บทความ Revisiting academic health sciences systems a decade later : discovery to health to population to society (2021)  และ  Health professionals for a new century : transforming education to strengthen health systems in an interdependent world (2010) นำสู่การสะท้อนคิด และสื่อสารออกมาเป็นบันทึกชุดนี้    เพื่อเสนอแนะให้ช่วยกันพิจารณาหาวิธีขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่ตัวระบบ    เสริมจากวิธีสร้างการเปลี่ยนแปลงที่กระบวนการ ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา   

รายงานของ NRC (National Research Council) ของสหรัฐอเมริกา  เรื่อง Convergence : Facilitating Transdisciplinary Integration of Life Sciences, Physical Sciences, Engineering and Beyond (2014) เป็นต้นเรื่องของบันทึกที่ ๓ ของบันทึกชุด ระบบวิชาการวิทยาศาสตร์สุขภาพ นี้ 

ผมเรียก convergence science ว่า วิทยาการเชื่อมโยง    โดยมีนิยามว่า เป็นแนวทางแก้ปัญหา หรือแนวทางพัฒนา ที่ใช้ทุกสาขาวิชาเข้ามาทำงานร่วมกัน    เป็นวิทยาการที่นับวันจะมีความสำคัญเพิ่มขึ้น    เพราะปัญหาหรือเรื่องราวต่างๆ มันซับซ้อนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ   

วิทยาการเชื่อมโยง ตรงกันข้ามกับวิทยาการแยกส่วน   โดยที่วิทยาการแยกส่วนมีพลังมากในอดีตสองสามร้อยปีที่ผ่านมา    ได้สร้างความก้าวหน้าทางวิชาการ และความก้าวหน้าของสังคมและโลกอย่างมหัศจรรย์    จนโลกก้าวสู่สภาพที่ซับซ้อนและการแก้ปัญหาหลายเรื่องแก้ไม่ได้ด้วยวิทยาการแยกส่วน   จึงมีการพัฒนาวิทยาการเชื่อมโยงขึ้นมาใช้งาน    และในปี 2014 ก็มีการเสนอหลักการของวิทยาการเชื่อมโยง โดยหน่วยงานนโยบายวิจัยของสหรัฐอเมริกา   

ผมจึงเข้าใจว่า วิทยาการแยกส่วนก็ยังต้องคงอยู่ โดยมีการปรับตัวตามความเหมาะสม   และต้องมีการพัฒนาระบบวิทยาการเชื่อมโยง       

ชื่อรองของเอกสาร Convergence  ชี้ว่าต้องบูรณาการศาสตร์ชีวภาพ กายภาพ วิศวกรรม และอื่นๆ    ซึ่งผมคิดว่า “ศาสตร์อื่นๆ” กำลังเป็นปัจจัยสำคัญเสียยิ่งกว่า ๓ ศาสตร์หลักที่เขาเอ่ยชื่อ    ตัวอย่างเช่น วิทยาการข้อมูล  รัฐศาสตร์   นิติศาสตร์ และแน่นอนที่สุด สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์  รวมทั้งศิลปะแขนงต่างๆ ด้วย   ผมจะจินตนาการความสำคัญของศาสตร์อื่นๆ ตามความเข้าใจของผม    โดยยังไม่อ่านรายละเอียดในเอกสาร Convergence ของ NRC

สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจประการแรกคือ “บูรณาการศาสตร์”  ในวิทยาการเชื่อมโยง (convergence)   ไม่ใช่บูรณาการแบบตื้นๆ หรือผิวเผิน   ต้องเป็นการบูรณาการอย่างลึกซึ้ง (deep integration) ที่เราจะต้องร่วมกันทำความเข้าใจ  และร่วมกันพัฒนาต่อไป   โดยในชั้นนี้ผมนึกถึงการบูรณาการแบบขนมเปียกปูน  ไม่ใช่แบบขนมชั้น   

เอกสาร Revisiting academic health sciences systems a decade later : discovery to health to population to society (2021) ระบุความสำคัญของ วิทยาการข้อมูล (data science) ว่า    เราก้าวสู่ยุคที่สามารถเก็บข้อมูลในระบบดิจิทัลเพื่อวิเคราะห์ด้วย big data analytics   เพื่อการสร้างสมมติฐานหรือทฤษฎีใหม่  สร้างข้อมูลหลักฐานไว้ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้ช่วยการตัดสินใจ  และระบบ machine learning จะช่วยให้เกิด AI – artificial intelligence ช่วยทำงานแทนมนุษย์ได้ในบางเรื่อง   

จะเห็นว่า ความเชี่ยวชาญด้านวิทยาการข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล   จะช่วยเชื่อมโยงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เช่น ข้อมูลจีโนมของบุคคล เข้ากับระบบข้อมูลทางคลินิกของผู้นั้น และเชื่อมโยงเข้ากับระบบข้อมูลทะเบียนราษฎร์และระบบข้อมูลด้านสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ   ช่วยให้เกิดมิติใหม่ของความรู้ความเข้าใจเพื่อประโยชน์ด้านสุขภาพของบุคคล  และเพื่อการพัฒนาเชิงระบบของ “ระบบวิชาการวิทยาศาสตร์สุขภาพ” ตามในบันทึกชุดนี้    ยกระดับขึ้นไปสู่มิติใหม่ของระบบ   

ซึ่งก็จะมีผลกระทบได้ทั้งทางบวกและทางลบต่อระบบความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน    ซึ่งที่ต้องระมัดระวังคือ ด้าน ความเท่าเทียม  ความดีงามในสังคม  การก่อความขัดแย้งใหม่ๆ  การก่อความหวาดระแวงต่อเทคโนโลยี (ดังตัวอย่างกรณีวัคซีนโควิด)   การสร้างข่าวลวง เป็นต้น    

เชื่อมโยงสู่การพัฒนาระบบกำกับควบคุม (governance) ใหม่ๆ ที่จะต้องตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีให้ทัน    จึงต้องการนักวิชาการด้าน รัฐศาสตร์   นิติศาสตร์ สังคมศาสตร์  พฤติกรรมศาสตร์  มนุษยศาสตร์  และที่สำคัญยิ่ง เศรษฐศาสตร์ ที่เชี่ยวชาญด้านระบบสุขภาพ    เพื่อทำงานวิชาการสร้างกติกา (กฎหมาย) ใหม่ๆ ที่กำกับการใช้เทคโนโลยีสุขภาพ ให้ส่งผลด้านบวกต่อผู้คนในสังคม และลดผลด้านลบ  ที่มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง    ในลักษณะของการทำงานในระบบ “วิทยาการเชื่อมโยง” (convergence)  แบบ deep integration    

เฉพาะกลไกกำกับด้วยกฎหมายไม่มีทางเพียงพอ  ต้องกำกับด้วยระบบศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม ในสังคมด้วย    นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ มานุษยวิทยา  นักจริยศาสตร์ (ethicist)  พระและนักบวชในศาสนาต่างๆ  ต้องเข้ามาร่วมกันทำงาน “วิทยาการเชื่อมโยง” เพื่อชีวิตและสังคมที่ดีงาม   จากมุมของระบบวิชาการวิทยาศาสตร์สุขภาพ เชื่อมโยงกับมุมมองจากระบบอื่นๆ ในสังคม 

เศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ได้รับความสนใจและพัฒนาขึ้นมาเป็นเวลากว่าสามสิบปี    มีการขยายขอบข่ายออกไปมากมาย เป็นศาสตร์ด้านระบบสุขภาพ (health systems)   และด้านการประเมินความคุ้มค่าของเทคโนโลยี (health intervention and technology assessment) ที่วงการวิชาการของประเทศไทยมีชื่อเสียงมากในระดับโลก    ช่วยให้การลงทุนด้านสุขภาพมีความถูกต้องเหมาะสม และคุ้มค่า     

เชื่อมโยงสู่ “ศาสตร์เชิงระบบ” (systems science) ที่ช่วยความเข้าใจ และพัฒนาวิธีดำเนินการเชิงระบบที่ซับซ้อน 

เมื่ออ่านรายงาน เรื่อง Convergence : Facilitating Transdisciplinary Integration of Life Sciences, Physical Sciences, Engineering and Beyond (2014) ลงรายละเอียด ก็พบว่า เขาเน้นเสนอ “ชาลาการวิจัย” (research platform) ใหม่ ทั้งระบบ   เพื่อเคลื่อนระบบวิจัยของประเทศตามชื่อของรายงาน คือสู่การวิจัยแบบบูรณาการศาสตร์   

เป็นข้อเสนอที่มาจากการสอบถามรวบรวมข้อคิดเห็นเอามาจัดหมวดหมู่   และสังเคราะห์เป็นข้อเสนอแนะเพื่อส่งเสริมการวิจัยแบบเชื่อมโยงศาสตร์ (convergence)   เป็นข้อเสนอแนะที่ครอบคลุมครบถ้วนทุกขึ้นตอนของระบบวิจัย    เริ่มตั้งแต่การศึกษาระดับปริญญาตรี โท เอก ที่สร้างเจตคติในการทำงานร่วมกับคนในศาสตร์อื่น   การปรับวิธีการให้ทุนวิจัยที่เอื้อต่อการวิจัยแบบเชื่อมโยงศาสตร์    การจัดระบบนิเวศของการทำงานในสถาบันวิชาการและสถาบันวิจัย ให้เอื้อต่องานวิจัยแบบเชื่อมโยงศาสตร์   การปรับระบบให้คุณค่าผลงาน หรือระบบเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ให้มีแรงจูงใจให้อยากทำงานวิจัยแบบเชื่อมโยงศาสตร์   เป็นต้น   

เป้าหมายของรายงานนี้มี ๒ ประการหลัก คือ  (๑) เพื่อสร้างกลไกแก้ปัญหาซับซ้อนที่กำลังเผชิญ  และ (๒) เพื่อวางพื้นฐานระบบวิจัยที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายในระดับประเทศ   ให้มีการวิจัยแบบที่สนับสนุนหรือดำเนินการโดยหลายหน่วยงาน (multi-agency, multi-stakeholder)    ซึ่งจะต้องมีกลไกประสานงาน เพื่อสร้างเป้าหมายร่วม ความสนใจร่วม และเห็นคุณค่าของการทำงานร่วมกัน                  

วิจารณ์ พานิช

๒๗ ธ.ค. ๖๔