาะสมหรือไม่ เมื่อตรวจแล้วชี้แจงให้ครูแก้ไขข้อบกพร่อง
2. การนิเทศแบบให้ผลผลิต (Supervision as Production)
บางครั้งเรียกว่าการนิเทศแบบวิทยาศาสตร์ ซึ่งมองที่ผลผลิต โดยเปรียบสถานศึกษาเป็นแหล่งผลิต ครูเป็นพนักงาน และนักเรียนเป็นผลผลิต และผู้นิเทศ ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพ วิจัยและพัฒนา เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพ
3. การนิเทศเพื่อพัฒนา (Developmental Supervision)
เป็นการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาตามความสามารถที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล เช่น ผู้นิเทศจะชี้นำเมื่อครูมีความรู้ ความสามารถต่ำ ครูขาดประสบการณ์ แต่เมื่อครูมีความสามารถสูงเมื่อเกิดปัญหาก็สามารถแก้ไขปัญหาร่วมกันได้
4. การนิเทศแบบคลินิก (Clinical Supervision)
การนิเทศแบบนี้ จะได้ข้อมูลโดยตรงจากการสังเกต การสอนในห้องเรียนจริง เป็นการร่วมมือกันระหว่างครูกับผู้นิเทศ สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมการสอน เพื่อนำไปปรับปรุงการเรียนการสอน
กัลยาณมิตร 7 ประการในการนิเทศ
1. ปิโย ทำตนให้น่ารัก สบายใจ สนิทสนม ชวนให้อยากปรึกษา
2. ครุ ทำตนให้น่าเคารพ ประพฤติสมควรแก่ฐานะ อบอุ่น เป็นที่พึ่งปลอดภัย
3. ภาวนีโย ทำตนให้น่ายกย่อง /ทรงคุณความรู้ /ภูมิปัญญาแท้จริง และหมั่นปรับปรุงตนอยู่เสมอ
4. วตฺตา รู้จักพูดให้ได้ผล รู้จักชี้แจงให้เข้าใจ รู้ว่าควรพูดอะไร อย่างไร เป้นที่ปรึกษาที่ดี
5. วจนก ขโม อดทนต่อถ้อยคำ พร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษา / คำถามคำวิพากษ์วิจารณ์
6. คมภีรญจ กถ กตตา แถลงเรื่องลึกล้ำได้ อธิบายเรื่องที่ยากให้ง่ายได้
7. โน จฏฐาเน นิโยชเน ไม่แนะนำเรื่องเหลวไหล แนะไปในทางเสื่อม
องค์ประกอบของกัลยาณมิตร
1. ให้ใจ การปฐมนิเทศสร้างความเข้าใจร่วมกัน
2. ร่วมใจ ร่วมคิด ร่วมทำงาน แลกเปลี่ยนรู้ซึ่งกันและกัน
3. ตั้งใจ ร่วมกันสร้างสรรค์คุณภาพในการทำงาน มุ่งมั่นสู่เป้าหมายร่วมกัน ช่วยกันแก้ปัญหาถือว่าผลงานคือคุณภาพของผู้เรียน
4. เปิดใจ วัดและประเมินตนเอง ประเมินผลงาน ประเมินผลการพัฒนาการอย่างเที่ยงตรงปราศจากอคติ
กระบวนการกัลยาณมิตร
1. ไม่มุ่งเน้นปริมาณ เน้นความชัดเจนของขั้นตอน วิธีการ
2. สานพลังอาสา เริ่มที่ศรัทธา / อาสาสมัคร / ไม่ใช่การสั่งการ
3. เสวนาร่วมกัน ใช้อปริหาณิยธรรม 7 หมั่นประชุมเป็นเนืองนิตย์ พร้อมเพรียงทำกิจที่พึงทำ
ปฏิบัติตามหลักการที่วางไว้/สิ่งใดดีอยู่รู้รักษา ศรัทธา ยอมรับนับถือกันและกัน ไม่บังคับ /ไม่ห้ำหั่น /ลุแก่อำนาจบังคับบัญชา พัฒนาไปตามสภาพจริงของสถานศึกษาที่เป็นเรื่องชัดแจ้ง คุ้มครองเสริมแรง ห้ำกลังใจ
4. สร้างสรรค์ความเป็นมิตร ชักชวนให้ร่วมกันพัฒนา
5. ฝึกคิดมุ่งมั่น มีความเพียร อดทน รู้จักใช้เหตุผล
6. ทุกวันปฏิบัติ ทำอย่างต่อเนื่อง
7. จัดทำบันทึกแนวทาง รู้จักสังเกตแล้วบันทึก
ปัจจัยเกื้อหนุน 4 ประการ
1. องค์ความรู้
2. แรงหนุนจากต้นสังกัด
3. ผู้บริหารทุกระดับ
4. บุคลากรทั้งสถานศึกษา
กระบวนกัลยาณมิตร เป็นการปฏิบัติจริงในสภาพที่เป็นจริง ผู้นิเทศกับผู้รับการนิเทศต้องมีการปรึกษาหารือ ติดต่อสื่อสาร เยี่ยมเยียน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ช่วยแก้ปัญหาและให้กำลังใจกัน ถ้าจะเปรียบผู้นิเทศก็เป็นเหมือนครูฝึก ( coach ) ของผู้สอน ที่จะต้องโดดลงไปร่วมคิดร่วมทำ มิใช่เพียงร้องบอกให้ผู้สอนลองผิด ลองถูก ตามยถากรรม อาจต้องบอกวิธีให้รู้ สาธิตให้ดุ และช่วยแก้ไขข้อบกพร่องที่พบการพบปะสนทนาเมื่อเวลานิเทศ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ครู ศึกษานิเทศก์ กรรมการศึกษา ชุมชนรอบๆสถานศึกษา จะได้ทราบทุกข์ สุข และก่อให้เกิดความเข้าใจในปัญหาพื้นฐาน เพื่อกำหนดจุดมุ่งหมายในการทำงานต่อไป
จุดหมายปลายทางของการนิเทศ
็เพื่อพัฒนาคุณภาพเด็กไทย คือนักเรียนและผู้เรียนในประเทศไทย ซึ่งเด็กและเยาวชนเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป อนาคตของชาติอยู่ในกำมือเยาชน อนาคตเยาวชน อยู่ในกำมือครูและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย
พุทธวิธีในการนิเทศ
พุทธวิธีในการนิเทศ หมายถึงวิธีการที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ในการชี้แนะ แนะนำ ชี้ทางให้กับภิกษุสงฆ์สาวก ได้ปฏิบัติธรรม จนสามารถบรรลุผลตามเวไนยบุคคล ให้รู้จักใช้หลักธรรมในการปฏิบัติกิจกรรมหลักมนุษยสัมพันธ์ คือสังคหวัตถุ 4 รู้จักให้ รู้จักพูด รู้จักบำเพ็ญประโยชน์ และมีความเสมอต้นเสมอปลายในการทำงาน หลักการทำงานให้ประสบผลสำเร็จ อิทธิบาท 4 คือมีใจรัก เป็นนักสู้ รู้จักคิด และให้มีการพินิจพิจารณาหาข้อบกพร่องนำมาปรับปรุงแกไข เป็นต้น
สำหรับพุทธิวิธีในการนิเทศ ซึ่งสรุปได้ดังนี้
1. อนูปวาโท ไม่ว่าร้ายใคร ไม่โจมตีใคร ไม่โจมตีศาสนาอื่น แต่ใช้ปัญญาบอกว่าพระพุทธศาสนาดีอย่างไร อกาลิโก ปฏิบัติได้ไม่เลือกการเวลา หรือไม่มีฤกษ์ยาม เอหิปัสสิโก เชิญเข้ามาดู มาปฏิบัติด้วยตนเอง โอปนยิโก เชิญน้อมเข้ามาดู ฯลฯ
2. อนูปฆาโต ไม่ทำร้ายใคร ไม่ใช้กำลังเพื่อไปบังคับให้ใครเชื่อ ไม่ทำร้าย ยึดหลักอหิงสธรรม คือ ไม่เบียดเบียน ใช้ปัญญาในการอ้างเหตุผล จนกระทั่งผู้ฟังอยากลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง
3 ปาฏิโมกฺเข จ สํวโร มีการสำรวมในศีลและมารยาทให้ดี ตัวผู้ชี้แนะ ต้องเป็นแบบอย่างในทางที่ดี
4. มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ รู้จักประมาณในการรับประทาน รวมไปถึงการใช้สอยปัจจัยสี่ จะได้เป็นทางแห่งความศรัทธา เคารพเลื่อมใสของผู้ได้พบเห็น
5. ปนฺตญฺจ สยนาสนํ นั่งนอนในที่สงบ นักปฏิบัติธรรมต้องรักความสงบและรักในการอยู่ในที่สงบ จะได้ใช้การพินิจวิเคราะห์งานได้ถูกต้อง
6. อธิจิตฺเต จ อาโยโค ประกอบความเพียรในอธิจิต ต้องหมั่นฝึกสมาธิเพราะสมาธิ คือ แก่นของการได้บรรลุมรรคผลนิพพาน
7. ทรงชี้แนะจากรูปธรรมไปหานามธรรม
ยกตัวอย่าง หรือแนะนำจากสิ่งที่รู้เห็นได้ง่าย เข้าใจกันอยู่แล้ว ไปยังสิ่งที่รู้เห็นได้ยากหรือยังไม่เข้าใจ เช่น สอนหลักอริยสัจ 4 ทรงนำเอาทุกข์ เป็นตัวปัญหาขึ้นแสดงก่อน เพราะเห็นได้ง่าย เข้าใจง่าย จากนั้นก็สาวไปหาเหตุของทุกข์ แล้วโยงเข้าถึงการดับทุกข์ พร้อมบอกหนทางว่า จะดับทุกข์ได้อย่างไร หรือในการสอนคนทั่วไป ก็ทรงเริ่มจากการรู้จักให้ (ทาน) การปฏิบัติตนด้วยดี (ศีล) และการรู้จักอบรมบ่มเพาะหาความรู้ (ภาวนา)
8. ทรงชี้แนะแนวทางตรงจุด ตรงประเด็น
ในการแนะนำ ชี้แนะ ชี้แจง ไม่วกไปวนมาหรือสอนออกนอกเรื่องสอนแต่พอดีเท่าที่จำเป็น สิ่งที่เขาอยากรู้ ไม่ได้สอนทุกเรื่องสอนมีเหตุมีผล ผู้ฟังตรองเห็นจริงตามได้
9. สอนสิ่งที่มีความหมาย เป็นประโยชน์ มีสาระแก่ผู้ฟัง
สิ่งทีไหนที่จะนำไปปฏิบัติได้ ก็ช่วยแนะนำให้ผู้รับการนิเทศได้นำไปปฏิบัติเองในสถานการณ์ต่างๆ
ตามสภาพบริบทแห่งตน
10. ชี้แนะอย่างกัลยาณมิตร ไม่ตำหนิฝ่ายเดียว
การให้ความรู้ แนะนำอย่างกัลยาณมิตร เป็นกันเอง เวลาจะตำหนิใคร ก็ตำหนิคนที่ควรตำหนิ และ
ยกย่องชมเชย คนที่ควรยกย่องชมเชย ดังบาลีว่า
“ นิคฺคณฺเห นิคฺคารหํ ปคฺคณฺเห ปคฺคารหํ”
“พึงตำหนิคนที่ควรตำหนิ และ พึงยกย่องคนที่ควรยกย่อง”
รู้จักพูดยกย่องเป็น ไม่ตำหนิไปทุกเรื่อง เพราะมิเช่นนั้น จะก่อให้เกิดความทุกข์แก่เราเองดังนิทานปรัมปราที่มีมาว่า
กาลครั้งหนึ่ง มีชายคนหนึ่ง ชาวบ้านต่างพากันเรียกเขาว่า "นายช่าง"
การเป็นช่างของนายคนนี้ มิใช่ช่างไม้ ช่างปูน หรือว่าช่างเครื่องยนต์กลไกแต่อย่างไร แต่เป็น "ช่างติ" คือเขาเป็นคนมีพรสวรรค์ในการติ เรียกว่ามีเอตทัคคะในทางติเลยทีเดียว เขาเห็นอะไรก็สามารถติได้ทั้งนั้น เหมือนกับที่โบราณกล่าวไว้ว่า
“ช่างกลึง พึ่งช่างชักช่างสลัก พึ่งช่างเขียน
ช่างรู้ พึ่งช่างเรียนแต่ช่างติเตียน ไม่ต้องพึ่งใคร”
ต่อมา ชาวบ้านพากันคิดว่า น่าจะจัดให้มีการประลองความสามารถในการติของนายช่างคนนี้ลองดูสิว่าเขาจะสามารถติได้ทุกอย่างหรือไม่
มีผู้เสนอให้เชิญช่างปั้นพระพุทธรูปที่ชาวบ้านนิยมยกย่องว่ามีฝีมือเยี่ยมมาปั้นพระพุทธรูปแล้วให้
นายช่างติคนนี้มาติลองดูซิว่า เขาจะหาที่ติได้หรือไม่
เมื่อตกลงกันอย่างนี้แล้ว ชาวบ้านได้ไปเชิญช่างปั้นพระพุทธรูปมาแล้วบอกวัตถุประสงค์ให้ทราบ
ช่างปั้นพระพุทธรูปได้ออกแบบพระและปั้นพระอย่างประณีตบรรจง เรียกว่าปั้นอย่างสุดความสามารถเลยทีเดียว
เมื่อการปั้นพระเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านต่างก็ชมเป็นเสียงเดียวกันว่า พระพุทธรูปองค์นี้งาม หาที่ติไม่ได้ แล้วให้ไปเชิญนายช่างติมาติพระพุทธรูปมาให้ข้อติชม
เมื่อนายช่างติมาเห็นพระถึงกับตกตะลึง เพราะพระพุทธรูปองค์นี้งามจริงๆ เขาพิจารณาพระพุทธรูปอย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ก็หาที่ติไม่พบ
เขาเกือบจะยอมแพ้แล้ว แต่สุดท้ายนายช่างติก็เอ่ยขึ้นมาจนได้ว่า
"พระพุทธรูปองค์นี้งามจริงๆ พุทธลักษณะถูกต้องทุกประการ” แต่............
"แต่...อะไร" เสียงชาวบ้านถามออกมาพร้อมๆ กัน
"มีที่เสียอยู่นิดหนึ่ง" ช่างติพูดเบาๆ
"เสียตรมไหน" ชาวบ้านถาม
"พระพุทธรูปองค์นี้สวยงามทุกอย่าง เสียอย่างเดียว คือ “พูดไม่ได้"
นายช่างติตอบหน้าตาเฉย...
ชาวบ้านพอได้ยินนายช่างติพูดดังนั้นก็พากันนิ่งเงียบหมด ไม่คิดว่าจะแพ้นายช่างติแบบง่ายดาย อย่างนี้ ต่างก็นึกชมว่า นายช่างติคนนี้ว่าเก่งจริงๆ นะที่สามารถหาที่ติพระพุทธรูปองค์นี้จนได้
อยู่มาวันหนึ่ง นายช่างติไปนอนเล่นอยู่ใต้ต้นมะม่วง เขามองขึ้นไปบนต้นมะม่วงเห็นลูกมะม่วงเต็มต้นไปหมด พลางเขาก็นึกตำหนิพระเจ้าผู้สร้างต้นมะม่วงขึ้นมาว่า
"แหม! พระเจ้านี้ช่างโง่เสียจริงๆ สร้างอะไรขึ้นมาไม่เห็นจะสมดุลกันเลย
ดูสิ! มะม่วงต้นออกใหญ่โต กลับสร้างลูกเล็กนิดเดียว ส่วนแตงโมต้นเล็กนิดเดียวกลับสร้างให้ลูกใหญ่อย่างกับบาตรพระ
พระเจ้านี่ช่างโง่เสียจริงๆ นี่ถ้าเราเป็นพระเจ้านะจะสร้างให้ต้นมะม่วงมีลูกโตๆ ส่วนแตงโมจะให้มีผลเล็กๆ จะได้สมดุลกัน"
ในขณะที่เขากำลังวาดวิมานในอากาศอยากจะเป็นพระเจ้าอยู่เพลินๆ นั้น ลมหน้าร้อนก็พัดมาวูบหนึ่ง ทันใดนั้น มะม่วงลูกหนึ่งก็หล่นลงบนหน้าถูกผากนายช่างติพอดีพอดี
นายช่างติ ถึงกับตาลาย มองเห็นดาวระยิบระยับไปหมด และหน้าผากของเขาก็บวมปูดออกมาขนาดเท่ากับผลมะนาว
เมื่อเหตุการณ์เป็นอย่างนี้ นายช่างติก็คิดได้ว่า
"โอ้ ...พระเจ้าสร้างถูกแล้ว" "นี่ถ้าพระเจ้าฉลาดอย่างที่เราคิด สร้างให้มะม่วงลูกใหญ่เท่าบาตรพระป่านนี้หัวเราคงไม่แหลกไปแล้วหรือนี่ ดีนะที่พระเจ้าไม่ฉลาดอย่างที่เราคิด...หัวเราก็เลยบวมเพียงนิดหน่อย"
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ผู้ที่เก่งแต่คอยจับผิดผู้อื่น โดยไม่ดูตัวเองนั้น วันหนึ่งเขาจะประสบกับสิ่งที่ทำให้เขาต้องเสียใจอย่างที่สุด เพราะมัวแต่จะติโดยยังไม่พิจารณาอย่างถี่ถ้วน
สรุป
ที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การนิเทศการศึกษา (Educational Supervision) เป็นการให้ความช่วยเหลือแนะนำใน การปรับปรุงพัฒนาวิธีการทำงาน กระบวนการพัฒนาครูหรือผู้รับการนิเทศเพื่อให้สามารถปรับปรุงและพัฒนาการจัดกระบวนการเรียนรู้หรือการทำงาน บรรลุจุดมุ่งหมายที่วางไว้ พุทธวิธีในการนิเทศ เป็นการนิเทศที่พุทธองค์ทรงสอนให้มีหลักธรรมในการนิเทศ เช่น การผูกมิตร ยึดหลักสังคหวัตถุ 4 การรู้จักให้รู้จักพูดจายกย่องคนอื่น ให้เกียรติ ไม่ตำหนิไปทุกเรื่อง ให้คำแนะนำในสิ่งที่ควรให้คำแนะนำ แต่ก็ตำหนิวิพากษ์ในสิ่งที่ไม่ดีไม่งามเพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดี การทำตนให้เป็นประโยชน์ และมีความเสมอต้นเสมอปลายในการทำงาน ในการทำงาน ให้ยึดหลัก อิทธิบาท 4 มีใจรัก เป็นนักสู้ รู้จักคิด พินิจพิจารณาคุณลักษณะผู้จะนิเทศคนได้ต้องมีภูมิรู้ ภูมิธรรม ภูมิฐาน ครองตน ครองคน ครองงาน และประสานสัมพันธ์
แหล่งข้อมูล
https://www.posttoday.com/specials/covid19?updated=1646400048
