ผมมีข้อสังเกตว่าเมื่อพูดกันเรื่องความเสมอภาคและคุณภาพการศึกษา เรามักมุ่งเป้าไปที่โรงเรียนเท่านั้น ซึ่งที่จริงก็เป็นวิธีคิดที่ถูกต้อง แต่ถูกเพียง ๑/๓ เท่านั้น อีก ๒/๓ (หรือมากกว่า) ยังคิดไม่ถูก หรือไม่ครอบคลุม
กล่าวใหม่ว่า คุณภาพและความเสมอภาคทางการศึกษา มีปัจจัยเกี่ยวข้องมากกว่าโรงเรียนและครู หากจะให้คุณภาพของพลเมืองไทยในอนาคตสูงขึ้น เป็นกำลังพัฒนาประเทศได้อย่างเข้มแข็ง เราต้องคิดใหม่ ในเรื่องการศึกษา และในเรื่องหน้าที่ของหน่วยงานรับผิดชอบการศึกษาของชาติ
เพราะว่า ระบบการศึกษา/หลักการศึกษา ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน เน้นพัฒนาปัจเจก (individual) เป็นหลัก แต่ศาสตร์ด้านการเรียนรู้ (cognitive science) บอกว่า ความฉลาดไม่ได้มีอยู่เฉพาะในสมองมนุษย์เท่านั้น แต่ยังอยู่ในส่วนอื่นของร่างกาย และยังมีส่วนที่อยู่นอกกายมนุษย์ด้วย สาระโดยพิสดารมีอยู่ในหนังสือ The Biological Mind : How Brain, Body, and Environment Collaborate to Make Us Who We Are (2018) เขียนโดย Allan Jasanoff ศาสตราจารย์ด้าน Biological Engineering, Brain and Cognitive Sciences แห่ง MIT
ถึงเวลาแล้ว ที่นักการศึกษาต้องเข้าไปศึกษาพัฒนาการของ Cognitive Sciences และนำมาคิดสร้างระบบการศึกษาใหม่ ที่ให้ผลดีต่อสังคมยิ่งกว่าเดิม โดยเน้นทั้งความเสมอภาคและคุณภาพ
ประเทศฟินแลนด์ ยึดกระบวนทัศน์ว่า การเรียนรู้ในโรงเรียนเป็นเพียง ๑ ใน ๓ ของการเรียนรู้ทั้งหมดของเด็กและเยาวชน เขาจึงจัดพื้นที่ ๒/๓ เพื่อการเรียนรู้ของเด็กด้วย ดังเล่าใน (๑) และเราเห็นผลดีต่อคุณภาพเด็กและคุณภาพพลเมืองฟินแลนด์อย่างชัดเจน โดยเขาดำเนินการเช่นนี้มา ๓๐ ปี
ความรู้ว่าความฉลาดของคนเราอยู่ในส่วนอื่นๆ ของร่างกายนอกสมองด้วย ตามที่ระบุในหนังสือ The Biological Mind : How Brain, Body, and Environment Collaborate to Make Us Who We Are บอกเราว่า ต้องมีวิธีฝึกร่างกายส่วนอื่นๆ ให้ฉลาดด้วย ไม่ใช่ฝึกเฉพาะสมอง การจัดการศึกษาไทยคำนึงถึงความจริงข้อนี้แค่ไหน และมีมิติของความไม่เสมอภาคของการเรียนรู้ยนอกสมองอย่างไร แค่ไหน ตัวอย่างเช่น การฝึกให้ลำไส้ฉลาด ผ่านการเลี้ยงเพื่อนที่ดีไว้ในลำไส้ (๒)
หนังสือ The Biological Mind : How Brain, Body, and Environment Collaborate to Make Us Who We Are บอกว่ามนุษย์เราถูกหล่อหลอมโดยสภาพแวดล้อมด้วย ยิ่งอายุน้อยเท่าใด ยิ่งได้รับผลกระทบนี้มากเท่านั้น คำถามคือ กระทรวงศึกษาธิการ ทำ/ควรทำ อะไรบ้างเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการสร้างคนดีและเก่งรุ่นต่อไปของประเทศ โดยสร้างอย่างเสมอภาคและอย่างมีคุณภาพ
สภาพแวดล้อมของเด็กที่ราวๆ ครึ่งหนึ่งของเด็กในภาคอีสาน ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ แต่อยู่กับยายตาย่าปู่ เป็นประเด็นสำคัญต่อคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กอย่างแน่นอน กระทรวงศึกษาธิการควรเข้าไปรับผิดชอบดำเนินการเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร เป็นประเด็นนโยบายสาธารณะชิ้นใหญ่มากที่ควรนำมาถกเถียงกัน หากยึดตามหนังสือ The Biological Mind : How Brain, Body, and Environment Collaborate to Make Us Who We Are
ที่จริงหนังสือเล่มนี้ เน้นที่การทำความเข้าใจ The Biological Mind เป็นหลัก หากเราค้นคว้าทำความเข้าใจ The Social Mind เอามาสังเคราะห์เป็นกระบวนทัศน์ใหม่ด้านการศึกษา เราจะได้แนวคิดใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกมาก
เวลานี้ เราอยู่ในสภาพที่ กระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบดูแลโรงเรียน ไม่ใช่รับผิดชอบคุณภาพและความเสมอภาคการเรียนรู้ของเด็ก คือกระทรวงศึกษาธิการบริหารโดยยึดโรงเรียนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่ยึดการเรียนรู้หรือคุณภาพเด็กเป็นศูนย์กลาง ถึงเวลาหรือยังที่จะต้องนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นถกเถียงเชิงนโยบายประเทศ
วิจารณ์ พานิช
๓ ธ.ค. ๖๕
From my experience, I would like to see more (parental) support on ‘early childhood learning’ (1-5 yo, before children go to pre-school) from local and higher up governments. Playgrounds, safe ‘environment’ and events for learning can prepare children for ‘better life’ and (official) schooling.
My children learn to talk in English at the level that would shame many Thailand high schoolers, at 3 year old - after about 2 years of learning English and hundreds of other things, walking running, climbing, feeding self, toileting,…
Let try again in plain English.
Investment in early childhood education saves many more years in less efficient learning/schooling and better prepares preschoolers to learn faster and more in school.
This early childhood education strategy is the precursor for improvement in our later education systems, and so must be funded and supported.