สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านทุกคน กลับมาพบกันอีกแล้วนะคะ ครั้งนี้ก็ได้รับโจทย์ที่ท้าทายมากขึ้นกว่าครั้งที่แล้วจากอาจารย์ศุภลักษณ์ เข็มทอง (อาจารย์ป็อบ) อาจารย์นักกิจกรรมบำบัดจิตสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เช่นเคยค่ะ ซึ่งกรณีศึกษาวันนี้ ประกอบด้วย
- พี่ชายคนกลาง High Function Asperger’s จบโทแคนาดาและทำงานดีมีครอบครัว
- น้องชายคนเล็ก Chronic Depression with Low Function Asperger’s จบโทแคนาดาตามพี่ชายแต่ปัจจุบันอยากอยู่บ้านเฉย ๆ เล่นเกมส์ ทำอาหารบ้าง ชอบนวด ไม่ชอบออกกำลังกาย
- พี่สาวคนโตมี OCPD ชอบคิดวางแผนสมบูรณ์แบบในการดูแลน้องชายคนเล็ก แต่ร่างกายก็ปวดเดินไม่ไหว
นักกายภาพบำบัดส่งเคสสามรายนี้ปรึกษานักกิจกรรมบำบัด
และนี่คือข้อมูลเบื้องต้นของผู้รับบริการที่มีปัญหาในจิตสังคมค่ะ ต่อไปเราจะทำการตอบคำถามจากโจทย์อาจารย์ป๊อบทั้งหมด 3 ข้อ ดังต่อไปนี้ค่ะ
โจทย์ข้อ 1 จงยกตัวอย่าง Conditional Reasoning ในเคสสามพี่น้องของวันนี้ เช่น Condition ที่ 1 OT มีบทบาทประเมินและออกแบบการฟื้นคืนสุขภาวะได้อย่างไร ตอบมาเพียง 3 ตัวอย่าง
Condition ที่ 1 กิจกรรมการทานข้าวร่วมกันและทำอาหารที่คุณพ่อคุณแม่ชอบทานร่วมกัน เนื่องจากการสัมภาษณ์ผู้รับบริการเล่าว่ามีความผูกพันธ์กับพ่อแม่มาก มีพ่อแม่เป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิต รู้สึกว่าพ่อแม่เลี้ยงมาได้ดีมากๆ จึงทำให้ผู้บำบัดเห็นว่า หากนำกิจกรรมนี้ที่เคยทำในอดีต มาทำร่วมกันอีก ก็จะทำให้ครอบครัวได้กลับมาพูดคุยกัน สร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
Condition ที่ 2 กิจกรรมสังสรรค์ภายในครอบครัว เนื่องจากครอบครัวของผู้รับบริการมีพี่น้อง 3 คน แต่ตัวผู้รับบริการและครอบครัวอยู่ประเทศแคนาดา และอีก 2 คนอยู่ประเทศไทย จึงอยากให้ผู้รับบริการเมื่อมีเวลาว่างจากงานที่ค่อนข้างยุ่ง อยากจะให้พักผ่อนด้วยกันพาครอบครัวมาเจอกันบ้าง ให้ภรรยาและลูกสาวมาเติมเต็มในความสัมพันธ์ที่ขาดหายไปและช่วยสร้างสีสันในครอบครัว ทำกิจกรรมเพื่อเพิ่มความสัมพันธ์ให้มากขึ้น
Condition ที่ 3 กิจกรรมการทำบุญครอบครัว เพื่อให้ครอบครัวมีกิจกรรมร่วมกัน และได้มีเวลาเจอกันบ่อยมากขึ้น เช่น นัดกันทำบุญในวันเกิดของคุณพ่อคุณแม่ ทำบุญในเทศกาลสำคัญต่างๆ เพื่อที่จะได้ทำกิจกรรมร่วมกันและพูดคุยกันมากขึ้น
โจทย์ข้อ 2 จงตั้งคำถามที่คมชัดด้วย Why จำนวน 5 คำถาม ที่เกี่ยวข้องกับเคสสามพี่น้อง แล้วตอบเป็น Procedural Reasoning ในแต่ละคำถาม
ค่ะในกระทู้นี้เจ้าของ Blog จะตั้ง Condition ของพี่ชายคนกลาง High Function Asperger’s จบโทแคนาดาและทำงานดีมีครอบครัว ดังนี้
- ทำไมพี่ชายคนกลาง เวลาสัมภาษณ์ถึงโยกตัวไปมา เอามือปิดปากในบางช่วงของการสัมภาษณ์
OT สังเกตเห็นว่าในบางคำถามที่ถามเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตผู้รับบริการมักจะโยกตัว หรือหลีกเลี่ยงคำตอบโดยการเอามือขึ้นมาปิดปาก ไม่อยากพูดบ้าง ซึ่ง OT ได้วิเคราะห์ว่าท่าทางแบบนี้เป็นหนึ่งในภาษากาย ที่บ่งบอกถึงความเครียด ความกังวล ปิดบัง ไม่อยากพูด พูดไม่หมด OT จึงนำกิจกรรมผ่อนคลาย คือ ให้ผู้รับบริการพนมมือกลางอก แล้วยกแขนให้กางออกให้ตึง หายใจเข้า-ออก ครั้งที่ 1 แล้วพูดว่า จงเข้มแข็ง หายใจเข้า-ออก ครั้งที่ 2 แล้วพูดว่า จงให้อภัย หายใจเข้า-ออก ครั้งที่ 3 แล้วพูดว่า จงรับผิดชอบ หายใจเข้า-ออก ครั้งที่ 4 แล้วพูดว่า จงกตัญญู หายใจเข้า-ออก ครั้งที่ 5 แล้วพูดว่า จงรักตัวเอง รวมทั้งหมด 5 ครั้ง เพื่อผ่อนคลายอารมณ์ ความกังวลในใจ ทำให้ใจเย็นลง และการทำให้แขนตึง แล้วหายใจเข้า-ออกนั้น เป็นเหมือนการยืดกล้ามเนื้อ ให้ค่อยๆผ่อนคลายจากความเครียด
2. ทำไมพี่ชายคนกลางถึงมีปัญหากับครอบครัวในวัยเด็ก เนื่องจากพ่อแม่เสียตั้งแต่เด็ก ตอนเด็กๆพี่ชายคนกลางเป็นคนเรียนเก่ง ต้องไปเรียนหนังสือที่ไกลบ้านและพี่สาวคนโตเป็นคนเงียบๆอยู่แต่บ้าน น้องชายคนเล็กเป็นคนเงียบๆ เป็นตัวของตัวเองสูง ผู้บำบัดจึงหาวิธีที่ช่วยให้พี่ชายคนกลางมีความเข้าใจและสานสัมพันธ์ในครอบครัวดังนี้
- กิจกรรมการทำกับข้าวร่วมกัน เพื่อให้เกิด Social participation ระหว่างพี่น้อง ทำอาหารที่พ่อแม่ที่เสียไปชอบทาน
- การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้พ่อแม่ที่เสียไป
- กิจกรรมการกอดบำบัด เพื่อเพิ่มความรักความอบอุ่น
3. ทำไมพี่ชายคนกลางถึงอยากรวย เนื่องจากต้องส่งเงินไปดูแลน้องชายและพี่สาวที่อยู่ประเทศไทย และตนเองก็มีครอบครัวตัวเองที่ต้องดูแลเช่นกัน จากการสัมภาษณ์ทำให้ OT เห็นว่าผู้รับบริการเลือกที่จะแบ่งเงิน 30% หักส่งเงินให้ครอบครัวที่อยู่ที่ไทย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้รับบริการมีการจัดสรรและบริหารเงินได้ OT จึงอยากแนะนำการจัดสรรเงิน ให้ความรู้เกี่ยวกับการเงินเพิ่มเติม เพื่อจัดสรรให้คล่องตัวมากขึ้น ทำให้ผู้รับบริการมีเงินเก็บส่วนตัวบ้าง เพราะการที่ผู้รับบริการจัดสรรเงิน โดยที่เอาเงินเก็บ เงินออมทั้งหมดไปส่งไปให้ครอบครัว อาจจะทำให้ผู้รับบริการเกิดภาวะเครียด และ กดดันตัวเองให้ทำงานหนักตลอดเวลา
4. ทำไมพี่ชายคนกลางถึงแบ่งเงินให้น้อง 30 % ของเงินเดือน เพราะในความรู้สึกที่แท้จริงของพี่ชายนั้น ถึงแม้จะไม่พูดคุยกัน แต่ก็ยังเป็นห่วงน้อง จึงส่งเงินให้น้องทุกเดือน แต่วางแผนการเงินของตนเองไม่เป็น ซึ่ง 30 % ของเงินเดือนนั้น อาจจะเป็นส่วนของเงินเก็บทั้งหมด เมื่อแบ่งให้น้องไปแล้วตนเองก็จะไม่เหลือเงินเก็บเลย จึงควรตระหนักถึงปัญหาในด้านการวางแผนการเงินของผู้รับบริการด้วย
5. ทำไมพี่ชายคนกลาง น้องชาย และพี่สาว ถึงไม่มีปฎิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เนื่องจากไม่ได้พูดคุยกันเลย น้องชายคนกลางใช้เวลาทั้งหมดไปกับการทำงาน อาจจะอยากคุยกับน้องและพี่สาวแต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มเข้าหาหรือเริ่มพูดคุยกับน้องหรือพี่สาวอย่างไร อาจจะวางแผนให้ทำกิจกรรมที่กระตุ้นการมีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว การตั้งเป้าหมายอื่นที่นอกเหนือจากการทำงานเพื่อให้มีรายได้เยอะ ให้เล็งเห็นความสำคัญของความรู้สึกคนในครอบครัว ประโยชน์ของการได้ผ่อนคลาย ละจากหน้าที่การทำงานมาเป็นหน้าที่ของหัวหน้าครอบครัว พี่ของน้องและพี่สาว
โจทย์ข้อ 3 จงทบทวนว่าตัวเรามี Learn How to Learn เพื่อจะเรียนและทำงาน OT
ส่วนตัวของดิฉันมีความเชื่อว่า “ทุกก้าวของชีวิตคือการเรียนรู้” ที่จำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา (lifelong learning) จากสภาพสังคมและวิทยาการต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งเมื่อการแสวงหาความรู้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แต่ในห้องเรียน สิ่งสำคัญในยุคสมัยที่โลกถูกขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ เราต้องมีวิธีการที่ว่าเรียนอย่างไร (learning how to learn) เพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวความรู้ต่างๆ และนำไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้มากกว่ากัน
ดิฉันคิดว่า สิ่งสำคัญที่สุดของกระบวนการเรียนรู้มักจะเริ่มต้นมาจากการตั้งคำถาม ซึ่งจะนำไปสู่การคิดวิเคราะห์ (critical thinking) ต่อยอดจากวิชาความรู้ที่ตนกำลังเรียนหรือศึกษาอยู่ ซึ่งดิฉันจะมีการจัดลำดับขั้นตอนในการ “ Learn How to Learn” ของตนเองดังนี้
1. เวลาที่เรากำลังอ่านหนังสือหรือเรียนอยู่นั้น ทักษะการอ่านหรือฟังอย่างเดียวอาจจะไม่ช่วยให้เราจำเนื้อหาต่างๆ ได้มากนัก เราจึงจำเป็นต้องทบทวนและสรุปใจความสำคัญของสิ่งที่เรียนมา รวมถึงการสอนและถ่ายทอดข้อมูลให้ผู้อื่นได้ฟังต่อ ก็จะสามารถช่วยให้เราสามารจดจำสิ่งที่เรียนรู้มาได้ดีมากขึ้น และสามารถนำไปใช้ต่อยอดให้เกิดประโยชน์ได้มากขึ้นเช่นกัน
2. การเพิ่มความชำนาญในการแก้โจทย์ต่างๆ ด้วยการแบ่งข้อมูลเป็น set หรือหรือเป็นส่วนๆ คล้ายการฝึกเล่นดนตรี รวมถึงการเพิ่มวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ ให้มีความหลากหลาย เพื่อหาเทคนิคการพลิกแพลงใหม่ๆ สำหรับการแก้โจทย์ในครั้งต่อไป
3. การรู้จักแบ่งเวลาและเว้นระยะห่างในการทบทวนและจดจำบทเรียนต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น การเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ ด้วยการเขียนลงบน flashcard และหมั่นทบทวนวันละครั้ง โดยหากจำผิดหรือจำไม่ได้ ก็ให้เขียนและเพิ่มความถี่ในการทบทวนให้มากยิ่งขึ้น
4. ไม่กดดันตัวเองในการเรียน เพราะเดี๋ยวจะเป็นทุกข์ทั้งทางใจและทุกข์ทางกาย เพราะเดี๋ยวจะมีปัญหาทางสุขภาพตามมาอีก
5.ฝึกการเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพราะจะเป็นผลดีเมื่อเราต้องเจอบุคคลที่หลากหลาย ต่างคนต่างมุมมองต่างความคิด ทั้งตอนเรียนและตอนทำงาน OT
ท้ายที่สุดนี้ ดิฉันก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการที่เรากำลังก้าวเข้าสู่รูปแบบสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลนั้น เราทุกคนจะต้องเริ่มต้นจากการสนับสนุนให้ผู้ที่อยู่ในวัยศึกษาสามารถตั้งคำถามเป็น คิดเป็น และเรียนรู้เป็นก่อน ซึ่งหากพวกเราทำสำเร็จ เราอาจจะสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพในสาขาอาชีพต่างๆ ได้ในระยะเวลาที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องรอการบ่มเพาะนานถึง 16-20 ปี ตามกระบวนการของการศึกษาแบบปกติจากระดับอนุบาลไปจนถึงมหาวิทยาลัย เพราะเมื่อทุกคนไม่หยุดตั้งคำถาม ไม่หยุดที่จะเรียนรู้ และการเรียนรู้ก็สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แน่นอนค่ะว่าการฝึกความคิดให้มีประสิทธิภาพเพื่อการสร้างสรรค์และแก้ปัญหาต่างๆ ก็จะสามารถสร้างประโยชน์ทั้งในแง่การพัฒนาตนเอง สังคม และประเทศชาติได้ต่อไปในอนาคตนั่นเองค่ะ
นางสาวอัญชลี กุมภาศรี รหัส 6323008 นักศึกษากิจกรรมบำบัดชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยมหิดล



