บันทึกชุด สอนทักษะสร้างสรรค์ ฝึกนักเรียนให้คิดเป็นและคิดอย่างมีวิจารณญาณ นี้ ตีความจากหนังสือ Teaching Creative Thinking : Developing learners who generate ideas and can think critically (2017)  เขียนโดย Bill Lucas  และ Ellen Spencer    ที่เป็นหนังสือว่าด้วยการคิดสร้างสรรค์ (critical thinking)   แต่ตีความเชื่อมโยงออกไปกว้างขวางมาก    และมีคำแนะนำภาคปฏิบัติ   รวมทั้งมีตัวอย่างโรงเรียนที่ดำเนินการในแนวทางที่เสนอ    ผมเขียนบันทึกชุดนี้ เพื่อร่วมขบวนการขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะให้แก่สังคมไทย   

ตอนที่ ๑๐ นี้ ตีความจากหนังสือบทที่ 6  Signs of Success : Some suggestions as to how student progress can be assessed   

หากจะสอนทักษะสร้างสรรค์ให้ได้ผลต้องมีการประเมิน   เน้นการประเมินเพื่อหนุนครูให้จัดการเรียนรู้อย่างได้ผล และหนุนการเรียนรู้ของศิษย์  หลักการสำคัญคือ นักเรียนต้องรู้ว่าตนต้องเรียนรู้อะไรเพื่อชีวิตที่ดีของตน   และจะประเมินความก้าวหน้าของการเรียนรู้นั้นอย่างไร    ย้ำว่า การประเมินช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ได้ดีขึ้น   และสำหรับครู การประเมินช่วยให้ครูต้องคิดถึงแก่นแท้ของสิ่งที่จะประเมิน    ซึ่งก็คือ ๕ มิติของความคิดสร้างสรรค์ และ ๑๕ มิติย่อย 

มีหลักฐานจากการวิจัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ประเมินได้   แต่ในหนังสือ Teaching Creative Thinking ใช้คำว่า “ติดตามความก้าวหน้า” แทนคำว่า “ประเมิน” ซึ่งมักแสลงหูขัดตาครู   หลักการสำคัญคือ ดำเนินการติดตามความก้าวหน้าเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ (formative process)   และเน้นให้ผู้เรียนมีบทบาทสำคัญ 

วิธีประเมินสมรรถนะมี ๔ หมวดคือ ประเมินโดยนักเรียน  ประเมินโดยครู   ประเมินในสถานการณ์จริง   และ ประเมิน ออนไลน์    โดยมีรายละเอียดตามหัวข้อข้างล่าง

ก่อนไปที่รายละเอียด ขอทำความเข้าใจหลักการพื้นฐาน ๕ ประการของการประเมินสมรรถนะ    โดย ๓ หลักการแรกใช้ได้ต่อทุกสมรรถนะ    ๒ หลักการหลังจำเพาะต่อการประเมินความคิดสร้างสรรค์ 

  1. ต้องเป็นการประเมินที่เชื่อถือได้ (reliable)    วัดกี่ครั้งๆ ก็ได้ผลเท่ากัน
  2. มีความแม่นตรง (valid) คือวัดสิ่งที่ต้องการวัด
  3. วัด ณ เวลาที่เหมาะสม   เพื่อนำไปสู่การป้อนกลับ (feedback)  ตามด้วยการใช้ข้อมูลจากการประเมินเพื่อปรับตัว
  4. ต้องใช้ข้อมูลหลักฐานจากหลายแหล่ง    คือมีการสอบทาน (triangulation) 
  5. ดำเนินการได้    หลักการง่ายที่สุดคือบูรณาการอยู่ในกระบวนการเรียนรู้ตามปกติ   

 

นักเรียนติดตามความก้าวหน้า

หลักการศึกษาที่ล้าสมัยตกยุคไปแล้วคือ ครูสอน นักเรียนเรียน ตามด้วยครูประเมิน   ย้ำว่าหลักการนั้นใช้ไม่ได้แล้ว   สมัยนี้นักเรียนต้องประเมินการเรียนรู้ เพื่อหนุนการเรียนรู้ของตนเองที่เรียกว่า ประเมินเพื่อการเรียนรู้ (AfL – assessment for learning)    รายละเอียดมีอยู่ใน บล็อก ชุด ประเมินเพื่อมอบอำนาจ  และหนังสือ การประเมินเพื่อมอบอำนาจการเรียนรู้  โดยมีหลักการสำคัญ ๕ ประการคือ 

  1. นักเรียนเข้าใจเป้าหมายของการเรียน และเกณฑ์ของการประเมิน 
  2. จัดให้มีการอภิปราย การตั้งคำถาม และกิจกรรมในชั้นเรียน ที่ช่วยเผยหลักฐานว่ามีการเรียนรู้
  3. ให้คำแนะนำป้อนกลับ (feedback) ที่ช่วยเคลื่อนการเรียนรู้ของนักเรียนไปข้างหน้า    สมัยนี้เราใช้คำว่า “ป้อนสู่อนาคต” หรือ “ป้อนไปข้างหน้า” (feedforward) (๑)
  4. กระตุ้นให้นักเรียนเป็นครูซึ่งกันและกัน
  5. กระตุ้นให้นักเรียนเป็นเจ้าของการเรียนรู้ของตนเอง

หลักการทั้ง ๕ ประการข้างบน จะเป็นตัวบอกปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน  โดยมีตัวอย่างต่อไปนี้  

ประเมินป้อนกลับซึ่งกันและกันทันที (Real-time feedback) 

วิธีที่ง่ายที่สุดคือใช้เวลาสองสามนาทีสุดท้ายของชั้นเรียนให้นักเรียนจับคู่กันดูผลงานซึ่งกันและกันและบอกว่าตนชอบตรงไหน   และตรงไหนที่น่าจะปรับปรุงได้    ครูอาจมอบหมายให้นักเรียนทำหน้าที่ “สายตรวจการตั้งคำถาม”   หรือ “สายตรวจความมุมานะ”  แล้วรายงานต่อชั้นว่าเพื่อนคนไหนแสดงสมรรถนะนั้นๆ อย่างน่าชื่นชมเมื่อจะจบคาบเรียน    นอกจากนั้นอาจเลือกใช้ AfL techniques (๒) ได้ตามความเหมาะสม 

ภาพถ่าย

ในกรณีที่โรงเรียนอนุญาตให้นักเรียนนำโทรศัพท์มือถือมาโรงเรียน   เมื่อนักเรียนทำชิ้นงานเสร็จก็ให้ถ่ายรูปเก็บเข้าแฟ้มผลงาน (portfolios)   หรือ E-portfolios  

ตอบแบบสอบถามเพื่อประเมินตนเอง

ถ้อยคำที่สะท้อนสมรรถนะเป็นแบบสอบถามง่ายๆ ให้นักเรียนประเมินตนเอง   เช่น ให้ข้อความที่แสดงความมานะพยายาม แล้วให้นักเรียนเลือก ๔ คำตอบคือ ไม่เคย ทำเป็นบางครั้ง   ทำบ่อย   และทำเป็นประจำ    หรือให้ข้อความหนึ่ง แล้วให้นักเรียนตอบว่า ฉันเป็นอย่างนั้น  หรือ ฉันไม่เป็นอย่างนั้น  การประเมินตนเองที่กล่าวนี้มีประโยชน์ต่อเด็กเล็ก เพื่อให้คุ้นเคยกับถ้อยคำที่สะท้อนสมรรถนะ    และต้องใช้ร่วมกับวิธีประเมินแบบอื่น เช่นการสังเกตของครู   

โรงเรียน โธมัส ทัลลิส (ดูตอนที่ ๘) ใช้ assessment wheel (๓) ให้นักเรียนประเมินตนเอง ว่าแต่ละสมรรถนะตนอยู่ระดับใดใน ๔ ระดับ  โดยแรเงาลงไปในช่องที่ตรงกับตนเอง   

บันทึกการสะท้อนคิด

เป็นเครื่องมือฝึกการคิดสร้างสรรค์อย่างง่ายๆ    โดยให้เขียนบันทึกเพียงประโยคเดียวหรือสองสามประโยค    อาจทำโดยแจกกระดาษแผ่นเล็กๆ ตอนจบวัน ให้นักเรียนเขียนเติม ๓ ประโยค และส่งครูก่อนออกจากห้อง  ดังนี้

  • สิ่งที่ดำเนินอย่างราบรื่นในวันนี้คือ....
  • สิ่งที่ไม่ได้ดังหวังคือ ....
  • สิ่งที่ทำให้ฉันประหลาดใจคือ....

 

ในเด็กโตอาจให้เขียนบันทึกการสะท้อนคิดแบบเป็นเรื่องราว

ประเมินโดยเพื่อน (peer review) 

ครูฝึกให้นักเรียนประเมินผลงานของเพื่อน หรือประเมินซึ่งกันและกัน โดยแนะนำให้มี ๓ ตอนคือ (๑) ส่วนที่ตนชอบ เพราะอะไร  (๒) ส่วนที่น่าจะปรับปรุง (ใช้คำแนะนำที่สุภาพ) (๓) ตนเห็นว่าผลงานในภาพรวมเป็นอย่างไร 

การประเมินโดยเพื่อนนี้ มีประโยชน์ต่อการเรียนรู้หลายประการ ทั้งการฝึกวิธีใช้ถ้อยคำ การทำความเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น  ทักษะการรับคำติชม   ความเข้าใจเรื่องคุณภาพของผลงาน   และความรู้ด้านเนื้อหาวิชาการ   

ติชมกันเป็นกลุ่ม (group critique) 

เป็นการฝึกนักศึกษาให้มีทักษะให้และรับคำแนะนำป้อนกลับ คล้ายๆ กับการประเมินโดยเพื่อนในตอนที่แล้ว และคล้ายกับวิธี เพื่อนประเมินเพื่อน (peer assessment) ในนิสัยย่อยที่ ๘ : ให้และรับคำแนะนำป้อนกลับ    โดยที่การติชมกันเป็นกลุ่มใช้ระหว่างการสร้างสรรค์ชิ้นงาน   ช่วยให้นักเรียนเข้าใจความก้าวหน้าในการปฏิบัติงานหรือทำงานสร้างสรรค์    โดยผมขอเพิ่มเติมความเห็นว่า นักเรียนต้องได้รับคำแนะนำจากครูว่า เป็นการเรียนรู้สองต่อ    คือเรียนรู้ด้านการพัฒนาชิ้นงาน  และเรียนรู้ด้านปฏิสัมพันธ์คือการติชมซึ่งกันและกัน  ซึ่งนำไปสู่การฝึกความคิดสร้างสรรค์ (และสมรรถนะสำคัญอื่นๆ)

เข็มเกียรติยศ (Badges)

เป็นการใช้จิตวิทยาเชิงบวกกระตุ้นพฤติกรรมที่ต้องการปลูกฝังแก่เด็ก   เมื่อนักเรียนแสดงพฤติกรรมตามที่กำหนดอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง ในระดับสูงตามที่กำหนด    เด็กได้รับ “เข็มเกียรติยศเสมือน” (E-badges)   ซึ่งสามารถส่งให้พ่อแม่ผู้ปกครองรับทราบ    โดยผมขอเสนอว่า ต้องไม่เพียงให้เข็มเกียรติยศ   ต้องมีคำอธิบายว่ากว่าจะได้เข็ม นักเรียนได้แสดงพฤติกรรมที่เป็นการสั่งสม “นิสัยดี” (สมรรถนะ) ด้านใด อย่างไร ในระดับใด เป็นเวลาต่อเนื่องนานเท่าไร   เพื่อกระตุ้นให้พ่อแม่ผู้ปกครองมีส่วนร่วมกระตุ้นให้เด็กพัฒนา “นิสัยดี” ใส่ตน    ซึ่งในที่นี้คือทักษะสร้างสรรค์ตาม ๕ มิติ   ๑๕ มิติย่อย 

เพื่อใช้เข็มเกียรติยศเป็นเครื่องมือกระตุ้นพฤติกรรมแก่เด็กที่มีปัญหา   ผมขอเสนอให้ครูและโรงเรียนพิจารณาจัดให้มีเข็มเกียรติยศหลายแบบ   แบบตามที่ระบุข้างบนเป็นรางวัลแก่พฤติกรรมที่เป็นเลิศและต่อเนื่อง     อาจจัดให้มี เข็มแสดงว่านักเรียนได้ใช้ความพยายามอย่างน่าชื่นชม    ให้แก่นักเรียนที่มีปัญหาพฤติกรรม (ในที่นี้คือความสร้างสรรค์)  เมื่อเห็นว่านักเรียนได้แสดงพฤติกรรมที่เข้าใจว่าพฤติกรรมที่เหมาะสมเป็นอย่างไร    ก็ได้รับ “เข็มมุมานะ” เพื่อเป็นกำลังใจแก่เด็ก และเป็นสัญญาณเตือนพ่อแม่ผู้ปกครองให้ช่วยกันเอื้อสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นให้เด็กฝึกสมรรถนะที่ตนอ่อนแอ     การดำนินการนี้ต้องทำอย่างระมัดระวังให้ส่งผลด้านบวก  ป้องกันไม่ให้ก่อผลด้านลบ    หลักการคือ ร่วมกันดำเนินการเพื่ออนาคตของเด็ก    

แฟ้มประวัติ (portfolios)

สมัยนี้เน้น E-portfolios ที่เมื่อเด็กประเมินตนเองว่าบรรลุผลการพัฒนาในขั้นใดก็ยื่นหลักฐานขอให้มีการประเมินโดยเพื่อนๆ ครู ผู้ปกครอง  และผู้เกี่ยวข้อง    เมื่อผ่านก็ได้รับการบันทึกในแฟ้ม   ครูและผู้ปกครองร่วมกันชี้ให้เห็นว่าแฟ้มผลงานนี้เป็นสมบัติติดตัวเด็กไปตลอดเส้นทางการเรียน และตลอดชีวิต   เพื่อกระตุ้นให้เด็กเห็นความสำคัญต่อการปฏิบัติตัวเพื่อพัฒนาความสร้างสรรค์และสมรรถนะอื่นๆ ใส่ตัว   

หลักการสำคัญคือ ต้องดำเนินการอย่างเข้มข้นจริงจัง ไม่ทำแบบผักชีโรยหน้าเพียงเพื่อเสนอหน่วยเหนือว่าครูทำเรื่องนี้แล้ว    เพราะจะกลายเป็นการทำร้ายศิษย์ให้มีนิสัย “ศรีธนญชัย” ติดตัวไป ไม่ใช่นิสัยสร้างสรรค์       

 

ติดตามความก้าวหน้าโดยครู

การให้เกรดโดยมีเกณฑ์

เป็นการให้เกรดแสดงความก้าวหน้าในการบรรลุผล ๕ ระดับ ที่ครูคุ้นเคยดีอยู่แล้ว   แต่ในกรณีนี้เป็นการประเมินสมรรถนะ   ที่การวัดแตกต่างจากการวัดความรู้และทักษะที่ครูคุ้นเคย    เป็นการวัดสิ่งที่เลื่อนไหลและไม่ชัดเจน    ซึ่งยังต้องการการพัฒนาอีกมาก   โดยมีหลายประเทศและหลายองค์การได้ดำเนินการไปแล้ว     เช่นรัฐวิกทอเรีย ออสเตรเลีย ดำเนินการวัดและติดตามความก้าวหน้าในเวลา ๒ ปี   

การประเมินนี้ อาศัยการสังเกตโดยครูเป็นหลัก   เกณฑ์ที่ยกมาเป็นตัวอย่างมาจากผลงานวิจัยของ NPDL (New Pedagogies for Deeper Learning) ที่ได้กล่าวถึงแล้วในตอนที่ ๙   โดยมองมิติด้านความคิดสร้างสรรค์ว่า “มีมุมมองของผู้ประกอบการ ต่อโอกาสทางเศรษฐกิจและโอกาสทางสังคม มีการตั้งคำถามที่เหมาะสม เพื่อนำไปสู่ไอเดียใหม่ๆ  และมีภาวะผู้นำในการดำเนินการตามไอเดียนั้นๆ สู่การดำเนินการ”   โดยมีเกณฑ์ ๕ ระดับดังนี้ 

ยังไม่พัฒนา

  • ผู้เรียนยังไม่เห็นโอกาสในการสร้างคุณค่าที่เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือทางสังคม 
  • ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรม แต่ไม่สามารถตั้งคำถามที่นำไปสู่การตรวจสอบสภาพจริงในเรื่องนั้น   
  • ผู้เรียนยังหวังได้วิธีแก้ปัญหาที่มีอยู่แล้ว
  • ผู้เรียนไม่สามารถเชื่อมวิสัยทัศน์สู่สภาพความเป็นจริงได้
  • ผู้เรียนไม่มีทักษะและความมั่นใจในการนำคนอื่นๆ เข้าร่วมทำวิสัยทัศน์ให้ไปสู่การดำเนินการ 

เริ่มดีขึ้น

  • ภายใต้คำแนะนำ นักเรียนเริ่มพัฒนาคุณสมบัติของผู้ประกอบการ ในการตรวจหาความต้องการ ปัญหาหรือโอกาสในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ และ/หรือด้านสังคม 
  • ภายใต้คำแนะนำ นักเรียนเริ่มตั้งคำถาม เพื่อสำรวจหาความต้องการหรือโอกาส 
  • นักเรียนยังมีข้อจำกัดเรื่องการคิดและกลยุทธด้านความสร้างสรรค์ในการหานวัตกรรมที่มีคุณค่าเพิ่ม
  • นักเรียนสามารถเป็นผู้นำบางส่วนของกิจกรรม แต่ยังไปไม่ถึงเป้าหมาย 

พัฒนาขึ้นชัดเจน

  • ผู้เรียนสามารถหาโอกาสแก้ปัญหาจริงที่มีผลดีด้านเศรษฐกิจ และ/หรือด้านสังคม
  • ผู้เรียนสามารถกำหนดปัญหาหรือประเด็นจริง และสามารถตั้งคำถามที่นำไปสู่เป้าหมายที่เหมาะสม
  • ผู้เรียนเริ่มออกจากพื้นที่ปลอดภัย เพื่อคิดต่าง และเพื่อพัฒนาและประเมินไอเดียที่มีความหมาย   
  • ผู้เรียนพัฒนาทักษะด้านการคิดสร้างสรรค์ โดยแสดงภาวะผู้นำผ่านการลงมือทำที่สะท้อนการมีวิสัยทัศน์ 
  • ผู้เรียนเกิดการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงปฏิบัติการ และการตัดสินใจในการสร้างทีมที่เหมาะสม มีวิสัยทัศน์ และมีขั้นตอนสู่ความสำเร็จ     

ดีขึ้นมาก

  • ผู้เรียนมีแรงขับดันสู่ความเป็นผู้ประกอบการที่เข้มแข็ง (กล้าเสี่ยง  มีวิสัยทัศน์  มีแรงจูงใจ ฯลฯ) ต่อการแสวงหาวิธีดำเนินการที่มีความเป็นไปได้ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม   และสามารถสร้างทีมผู้มีความสามารถเพื่อบรรลุเป้าหมาย หรือสร้างโอกาสในการบรรลุเป้าหมาย   
  • ผู้เรียนมีทักษะการตั้งคำถามเป็นอย่างดี   สามารถตรวจสอบความเสี่ยงและความท้าทาย    สามารถตั้งคำถาม  ตั้งคำถามเชิงท้าทาย   เพื่อทำความเข้าใจเรื่องนั้นๆ ในโลกของความเป็นจริง
  • ผู้เรียนแสดงทักษะการคิดฟุ้ง (divergent thinking)   สู่การคิดเชิงสร้างสรรค์
  • ผู้เรียนดำเนินการตามไอเดียที่มีความใหม่และเสี่ยง เพื่อบรรลุเป้าหมายในการเพิ่มคุณค่า    แสดงภาวะผู้นำที่มั่นใจว่าพยายามทำให้สำเร็จได้   สามารถยกระดับความชำนาญและทรัพยากรเพื่อการบรรลุผลลัพธ์ 
  • ผู้เรียนแสดงภาวะผู้นำที่เข้มแข็งในการลงมือดำเนินการ    มีการจัดระบบงาน เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้า    ใช้ความเข้มแข็งและการสร้างทักษะและความรู้ เพื่อบรรลุเป้าหมาย   

คล่องแคล่ว

  • ผู้เรียนคล่องแคล่วในการรับรู้โอกาสที่มีคุณค่าทางสังคม สภาพแวดล้อม และเศรษฐกิจ 
  • ผู้เรียนมีทักษะสูงต่อการกำหนดกรอบปัญหา ตั้งคำถาม   จับประเด็นใหญ่ๆ  ท้าทายความคิดหยุดนิ่งอยู่กับที่  และแสดงความสงสัยใคร่รู้อย่างจริงจัง
  • ผู้เรียนไวต่อไอเดียใหม่ๆ   สามารถบูรณาการหลากหลายมุมมองเข้าด้วยกัน    และดำเนินการสู่ผลลัพธ์
  • ผู้เรียนแสดงทักษะภาวะผู้นำ  สามารถรวมใจคนเข้าร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลง 
  • ผู้เรียนมีวิสัยทัศน์และความอดทนมานะพยายามฟันฝ่าอุปสรรค นำการดำเนินกิจกรรมจนบรรลุผลที่ตั้งเป้าไว้   

สัมภาษณ์อย่างมีโครงสร้าง

ศาสตราจารย์ Lucas ผู้เขียนหนังสือ Teaching Creative Thinking ใช้คำว่า structured interview   แต่ในความเป็นจริง นี่คือวิธีที่ครูพูดคุยกับศิษย์ โดยเน้นตั้งคำถามเพื่อตรวจสอบสมรรถนะด้านความสร้างสรรค์ของศิษย์  โดยครูควรคิดและจดถ้อยคำและคำถามเพื่อการนี้ไว้   เมื่อนำไปใช้ได้ผลอย่างไรก็นำมาปรับปรุงรายการคำถามและประโยคเด็ดเหล่านั้น   เพื่อให้สามารถใช้ตรวจสอบความก้าวหน้าด้านความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนได้ชัดเจนแม่นยำยิ่งขึ้น   

คำแนะนำหลักการและวิธีการที่ครูใช้พูดคุยกับศิษย์เพื่อกระตุ้นการคิดและการเรียนรู้ของศิษย์ อ่านได้ในบันทึกชุด สอนเสวนาสู่การเรียนรู้เชิงรุก

ให้เรทติ้งผลงานและกระบวนการ

ครูสามารถมอบหมายให้นักเรียนผลิตชิ้นงาน สำหรับใช้ประเมินทั้งระดับความรู้และระดับสมรรถนะของนักเรียน (ในกรณีนี้เน้นความสร้างสรรค์) โดยพิจารณาจากผลงาน    ในการผลิตชิ้นงานนั้น นักเรียนอาจต้องวางแผนหรือออกแบบ  สร้างหรือแต่ง ผลิตภัณฑ์ ที่อาจเป็นข้อเขียน  ผังการออกแบบ  บทประพันธ์ดนตรี  ภาพถ่าย และชิ้นงานแบบอื่น     

มีการกำหนดเกณฑ์การให้เรทติ้ง   แล้วให้ครู เพื่อน ผู้ชี่ยวชาญ  และตัวนักเรียนเอง เป็นผู้ให้เรทติ้งพร้อมคำอธิบาย 

ทดสอบความสามารถ (performance tasks) 

การทดสอบความสามารถด้านความรู้และทักษะทำได้ง่ายโดยการสอบข้อเขียน ซึ่งอาจเป็นแบบอัตนัยหรือปรนัย   แต่วิธีดังกล่าวใช้วัดสมรรถนะไม่ได้    ต้องใช้วิธีทดสอบความสามารถโดยให้ปฏิบัติจริง และประเมินในสถานการณ์จริง ได้แก่ประเมินการนำเสนอ  สัมภาษณ์ ให้โต้วาที  ให้แสดงบทบาทสมมติ  เสนอ podcast   หรือเสนอเป็นภาพยนตร์หรือวิดีทัศน์   ซึ่งจะกล่าวถึงอย่างละเอียดในตอนต่อไป     

โครงการใหญ่ (capstone project) 

เป็นโครงการระยะยาวที่ต้องมีการค้นคว้า    เป็นโครงการนำเอาความรู้ที่ได้เรียนแล้วไปประยุกต์ และนำผลมาเสนอ   โดยอาจเสนอเป็นละคร  วิดีทัศน์  เอกสาร  หรือการนำเสนอ   เป็นโอกาสให้นักเรียนได้บูรณาการความรู้หลายสาขาเข้ากับปฏิบัติการจริง   โดยที่ปฏิบัติการจริงนั้นเชื่อมโยงกับชีวิตจริงในชุมชน 

 

ประเมินในสถานการณ์จริง

การประเมินในสถานการณ์จริงและประเมินทางออนไลน์เป็นการประเมินที่ใช้มากขึ้นเรื่อยๆ    และมีการพัฒนาวิธีประเมินที่ใช้กันมาก   เพราะการพัฒนาสมรรถนะของนักเรียน (รวมทั้งการคิดสร้างสรรค์) ไม่ได้เกิดเฉพาะในโรงเรียน    การประเมินในสถานการณ์จริงอยู่บนสมมติฐานว่า    เป้าหมายของการเรียนรู้ที่แท้จริงอยู่ที่นักเรียนสามารถประยุกต์ใช้สิ่งที่ตนเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตจริงได้   

เทคนิคการประเมินในสถานการณ์จริงช่วยให้เราเห็นว่า การมีความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง กับการมีความสามารถในการทำเรื่องนั้น เป็นคนละสิ่ง    การเรียนรู้ที่แท้หวังผลที่การปฏิบัติได้ หรือการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้   สุดยอดของการเรียนรู้คือ สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้ในต่างบริบท    รายละเอียดของเรื่องนี้อยู่ในหนังสือ ครูเพื่อศิษย์ สร้างการเรียนรู้สู่ระดับเชื่อมโยง   

ประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องต่างๆ มีอยู่โดยรอบโรงเรียนหรือในโรงเรียน   เช่นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา น่าจะได้แก่ผู้มีอาชีพนักเขียน  นักหนังสือพิมพ์ กวี  บรรณาธิการ นักแต่งเพลง  เป็นต้น     ผู้เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์  น่าจะได้แก่นักบัญชี  เจ้าของธุรกิจ เป็นต้น    ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ น่าจะได้แก่ นักสิ่งแวดล้อม  หมอ  พยาบาล สัตวแพทย์  เภสัชกร  วิศวกร เป็นต้น    ครูสามารถระบุผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ ต่อไปได้อีก    และทำรายการและรายชื่อเอาไว้ขอความช่วยเหลือหรือเชื้อเชิญ    โดยต้องไม่ลืมทำรายชื่อของผู้เชี่ยวชาญด้านการคิดสร้างสรรค์ เอาไว้ใช้งาน 

การเชิญผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาในโรงเรียนจะช่วยสร้างความคึกคักและความกระตือรือร้นให้แก่นักเรียนและครู    ช่วยกระตุ้นให้นักเรียนคิดถึงอาชีพในอนาคตของตน   

ต่อไปนี้เป็นแนวทางใช้ประโยชน์ของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหนุนการเรียนรู้ของนักเรียน   ซึ่งในที่นี้เน้นการเข้ามาช่วยประเมินผลงาน เพื่อประเมินระดับของความคิดสร้างสรรค์ของเจ้าของผลงาน         

ติชมการจัดแสดง (gallery critique)

ได้กล่าวถึงเรื่องนี้แล้วในหัวข้อนักเรียนติดตามความก้าวหน้าของตนเอง และให้คำแนะนำป้อนกลับ (feedback) แก่กันและกันระหว่างเพื่อนนักเรียน     ในที่นี้เราต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญในชุมชนมีส่วนช่วยประเมิน    ซึ่งทำได้ง่ายๆ โดยจัดแสดงผลงานในพื้นที่สาธารณะที่ผู้คนเข้าชมได้ง่าย เช่น ที่วัด  สวนสาธารณะ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น  หรือสถานที่อื่นที่ผู้คนไปชุมนุมกันมากๆ ซึ่งในบริบทไทยผมนึกถึงศูนย์การค้า  รวมทั้งที่โรงเรียนเอง   

เมื่อมีผู้มาชม หาวิธีให้ได้รับคำติชม หรือคำแนะนำป้อนกลับจากท่านเหล่านั้น เช่นมีกระดาษ Post-It ให้เขียนข้อคิดเห็นติดไว้    ขอสัมภาษณ์  หรือมี QR code ไว้ให้ท่านเขียนคำแนะนำหรือคำติชมมาทาง อินเทอร์เน็ต    

ทดสอบจริง (authentic test)

ในยุคปัจจุบัน การสอน การเรียน และการทดสอบ บูรณาการอยู่ในกิจกรรมเดียวกันได้    โดยบูรณาการอยู่ในกิจกรรมที่นักเรียนดำเนินการและนำเสนอผลงาน เช่น การจัดแสดง  การนำเสนอ  การสัมภาษณ์หรือให้สัมภาษณ์  podcast   และการนำเสนอเป็นวิดีทัศน์หรือภาพยนตร์     

ไม่ว่าการทดสอบหรือการประเมินแบบใด ให้โอกาส ๒ แบบ   คือการประเมินสิ่งที่เห็นหรือสัมผัสได้ กับการประเมินความคิดที่อยู่เบื้องหลังผลงานหรือการกระทำนั้น   

วิธีดำเนินการให้ได้คำแนะนำและการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญภายนอก ที่ง่ายที่สุดทำโดยการจัดแสดงชิ้นงานที่สำเร็จแล้ว หรือที่กำลังก้าวหน้า    โดยมีลู่ทางจัดการให้การจัดแสดงเปิดช่องให้มีการประเมินความคิดสร้างสรรค์    เขายกตัวอย่างรายการทีวี Dragon’s Den    ที่นำปัญหาของบริษัทธุรกิจ ให้ทีมที่มาแข่งขันเสนอทางแก้    เน้นการมีไอเดียใหม่ๆ ที่น่าจะใช้การได้จริง   ซึ่งในประเทศไทยก็มีรายการคล้ายๆ กัน   โดยผมขอเพิ่มเติมว่า รายการที่เน้นทดสอบความสร้างสรรค์ต้องไม่ใช่รายการตอบคำถามที่เน้นถูกผิด  แต่เน้นแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ไม่มีคำตอบถูกผิดตายตัว  เน้นการเสนอไอเดียแปลกใหม่ที่น่าจะใช้การได้     

โรงเรียนอาจจัดให้มีกิจกรรมแก้ปัญหาสร้างสรรค์ เป็นการประกวดไอเดียเพื่อแก้ปัญหาจริงในท้องถิ่น  โรงเรียน/ครูติดต่อผู้นำชุมชนและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อขอประเด็นปัญหา เอามาเลือก ๑ ประเด็น   ให้นักเรียนจัดทีมเสนอแนวทางแก้ปัญหา   และทำเป็นโปสเตอร์นำเสนอ  มีคณะกรรมการที่เป็นทั้งนักเรียน ครู และผู้เชี่ยวชาญภายนอก เข้าชมและซักถาม    นำข้อมูลมาปรึกษาหารือ เพื่อเลือกหาทีมผู้ชนะที่จะได้รับทุนสนับสนุนการทดลองดำเนินการ    และนำผลงานมาจัดแสดงอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับทีมคณะกรรมการประเมินระดับคุณภาพของผลงาน    โดยผมขอย้ำว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่หาผู้ชนะ  หรือตัดสินระดับคุณภาพของผลงาน    แต่อยู่ที่กระบวนการและคำถามที่ใช้ และคำอธิบายในขั้นตอนต่างๆ   เพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งระดับชั้น หรือทั้งโรงเรียน   วิธีการที่มีการสนับสนุนมากว่าสิบปีในประเทศไทยคือ โครงการกล้าใหม่ใฝ่รู้ ของธนาคารไทยพาณิชย์    

หากโรงเรียน/ครู ต้องการให้กิจกรรมดังกล่าวมีพลังสูงต่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน    ควรจัดทำคลังคำถาม ที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ไว้ให้คณะกรรมการเลือกใช้    และมีการปรับปรุงพัฒนาคลังคำถามอย่างต่อเนื่อง จากประสบการณ์ตรง   

ผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ในยุคปัจจุบัน การสอน การเรียน และการทดสอบประเมินผล ผสมกันเป็นเนื้อเดียวกันคล้ายขนมเปียกปูน   ไม่ได้ทำแยกกันแบบขนมชั้นอีกต่อไป      

นิทรรศการ

นิทรรศการเป็นส่วนหนึ่งของ PBL – Project-Based Learning   หรือ Problem-Based Learning  โดยที่การมีกำกำหนดวันเวลาสถานที่ของการจัดนิทรรศการไว้ล่วงหน้าเป็นตัวกระตุ้นความเจริงเอาจังของนักเรียนต่อการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี    และที่สำคัญ เป็นกลไกขับเคลื่อน PBL เข้าสู่โลกของความเป็นจริง   

นิทรรศการควรจัดในพื้นที่สาธารณะที่มีคนมาทำกิจกรรมจำนวนมาก  เช่นสวนสาธารณะ  ห้องสมุดสาธารณะ  พิพิธภัณฑ์ ซึ่งในประเทศไทยผมนึกถึงศูนย์การค้า หรือศูนย์กิจกรรมของคนในชุมชน รวมทั้งที่โรงเรียนเอง   โดยต้องมีการประกาศเชิญชวนให้คนในชุมชนมาชมผลงานของลูกหลาน    และร่วมเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” ให้คำแนะนำเพื่อการเรียนรู้ของเยาวชน      

คำแนะนำสำคัญคือ ครูควรปล่อยให้นักเรียนจัดทีมดำเนินการเอง ครูถอยออกมาเป็นผู้ให้คำปรึกษา   

เขาแนะนำหนังสือ Work That Matters (2012) ที่ให้คำแนะนำวิธีจัดการเรียนรู้แบบ PBL – Project-Based Learning ที่ทรงพลัง   

ผมขอเพิ่มเติมว่า ควรมีวิธีการให้ได้รับคำแนะนำป้อนกลับจากผู้ชม  ดังกล่าวล้วในหัวข้อ “ติชมการจัดแสดง”  

 

ประเมินทาง ออนไลน์ 

กล่าวได้ว่า การยอมรับ หรือความนิยมต่อการประเมิน ออนไลน์ มีจุดเริ่มต้นจากการที่ PISA 2015 ใช้การประเมิน สมรรถนะ ร่วมมือแก้ปัญหา (collaborative problem-solving) ทางออนไลน์เป็นวิธีการหลัก    และความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ไอซีที ช่วยเป็นพลังขับเคลื่อนต่อมา    จนปัจจุบันได้แรงหนุนจากสถานการณ์ โควิด ด้วย   

วิธีการทดสอบ ออนไลน์ ที่แม่นยำ และผ่านการตรวจสอบแล้ว 

พลังของคอมพิวเตอร์ในการตรวจข้อสอบออนไลน์ ที่ทดสอบสมรรถนะด้านความสร้างสรรค์ อยู่ที่ความสามารถในการประเมินภาพรวมของคำตอบ   ไม่ใช่ประเมินรายข้อแล้วนำมารวมกัน   แต่นำเอาคำตอบของข้ออื่นๆ มาพิจารณาคำตอบเฉพาะข้อด้วย    เพราะข้อสอบความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้เน้นคำตอบถูกผิด และไม่ได้มีคำตอบเดียว 

เขาบอกว่า CCAA ของออสเตรเลียเป็นผู้นำในเทคโนโลยีนี้ (ดูตอนที่ ๙) และโรงเรียนประถม Brunswick East  นครเมลเบิร์น (ดูตอนที่ ๘) เป็นคู่ร่วมมือสำคัญ    เขายกตัวอย่างเครื่องมือทดสอบ Pogi    ที่เป็นคล้ายๆ เกมคอมพิวเตอร์ให้นักเรียนเข้าไปเล่น   คอมพิวเตอร์จะประเมินพฤติกรรมการเล่นของผู้นั้น   เครื่องมือนี้จึงไม่ใช่แค่ให้ประโยชน์ด้านการประเมินเท่านั้น แต่จะเป็นเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้ของผู้เข้าไปเล่นด้วย  ในลักษณะที่เป็น AaL – assessment as learning          

เข็มเกียรติยศ ดิจิทัล (digital badges)

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ดิจิทัล ช่วยให้มีคนคิด digital badge ขึ้นมาเป็นเครื่องมือกระตุ้นแรงจูงใจในการฝึกแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์บางอย่าง   ที่เคยใช้ได้ดีในสมัยก่อนในรูปของเข็มเกียรติยศที่เป็นแผ่นผ้าปักสำหรับติดอกเสื้อ แสดงว่าตนเชื่อมั่นในคุณค่าที่แสดงโดยแผ่นผ้านั้นในกรณีของลูกเสือ    มาถึงยุคนี้สามารถแสดงความเชื่อในคุณค่า   หรือการมีสมรรถนะบางอย่าง ผ่านการได้รับ digital badge เมื่อได้แสดงขีดความสามารถตามเกณฑ์ที่กำหนด   ซึ่งมีการคิดค้นและพัฒนา digital badge ออกเป็นหลากหลายรูปแบบ    รูปแบบหนึ่งคือ open badges ที่เป็น online badges ที่มีรายการของข้อมูลหลักฐานบอกสมรรถนะของผู้นั้น   และเวลานี้มีหลากหลายสำนัก   

ผมขอเสนอว่า แต่ละโรงเรียนสามารถจัดทำระบบ “เข็มเกียรติยศ ดิจิทัล” ของตนเอง    ที่ระบุ ASKV (A = attitude, S = skills, K = knowledge, V = values) ที่นักเรียนต้องแสดงออกผ่านการวัดสมรรถนะทาง ออนไลน์ด้วยตนเอง (มีระบบป้องกันผู้ใหญ่ช่วยทำข้อสอบ)   เพื่อเป็นเครื่องมือกระตุ้นการเห็นคุณค่าของการพัฒนาสมรรถนะของนักเรียน    โดยอาจจัดให้มี “เข็มเกียรติยศด้านนักคิดสร้างสรรค์” ก็ได้    ขอย้ำว่า คนที่เข้ามาดูเข็มเกียรติยศนี้ จะได้อ่านเกณฑ์ของพฤติกรรมที่พึงประสงค์ที่ทำให้ได้รับเข็มเกียรติยศดังกล่าว    ที่จัดทำเป็น infographic ที่มีสีสรรและภาพดึงดูดความสนใจ 

ผมขอย้ำว่า เป้าหมายของการจัดให้มีเข็มเกียรติยศนี้ ไม่ใช่แค่เพื่อความโก้ หรือเอาไว้อวด เท่านั้น   แต่เป็นเครื่องมือหรือกลไกสร้างสังคมที่ให้คุณค่าต่อสมรรถนะ หรือพฤติกรรม เหล่านั้น    และเป็นเครื่องมือให้เด็กและเยาวชนพัฒนาสมรรถนะเหล่านั้นใส่ตัว        

แฟ้มผลงาน ออนไลน์

แฟ้มผลงาน ออนไลน์ มีรายละเอียดกิจกรรมและผลงานมากกว่าที่ระบุในข้อมูลประกอบเข็มเกียรติยศ    และเป็นผลงานจริงของเจ้าของแฟ้ม    ที่มีการสั่งสมเป็นเวลายาวนานและหลากหลายด้าน   และพอกพูนขึ้นได้เรื่อยๆ    ต่างจากเข็มเกียรติยศ ดิจิทัล ที่เป็นการแสดงผลงานด้านเดียว    อาจระบุความแตกต่างว่า เข็มเกียรติยศ ดิจิทัล สะท้อนผลงานแบบตัดขวาง (cross-sectional) เฉพาะเรื่องและเฉพาะกาล   แต่แฟ้มผลงาน ออนไลน์ เป็นผลงานสั่งสมระยะยาว (longitudinal)  และมีผลงานได้หลากหลายด้าน      

เขามีตัวอย่าง Rooty Hill High School Learning Hub ที่นักเรียนเข้าไปศึกษารายละเอียดของแต่ละสมรรถนะ และกรอกข้อมูลหลักฐานการปฏิบัติของตนเพื่อให้ครูประเมินความน่าเชื่อถือ และผ่านกระบวนการตรวจสอบอื่นๆ เพื่อนำผลงานและประกาศนียบัตรรับรองสมรรถนะเก็บเข้าแฟ้ม   เว็บไซต์ดังกล่าวยังช่วยให้นักเรียนกำหนดการเรียนรู้เฉพาะบุคคลของตน (personalized learning)    บอกเป้าหมายหรือแรงบันดาลใจของตน และความช่วยเหลือที่ต้องการ ฯลฯ    นอกจากนั้นยังช่วยให้สามารถโชว์ผลงานเด่นของตน   และเปรียบเทียบความก้าวหน้าในการเรียนของตนเทียบกับเพื่อนๆ  เท่ากับ online learning hub นี้ช่วยกระตุ้นการเรียนผ่านการแข่งขันในกลุ่มนักเรียนด้วย          

จะเห็นว่า แฟ้มผลงาน ออนไลน์ สามารถจัดให้มีลักษณะ “มีชีวิต” และ “มีพลัง” ขับเคลื่อนการเรียนรู้ ได้ด้วย   รวมทั้งไม่ใช่แค่เป็นกลไกการประเมิน แต่เป็นกลไกการสอน และการเรียนรู้ ด้วย   

 

ขอย้ำว่า การติดตามหาร่องรอยความสำเร็จในการพัฒนาสมรรถนะด้านความสร้างสรรค์นี้    มีเป้าหมายทั้งเพื่อหนุนการเรียนรู้ (เป็น means  ที่เรียกว่า AfL) และเพื่อตรวจสอบผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรู้ (เป็น end)    โดยในความเข้าใจของผมมีน้ำหนักในสัดส่วน 70 : 30   คือให้น้ำหนักประเมินเพื่อหนุนการเรียนรู้เป็นสองเท่าของประเมินเพื่อดูผลสัมฤทธิ์    

วิจารณ์ พานิช

๑๔ พ.ย. ๖๔