ในวง Line ในปัจจุบัน มีผู้ส่งบทความดีๆ มาให้อ่านเสมอ วันนี้ได้จาก รศ. ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ เป็นบทความอธิบายกลไกของ intermittent fasting ว่าทำให้สุขภาพดีอย่างไร เป็นข้อเขียนของ อมร ชุติมาวงศ์ เมื่อครึ่งปีมาแล้ว
ทำไมพระพุทธเจ้า จึงบัญญัติให้พระภิกษุสาวกของท่าน ไม่ให้ฉันอาหารเที่ยงวันล่วงแล้ว ไปจนถึงอรุณขึ้น เดิมก็สันนิษฐานคาดเดาเอาเองว่า ท่านคงเกรงว่า บิณฑบาตเช้าได้อาหารมา ถ้าหลังเที่ยงอาหารอาจจะบูดเน่าเสียได้ ท่านจึงได้บัญญัติไว้เช่นนั้น บ้างคาดเดาว่า ฉันไม่เลยเที่ยง ทำให้ฉันไม่มาก กามราคะจะได้ไม่กำเริบ บ้างคาดเดาว่า ถ้าฉันเลยเที่ยง ทำให้วันหนึ่งต้องฉันหลายมื้อ เลยต้องออกบิณฑบาตหลายครั้งรบกวนชาวบ้าน ฯลฯ
กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงปีพ.ศ.2559 “ โยชิโนริ โอซูมิ ” ศาสตราจารย์จากสถาบันเทคโนโลยีโตเกียว (Tokyo Institute of Technology) ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรศาสตร์หรือการแพทย์ ประจำปี 2559 จากผลงานการค้นพบกระบวนการกลืนกินตัวเองของเซลล์ (autophagy)
หลังประกาศผลเมื่อวันที่ 3 ต.ค.2559 ทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของรางวัลโนเบล ก็ได้เปิดโหวตคำถามว่ามีใครเคยได้ยินเกี่ยวกับ “กระบวนการกลืนกินตัวเองของเซลล์ (autophagy) ” หรือไม่ ซึ่งมากถึง 30% ของผู้ร่วมตอบคำถามไม่รู้จักหรือเคยได้ยินเกี่ยวกับกระบวนการดังกล่าวมาก่อน รายงานจากเอเอฟพีอ้างถึงอธิบายของคณะกรรมการรางวัลโนเบล ซึ่งระบุว่า “หากกระบวนการกลืนกินตัวเองนี้ถูกขัดขวาง ก็จะเป็นสาเหตุของโรคพาร์กินสันหรือโรคเบาหวานได้ ทั้งนี้ กระบวนการกลืนกินตัวเองของเซลล์ เป็นกระบวนการพื้นฐานทางสรีรศาสตร์ของเซลล์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพและการเกิดโรคต่างๆ ในมนุษย์ กระบวนการนี้เป็นหัวใจของการเสื่อมสลายไปอย่างเป็นระบบ และเป็นการรีไซเคิลส่วนที่เสียหายของเซลล์ อีกทั้งเชื่อว่าหากกระบวนการรีไซเคิลเซลล์ส่วนที่เสียหายนี้ไม่ทำงาน จะเป็นสาเหตุของการความชราและความเสียหายของเซลล์”
ในช่วงพุทธศักราช 2503 นักวิจัยสังเกตพบกระบวนการกลืนกินตัวเอง (autophagy) นี้ โดยเห็นว่าเซลล์นั้นสามารถทำลายส่วนประกอบของเซลล์เองได้จากการหุ้มส่วนเหล่านั้นเข้าไปในเยื่อเมมเบรน แล้วลำเลียงสู่ส่วนรีไซเคิลที่เรียกว่า “ไลโซโซม” (lysosome) ความยากในการศึกษาปรากฏการณ์กลืนกินตัวเองของเซลล์นี้ ทำให้เรามีองค์ความรู้เกี่ยวเรื่องนี้น้อยมาก จนกระทั่ง โยชิโนริ โอซูมิ ได้สร้างชุดการทดลองที่ยอดเยี่ยมในช่วงต้นพ.ศ.2533 โดยเขาได้ใช้ยีสต์สำหรับอบขนมจำแนกยีนเพื่อการกลืนกินตัวเองโดยเฉพาะ จากนั้นโอซูมิได้เดินหน้าอธิบายถึงกลไกที่ซ่อนอยู่ของกระบวนการกลืนกินตัวเองในเซลล์ยีสต์ และแสดงให้เห็นกลไกอันซับซ้อนแบบเดียวกันที่เกิดขึ้นในเซลล์มนุษย์ โดยคณะกรรมการรางวัลโนเบลได้ระบุไว้ว่า “การค้นพบของโอซูมินำไปสู่กรอบใหม่ในความเข้าใจว่า เซลล์รีไซเคิลส่วนประกอบของตัวเองอย่างไร … การกลายพันธุ์ในยีนกลืนกินตัวเองนั้นเป็นสาเหตุของโรคได้ และกระบวนการกลืนกินตัวเองนี้นำไปสู่ความเข้าใจถึงการเจ็บป่วยต่างๆ รวมถึงมะเร็งและโรคทางเส้นประสาทได้”
โอซูมิซึ่งปัจจุบันอายุ 71 ปีแล้ว เกิดที่เมืองฟูกูโอกะเมื่อปี พ.ศ.2489 เขาได้รับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยโตเกียว (University of Tokyo) ในญี่ปุ่น เมื่อปี พ.ศ.2517 ทั้งนี้เขาจะได้รับเงินรางวัลทั้งหมด 8 ล้านโครน หรือ 32 ล้านบาท
ต่อมา วารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ ( New England Journal of Medicine ตัวย่อ NEJM) เป็นวารสารการแพทย์ภาษาอังกฤษ ตีพิมพ์โดยสมาคมการแพทย์รัฐแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Medical Society) เป็นวารสารที่ทบทวน(REVIEW)โดยผู้รู้เสมอกันและมีเกียรติที่สุดฉบับหนึ่งของโลก และที่ตีพิมพ์ต่อเนื่องกันมายาวนานมากที่สุด ได้ตีพิมพ์เรื่อง Effects of Intermittent Fasting on Health, Ageing, and Disease ซึ่งได้รีวิวงานวิจัยเกี่ยวกับ IFหรือ Intermittent Fasting (การอดอาหารเป็นช่วง) ซึ่งในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา เป็นที่ถกเถียงกันมานานถึงข้อดี-ข้อเสียของการทำ IF หรือ Intermittent Fasting (การอดอาหารเป็นช่วง) ได้กล่าวถึงข้อดี/ประโยชน์ของการทำ IF ซึ่งทำให้เกิดกระบวนการกลืนกินตัวเองของเซลล์ ( AUTOPHAGY ) ไว้ดังนี้
1 อนุมูลอิสระในร่างกายลดลง
2 การอักเสบซ่อนเร้นในร่างกายลดลง
3 ชะลอวัย อ่อนเยาว์ขึ้น เป็นผลมาจากอนุมูลอิสระ และการอักเสบในร่างกายลดลง
4 ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีมากยิ่งขึ้น (ถ้าร่างกายมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน อาจเสี่ยงโรคเบาหวาน)
5 ช่วยทำให้ยีนส์ที่ดีบางตัวแสดงออกได้ดีขึ้น โดยเฉพาะสารที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของสมอง ให้เราฉลาดขึ้น
ความจำดีขึ้น
6 ร่างกายซ่อมแซมดีเอ็นเอได้ดีขึ้น
7 ร่างกายจัดการกับเซลล์ที่ใช้ไม่ได้ได้ดีขึ้น โดยนำบางส่วนที่ยังใช้ได้อยู่นำกลับมาใช้ใหม่ ทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายดำเนินต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
8 ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจAutophagy ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์ในหัวใจ
IF-INTERMITTENT FASTING คือการกินอาหารแบบจำกัดช่วงเวลาและการอดอาหารแบบจำกัดช่วงเวลา มีประโยชน์ยิ่งถ้าสามารถทำได้ เพราะจะส่งผลให้เกิด Autophagy คือกระบวนการที่เซลล์กลืนกินตัวเองหรือกระบวนการฟื้นฟูของเซลล์ ที่ช่วยให้ร่างกายของเรากำจัดเซลล์เก่าๆที่เสื่อมหมดประสิทธิภาพออกไปและสร้างเซลล์ใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิมขึ้นมาทดแทน เมื่อร่างกายกินอยู่ตลอดเวลา ร่างกายก็จะต้องทำงานโดยการย่อยอาหารที่เรากินเข้าไป และทำให้ไม่มีเวลาสำหรับฟื้นฟู ไม่มีพลังงานเหลือสำหรับกระตุ้นให้เกิด Autophagy
1. สำหรับรูปแบบในการทำ IF นั้น มีอยู่หลากหลายรูปแบบ แต่ที่นิยมแพร่หลายอยู่ทั่วโลกใช้กันมากว่า 10ปีแล้ว ในเวลานี้ยังเป็นวิธีลดน้ำหนักฮิตในหมู่ผู้บริหารและคนรุ่นใหม่มากมาย คือจะเริ่มต้นด้วยรูปแบบ 16/8 คือการงดกินอาหารทุกวัน วันละ 16 ชั่วโมง และในทุกๆวันเราจะกินอาหารได้ 8 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งอาจจะเป็น 2-3 มื้อต่อวัน แต่ต้องอยู่ในช่วงเวลา 8ชม. เท่านั้น ซึ่งในระหว่างวันเราสามารถดื่มน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาลและไม่มีสารให้ความหวาน เช่นชา กาแฟดำ ใครที่จะเริ่มทำ IF ต้องรู้อีกนิดนึงว่า เราจะแบ่งเวลาการกินออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงอด (Fasting) ช่วงกิน (Feeding) จะบอกว่าประโยชน์หลัก ๆ ของการทำ IF คือ ช่วยยกระดับการเผาผลาญไขมันให้กับร่างกาย ดังนั้นน้ำหนักจากการสะสมของไขมันจึงลดตามไปด้วย โดยหลักการเผาผลาญคือ เมื่อเราอยู่ในช่วงอดอาหาร ระดับอินซูลินจะลดลง ระดับ Growth Hormone สูงขึ้น การอดระยะสั้นสลับกันไปนี้จะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกายได้ 3.6-14% เลยทีเดียว แถมยังช่วยลดไขมันสะสมรอบเอวโดยเฉพาะไขมันไม่ดี โดยไม่ทำให้มวลกล้ามเนื้อลดลงเหมือนการอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักอย่างต่อเนื่องด้วย นอกจากประโยชน์ที่ว่ามาแล้ว การทำ IF ยังมีประโยชน์อีกมากมาย นอกจากจะช่วยเรื่องลดน้ำหนักแล้ว ยังช่วยลดไขมันในเลือดได้โดยตรง อีกทั้งยังช่วยลดการอักเสบของร่างกาย ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ เบาหวาน ความอ้วน และโรคมะเร็ง ช่วยยกระดับระบบความจำและสมอง รวมไปถึงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้สุขภาพดีและอายุขัยยาวนานขึ้นนั่นเอง มาถึงตรงนี้เราเชื่อว่าหลาย ๆ คนก็ยังนึกไม่ออกว่าแล้วจะอดตอนไหน กินตอนไหนดี ถึงจะลดไขมันได้เร็วที่สุด ซึ่งตัดสินใจได้ด้วยตัวคุณเองว่า ชีวิตของคุณจะกินมื้อเช้ากี่โมง มื้อกลางวันกี่โมง มื้อเย็นกี่โมง แต่ต้องอยู่ภายใน 8 ชั่วโมง เช่น มื้อเช้ากิน 07.00 น.มื้อกลางวัน12.00น. มื้อเย็นต้องจบก่อน 15.00 น.หรือกินวันละ2มื้อ มื้อเช้า09.00น. มื้อเย็นจบก่อน17.00น. เพื่อให้มีช่วงงดอาหาร 16 ชั่วโมงและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิต มีสุขภาพที่ดีในที่สุด แต่เมื่อไหร่ที่เราหยุดกินอาหาร เมื่อร่างกายหยุดย่อยอาหาร ก็จะทำให้ร่างกายมีเวลามีพลังงานเหลือสำหรับกระตุ้นให้เกิด Autophagy และเวลาที่เราต้องการพักกระเพาะคืออย่างน้อย 14 หรือ 16 ชั่วโมง เพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายเผาผลาญพลังงาน ไกลโคเจน (Glycogen) จนหมดไปจากตับ
2.แบบ IF 18/6 คือ การอดอาหาร 18 ชั่วโมง และการกินอาหาร 6 ชั่วโมง รูปแบบ 18/6 นี้ เหมาะสำหรับผู้ที่สามารถปฏิบัติผ่านมาจากรูปแบบ 16/8 มาแล้ว และต้องการพัฒนาตนเองให้สุขภาพดียิ่งขึ้นต่อไป เพราะกระบวนการ AUTOPHAGY มักจะเริ่มเกิดขึ้นเมื่อมีการอดอาหารเป็นเวลาประมาณ 18-20 ชั่วโมง ข้อน่าสังเกตในรูปแบบที่สอง IF 18/6 นี้ เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าได้บัญญัติให้พระภิกษุสงฆ์สาวกของท่าน ฉันอาหารเที่ยงวันไปแล้วจนถึงอรุณขึ้น ซึ่งเท่ากับให้อดฉัน 18 ชั่วโมง และให้ฉันได้ 6 ชั่วโมงเช่นกัน พระไตรปิฎก ภัททาลิสูตร พระภัททาลิฉันอาหารหนเดียวไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงอนุญาตว่า” ดูกรภัททาลิ ถ้าอย่างนั้น เธอรับนิมนต์ ณ ที่ใดแล้ว พึงฉัน ณ ที่นั้นเสียส่วนหนึ่ง แล้วนำส่วนหนึ่งมาฉันอีกก็ได้ เมื่อเธอฉันได้ แม้อย่างนี้ ก็จักยังชีวิตให้เป็นไปได้.”
3.แบบ IF 23/1 คือ การอดอาหาร 23 ชั่วโมง และการกินอาหาร 1 ชั่วโมง เหมาะสำหรับผู้ที่สามารถปฏิบัติผ่านมาจากรุปแบบ 18/6 มาแล้ว และต้องการพัฒนาตนเองให้สุขภาพดียิ่งขึ้นต่อไปอีก เพราะกระบวนการ AUTOPHAGY จากผลการวิจัย ช่วงเวลาที่จะได้ประโยชน์เต็มที่คือประมาณ 24-48 ชั่วโมง ข้อน่าสังเกตุในรูปแบบที่สาม IF 23/1 นี้ ปรากฏในพระไตรปิฎก หลายพระสูตรด้วยกัน ว่าพระพุทธเจ้าฉันวันละมื้อเดียว เช่นในภัททาลิสูตร “ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก-เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุเหล่านั้นรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เราฉันอาหารในเวลาก่อนภัตครั้งเดียว เมื่อเราฉันอาหารในเวลาก่อนภัต
ครั้งเดียว ย่อมรู้สึกคุณ คือความเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคเบาบาง กายเบา มีกำลัง และอยู่สำราญ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เธอทั้งหลายจงมา จงฉันอาหารในเวลาก่อนภัตครั้งเดียวเถิด ด้วยว่าเมื่อเธอทั้งหลายฉันอาหารในเวลาก่อนภัตครั้งเดียว จักรู้สึกคุณคือความเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคเบาบาง กายเบา มีกำลัง และอยู่สำราญ.”
4 รูปแบบ IF 47/1 คือ การอดอาหาร 47 ชั่วโมง และการกินอาหาร 1 ชั่วโมง ADF (Alternate Day Fasting) : คือการอดอาหารแบบวันเว้นวัน ซึ่งวิธีค่อนข้างฮาร์ดคอร์ที่สุด เพราะต้องอดอาหาร 1 วัน กินอาหาร 1 วัน แล้วกลับมาอดอีกหนึ่งวัน หรือการกินวันเว้นวัน หรือการกินที่เว้นสองวัน เช่นรูปแบบ IF 5/2 คือกิน 5 วัน อด 2 วัน เหมาะสำหรับผู้ที่ปฏิบัติผ่านรูปแบบ IF 23/1 มาแล้ว และต้องการพัฒนาตนเองให้สุขภาพตนเองดียิ่งๆขึ้นไปอีก เพราะกระบวนการ AUTOPHAGY จากผลงานวิจัย ช่วงเวลาที่จะได้ประโยชน์เต็มที่คือประมาณ 24-48 ชั่วโมง
5 รูปแบบ IF 71/1 คือ การอดอาหาร 71 ชั่วโมง และการกินอาหาร 1 ชั่วโมง หรือการกินอาหาร 1 วัน เว้น 3 วัน แต่รูปแบบนี้ไม่น่าสนใจเท่าใดนัก แม้ผลงานวิจัยกระบวนการ AUTOPHAGY จะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปจนกระทั่ง 48-72 ชั่วโมง แต่โดยช่วงเวลาที่จะได้ประโยชน์เต็มที่คือประมาณ 24-48 ชั่วโมง หรือใช้รูปแบบ IF 47/1 การกินวันเว้นวัน ก็ได้รับประโยชน์เต็มที่แล้ว
จากความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ในสมัยปัจจุบัน ทำให้เราเข้าใจถึงเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงได้บัญญัติและให้ความสำคัญในเรื่องอาหารไว้ว่า การฉันอาหารมื้อเดียว มีประโยชน์ต่อสุขภาพกายถึง 5 ประการคือ 1 เป็นผู้มีอาพาธน้อย 2 มีโรคเบาบาง 3 กายเบา 4 มีกำลัง 5 อยู่สำราญ แต่ท่านก็ยังอนุญาตให้ฉันได้วันละสองมื้อแต่ไม่ให้เลยเที่ยงวัน เท่ากับท่านให้อดวันละ 18 ชั่วโมง กินวันละ 6 ชั่วโมง ดังนั้นข้อสรุปของการกินอาหารของคนเรา ที่ควรปฏิบัติคือ ควรกินเมื่อตะวันขึ้นและจบลงก่อนตะวันตก แต่ถ้าจะให้กระบวนการกลืนกินตัวเองของเซลล์เกิดขึ้น ( AUTOPHAGY ) ก็ต้องอดวันละ 18 ชั่วโมง กินวันละ 6 ชั่วโมง เช่นเริ่มกิน 09.00 จบก่อน 15.00 ถ้าต้องการสุขภาพที่ดีไปกว่านั้นและได้บุญด้วย ก็ใช้รูปแบบ IF 23/1 ในทุกวันพระ เพราะเท่ากับถือศีล 8 ไปด้วย พวกเราโชคดีที่ได้เกิดมาและพบพระพุทธศาสนา พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น เป็นสิ่งที่ท่านได้ตรัสไว้ดีแล้ว เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติจะพึงเห็นและได้รับผลด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกับผู้อื่นว่าท่านจงมาดูเถิด กราบนมัสการพระพุทธเจ้า
อมร ชุติมาวงศ์ จันทร์ 7 มิถุนายน 2564
วิจารณ์ พานิช
๑๓ ม.ค. ๖๕