ธรรมะกับอธรรม

................

“ผู้ปฏิบัติตามบทบัญญัติ ย่อมดำรงอยู่ในพระเจ้า

และพระเจ้าทรงดำรงอยู่ในผู้นั้น”

(1ยอห์น 3:24 )

ในช่วงที่มีข่าวเกี่ยวกับเยาวชนทำร้ายพ่อแม่

และข่าวอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงของบรรดาเยาวชนทุกรูปแบบ

มีบทความในเฟสของ “บันทึกหมอเดว” ที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้

สภาพของสังคมไทยและคุณภาพของประชากรไทย

โดยเฉพาะในด้านจิตใจที่กำลังเข้าสู่ภาวะของสังคมที่คุณธรรมกำลังเสื่อมถอย

หมอเดวได้เขียนไว้ว่า เรากำลังต้องการสังคมคุณธรรม พลังบวก

เพื่อเยียวยาอาการป่วยทางสังคม โดยเฉพาะในระดับครอบครัว

ใครจะเป็นผู้ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้ประชากรรุ่นใหม่?

ในสังคมไทยซึ่งเป็นเมืองพุทธ สมัยก่อนก็น่าจะเป็นพระที่วัด

ที่จะคอยกล่อมเกลาจิตใจ พาสวดมนต์ เทศน์สอนให้สติให้ข้อคิดในการดำเนินชีวิต

แต่ปัจจุบัน มนุษย์แทบจะไม่เห็นความสำคัญของศาสนาเลย

และแม้แต่บุคลากรทางศาสนาก็ดูเหมือนจะอ่อนแรง

ขาดวินัยและไร้เป้าหมายในการที่จะทำหน้าของตนอย่างดี

เป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติตนต่อฆราวาส

เหตุการณ์ต่างๆในสังคมทำให้หลายฝ่ายพยายามผลักดันให้ใส่ใจ

ในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาคุณภาพประชากรของประเทศ

ให้มีความสมบูรณ์พร้อมทั้งกายและใจ

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านจิตใจ

ที่ต้องขับเคลื่อนแข่งขันไปกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว

ในขณะที่ภาวะการเติบโตทางคุณธรรมในตัวบุคคลกลับเชื่องช้าจนแทบจะสูญหายไป

และฉันก็ไม่รู้ว่าพลังเสียงของคุณธรรมจะดังพอที่ให้ใครได้ยินบ้างหรือไม่

จะมีใครนำพาการเปลี่ยนแปลง ขับเคลื่อนอย่างจริงจังแค่ไหน

จนบางครั้งฉันเองก็แอบทดท้อ และอยากจะเลิกล้มเสียงอันน้อยนิดของตนเช่นกัน

ฉันเคยเขียนบทกลอนเกี่ยวกับธรรมะกับอธรรม ขอแบ่งปันไว้เป็นข้อคิดเล็กน้อย

“ธรรมะ เดินทางมา อย่างเชื่องช้า

งอกงามด้วย คุณค่า แห่งความหวัง

เจริญด้วย ความรัก เป็นพลัง

มีความเชื่อ เป็นที่ตั้ง ของวิญญาณ

อธรรม ก้าวกระโดด อย่างรีบเร่ง

มีกิเลส เป็นบัตรเบ่ง  คอยเผาผลาญ

อาหารหลัก คือชีวิต และวิญญาณ

ให้อธรรม ก้าวผ่าน นำหน้าไป

ใช้ถ้อยคำ พระวาจา เป็นยาช่วย

ยึดไว้ด้วย ความรัก เป็นหลักให้

เปิดประตู รับพระพร เพื่อดวงใจ

มีพลัง ลุกขึ้นใหม่ ในพระองค์”

แม้ว่าสังคมโลกหรือเทคโนโลยี หรือวิวัฒนาการใดใด

จะเจริญก้าวหน้าไปจนมนุษย์แทบจะก้าวตามกันไม่ทันแล้วก็ตาม

แต่สิ่งสำคัญที่จะต้องยังคงอยู่ในจิตใจของมนุษย์คือศาสนา

ที่จะเป็นธรรมะ เป็นกรอบในใจ ให้มนุษย์รู้ผิดชอบชั่วดี

รู้ยับยั้งชั่งใจ รู้สิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร รู้สิ่งใดผ่อนปรนสิ่งใดจริงจัง

รู้ฟังหูไว้หูไตร่ตรองใคร่ครวญก่อนกระทำการสิ่งใดลงไป

รู้ปล่อยวาง รู้เข้าใจไม่ตัดสินใครเพียงเพราะแค่อ่าน

แค่ตีความจากความรู้สึกตนหรือคนรอบข้างเท่านั้น

“ผู้ยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าย่อมเป็นสุข

เขาเดินอยู่ในมรรคาของพระองค์

ท่านจะมีอาหารกินจากงานที่ท่านทำ

ท่านจะเป็นสุขและเจริญรุ่งเรือง”

(สดุดี 128:1-2)

ฉันเชื่อว่า ต่อให้โลกเจริญก้าวหน้าแค่ไหน

แต่หากจิตใจมนุษย์มีคุณธรรมที่หนักแน่นมั่นคง

มีศาสนาเป็นที่พึ่งพิงทางใจในยามที่สงสัย มีปัญหา ร้อนลุ่ม ไม่เข้าใจชีวิต

หรือในยามที่หลงเตลิดไปกับกระแสโลก

ศาสนาที่อยู่ในใจจะผลักดันเรากลับมาเดินให้ตรงทาง

และสถาบันแรกที่น่าจะได้รับการเยียวยาที่สุดคือสถาบันครอบครัว

ที่พ่อแม่เองต้องเป็นแบบอย่างของความเชื่อ ความศรัทธา

ไม่ใช่สอนเพียงแค่คำพูดที่ย้ำซ้ำซากจนศาสนากลายเป็นความน่าเบื่อหน่ายไปเสีย

แบบอย่างที่ถูกกระทำจนเป็นกิจนิสัย

จะค่อยๆหล่อหลอมลูกหลานให้เห็นพฤติกรรมนั้นจนกลายเป็นความคุ้นเคยในชีวิต

(น้ำผึ้งหวาน)

Theresa  Paradee Thescharee