เหตุใดค่าของเงินแต่ละประเทศจึงอ่อนค่าและแข็งค่า
ดร.ถวิล อรัญเวศ
ค่าของเงินย่อมจะมีการผันผวนไปตามเหตุปัจจัย
หรืออิทัพปัจจยตาของแต่ละประเทศและสถานการณ์ของโลก
‘เงินบาท’ วันนี้เปิด อ่อนค่า ที่ 32.87 บาทต่อดอลลาร์
11 พ.ย. 2564 เวลา 7:36 น.1.
‘เงินบาท’ วันนี้เปิด’อ่อนค่า’ ที่ 32.87 บาทต่อดอลลาร์
“กรุงไทย” ชี้แนวโน้มเงินบาทผันผวน จากแรงขายทำกำไรทองคำและฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลเข้า หลังมองเศรษฐกิจฟื้นดีและดอลลาร์แข็งค่าสุดรอบปี จับตาโควิดระบาดหนักช่วงฤดูหนาวเห็นยอดผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นทั้งยุโรปและจีน มองกรอบเงินบาทวันนี้ 32.70-32.90 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุนธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันนี้ (11พ.ย.64) ที่ระดับ 32.87 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลง จากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 32.75 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.70-32.90 บาทต่อดอลลาร์
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท มองว่า เงินบาทมีแนวโน้มผันผวน แต่อาจแข็งค่าขึ้นได้บ้าง จากโฟลว์ขายทำกำไรทองคำ รวมถึง ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติที่อาจเข้ามาเก็งกำไรแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ผ่านการซื้อบอนด์ระยะสั้น รวมถึงรอซื้อหุ้นไทยที่อาจย่อตัวตามตลาดการเงินโลก หลังจากที่ คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. มีมุมมองต่อแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจที่ดีขึ้น
นอกจากนี้ เรามองว่า การแข็งค่าของเงินดอลลาร์แตะระดับสูงสุดในรอบปี น่าจะรับรู้ปัญหาเงินเฟ้อไปมากพอสมควรแล้ว ทำให้ เราเชื่อว่า เงินดอลลาร์อาจมีการย่อตัวได้บ้างในระยะสั้น ยกเว้นในกรณีที่ตลาดเผชิญปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติมอาทิ การระบาดหนักของ COVID ในช่วงฤดูหนาว ที่เริ่มเห็นยอดผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นทั้งในยุโรปและจีน
10 อันดับ 'สกุลเงิน'หลัก แข็งค่า -อ่อนค่า
สูงสุดในโลก หลัง 'เงินเฟ้อสหรัฐ'พุ่ง
เงินเฟ้อสหรัฐ พุ่ง สร้างความกังวลทั่วโลก ผสาน
โควิด-19 ระบาดหนัก ค่าเงินทั่วโลกป่วน พบ 10 อันดับ สกุลเงินหลักแข่งค่าสูงสุด นำโดย แอฟริกาใต้ แข็งค่า 5.78% และอ่อนค่าสูงสุด นำโดย ตุรกี อ่อนค่า 15.15% ขณะที่ “เงินบาท” ติด 1ใน 5 อ่อนค่าสูงสุดในโลก นักค้าเงินแนะผู้ประกอบการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินผันผวน
นับตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่าน ปัจจัยเสี่ยงที่ผู้เล่นในตลาดการเงินกังวลมากที่สุดก็คือ “เงินเฟ้อ” หลังจากที่อัตราเงินเฟ้อในฝั่งสหรัฐฯ รวมถึงหลายๆ ประเทศเร่งตัวขึ้นมาก ซึ่งมาจากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศนั้น ๆ ร่วมกับ ปัจจัยฐานราคาสินค้าพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ต่ำในปีก่อนหน้า และ ปัจจัยการผลิตที่ล่าช้าไม่ทันต่อความต้องการ อันเนื่องมาจาก การจ้างงานที่ยังไม่ฟื้นตัว ชั่วโมงการผลิตที่ไม่เต็มที่ รวมถึงปัญหาการจัดส่ง ซึ่งล้วนแล้วมาจากปัญหา
การระบาดของ โควิด-19 ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะโซนเอเชีย ที่ทำให้ราคาสินค้าทะยานปรับตัวสูงขึ้น และค่าเงินผันผวนในช่วงที่ผ่านมานี้
ทั้งนี้ หลังเงินเฟ้อสหรัฐพุ่ง จากการรวบรวมข้อมูล “สกุลเงินหลักในโลก” แข็งค่า -อ่อนค่า สูงสุด 10 อันดับ ของธนาคารกรุงไทย ตั้งแต่ต้นปีจนถึง ณ 28 พ.ค. 2564 (YTD ) ดังนี้
สกุลเงินแข็งค่าสูงสุด 10 อันดับ
1. แรนด์แอฟริกาใต้ (ZAR) 5.78%
2. ดอลลาร์แคนาดา (CAD) 5.05%
3. ปอนด์สเตอร์ลิง (GBP) 3.81%
4.โครนนอร์เวย์ (NOK) 2.58%
5.หยวนจีน (CNY) 2.16%
6.ดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (TWD) 1.37%
7.ดอลลาร์นิวซีแลนด์ (NZD) 0.86%
8.รูปีอินเดีย (INR) 0.85%
9.รูเบิลรัสเซีย (RUB) 0.33%
10.ดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) 0.24%
สกุลเงินหลัก แข็งค่าสูงสุด เทียบกับ เงินดอลลาร์ พบว่า ส่วนใหญ่จะเป็นสกุลเงินของประเทศที่เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 ได้ดี หรือ เศรษฐกิจได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้า โดยเฉพาะ สินค้าโภคภัณฑ์ และ สินค้าเทคโนโลยีที่ตลาดต้องการ อาทิ เงินแคนาดาดอลลาร์ (CAD) เงินปอนด์อังกฤษ (GBP) และ เงินหยวนของจีน (CNY)
สกุลเงินอ่อนค่าสูงสุด
1.ลีราใหม่ตุรกี (TRY) -15.15%
2.เปโซอาร์เจนติน่า (ARS) -12.32%
3.เงินเยนของญี่ปุ่น (JPY) -6.39%
4.บาทไทย (THB) -3.99%
5.ริงกิตมาเลเซีย (MYR) -2.76%
6.วอนเกาหลีใต้ (KRW) -2.47%
7.รูเปียอินโดนีเซีย (IDR) -1.71%
8.เรียลของบราซิล (BRL) -0.88%
9.โครนาสวีเดน (SEK) -0.85%
10.เปโซเม็กซิกัน (MXN) -0.58%
ส่วนสกุลเงินหลักที่อ่อนค่าสูงสุด เทียบกับ เงินดอลลาร์ พบว่า จะมีทั้ง สกุลเงินของประเทศที่เผชิญทั้งปัญหาการเมือง ปัญหาการระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรง อาทิ เงินลีรสตุรกี (TRY) ส่วนสกุลเงินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ เงินบาท (THB) เงินริงกิตมาเลเซีย (MYR) ได้อ่อนค่าลงหลังแนวโน้มเศรษฐกิจถูกกดดันจากปัญหาการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ที่รุนแรงมากขึ้น โดย เงินบาทติดอันดับ 1 ใน 5 สกุลเงินหลักอ่อนค่าสุดในโลก
ขณะเดียวกันหากพิจารณาช่วงเวลานับตั้งแต่ต้นปีจากปัจจัยเงินเฟ้อ จะพบว่า สกุลเงินที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี ปรับตัวขึ้นมากกว่า หรือ ใกล้เคียงกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะแข็งค่า หรือ อ่อนค่าเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ โดยความสัมพันธ์นี้อาจอธิบายได้ว่า
1.เมื่อยีลด์ปรับตัวขึ้นแรงจากความกังวลด้านเงินเฟ้อ
ผู้เล่นในตลาดบางส่วนก็พร้อมจะกลับเข้ามาลงทุนในตลาดบอนด์จากยีลด์ที่สูงขึ้นมาก หนุนให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น และ
2. การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์สะท้อนความเชื่อมั่นของตลาดต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในประเทศ ซึ่งจะช่วยหนุนให้ผู้เล่นในตลาดกล้าที่จะถือครองสกุลเงินนั้น ๆ มากขึ้นน หนุนให้เงินแข็งค่า
แต่กลับกัน หากยีลด์10 ปี ของค่าเงินนั้นๆ ปรับตัวลดลง หรือ ปรับตัวขึ้น น้อยกว่า ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ก็จะทำให้ ค่าเงินมีแนวโน้มอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ ดังนั้น บรรดาสกุลเงินในฝั่งประเทศพัฒนาแล้ว (DM) เริ่มแข็งค่า
ขณะที่ในฝั่ง สกุลเงินประเทศเกิดใหม่ (EM) จะพบว่า ความสัมพันธ์ไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่มองไว้ สะท้อนว่า อาจมีตัวแปรอื่นๆ เข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยถ้ามองในส่วนของสกุลเงินที่ แม้ยีลด์จะปรับตัวสูงขึ้นใกล้เคียงหรือมากกว่า ยีลด์สหรัฐฯ แต่ค่าเงินกลับอ่อนค่าลง เกือบทั้งหมด เป็นสกุลเงินของประเทศที่เผชิญปัญหาการระบาดของ โควิด -19 อย่างหนัก นับตั้งแต่ต้นปี อาทิ บราซิล, อินโดนีเซีย,มาเลเซีย,เกาหลีใต้ รวมถึงไทย
ในขณะที่ ค่าเงินหยวนของจีน หรือ ไต้หวันดอลลาร์ กลับแข็งค่าขึ้น แม้ว่า ยีลด์ 10 ปี จะปรับตัวขึ้นน้อยกว่ายีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อธิบายได้ว่า การที่เงินหยวนและเงินไต้หวันดอลลาร์ไม่ได้อ่อนค่าลง เพราะ สถานการณ์โควิด-19 ในจีนและไต้หวัน ถือว่าดีกว่า ประเทศอื่นๆ ขณะเดียวกันทั้งสองประเทศก็ได้รับแรงหนุนจากยอดการส่งออกที่เติบโตแข็งแกร่ง โดยเฉพาะไต้หวันที่เป็นผู้ส่งออกสำคัญของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ อย่าง Semiconductor Chip
"พูน พานิชพิบูลย์" นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ปัญหา"เงินเฟ้อ"เพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อค่าเงิน หากแต่เป็นสถานการณ์การระบาดของ "โควิด -19" ซึ่งก็ต้องหวังพึ่งการแจกจ่ายวัคซีน ว่าจะสามารถเร่งตัวขึ้นได้หรือไม่ และวัคซีนมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใดในการทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวได้ดี ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น เชื่อว่า ค่าเงินของหลายๆ ประเทศที่เผชิญปัญหาการระบาดของโควิด-19 ที่หนักหน่วง ก็อาจจะเริ่มกลับมาแข็งค่าขึ้นได้
สำหรับ “ค่าเงินบาท” มองว่า สิ้นปีนี้มีโอกาสบาทอ่อนค่าลงอยู่ที่ระดับ 30.50-30.75 บาทต่อดอลลาร์ จากเดิมมองไว้ที่ 30.15 บาทต่อดอลลาร์ ในระยะสั้นยังมีความผันผวนและมีความเสี่ยงที่จะอ่อนค่าลงได้ อ่อนค่าสุดไม่เกิน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ จากปัญหาการระบาดของ โควิด -19 ที่รุนแรงอยู่ ทำให้นักลงทุนต่างชาติทยอยขายสินทรัพย์ไทย กดดันค่าเงินบาท
อย่างไรก็ดี มองว่า เงินบาทมีโอกาสกลับมาแข็งค่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ที่ 30.75-31 บาทต่อดอลลาร์ ตามการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ แรงหนุนจากดุลบัญชีเดินสะพัด รวมถึง การกลับเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ หาก
การแจกจ่ายวัคซีนทำได้ดี
ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน
อัตราแลกเปลี่ยน 1
ปัจจัยแรกเลย อัตราดอกเบี้ย สกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงมักจะมีแนวโน้มที่ค่าเงินจะแข็งกว่า ค่าเงินแข็ง คือ ค่าเงินที่แพง มีราคา ค่าเงินอ่อนคือ ค่าเงินถูก สมมติว่า พ่อค้าขายไก่ 2 ตัว ให้เราเลือกโดยที่ ตัวแรก ให้ไข่วันละ 1 ฟอง อีกตัวให้ ไข่วันละ 2 ฟอง คิดว่าตัวไหนจะแพงกว่ากัน ? แน่นอนอยู่แล้วว่าต้องเป็นตัวที่ให้ไข่วันละ 2 ฟอง เปรียบเทียบกับค่าเงินก็เช่นกัน ให้ค่าเงินเป็นไก่ ส่วนไข่นั้นเป็นดอกเบี้ย อะไรที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า คนก็อยากได้ พอคนแย่งกันอยากได้ราคาก็ต้องขึ้น ทำให้ค่าเงินนั้นแข็งค่าขึ้นมานั่นเอง
อัตราแลกเปลี่ยน 2
ปัจจัยที่สอง อัตราเติบโตของ เศรษฐกิจ อันนี้จะเป็นผลทางอ้อมให้ ธนาคารกลางของประเทศที่มีการขายตัวของเศรษฐกิจ ดีมากจะมีแนวโน้มในการปรับ อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น เพื่อสกัดไม่ให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเร็วเกินไป ข้อนี้จะเป็นผลเสริมให้เกิดปัจจัยข้อ แรกนั่นเอง
อัตราแลกเปลี่ยน 3
ปัจจัยที่สาม สถานการณ์การเมือง เวลาเราจะลงทุนอะไรสักอย่าง เราคงไม่ได้มองแต่เฉพาะผลตอบแทน จะต้องมอง ถึงความเสี่ยงอีกด้วย แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะสูงลิบ แต่ถ้ามีแววเงินจะหายใครจะกล้าลงทุน ลองคิดดูว่าถ้ามีประเทศหนึ่งขายพันธบัตรที่ให้อัตราดอกเบี้ย 10% ต่อปี แต่ตอนนี้กำลังมีสงครามปฏิวัติ จะกล้าลงทุนกันไหมครับ ดีไม่ดีรัฐบาลใหม่อาจจะประกาศยกเลิกพันธบัตรที่รัฐบาลก่อนขายให้ก็ได้ใครจะไปรู้
อัตราแลกเปลี่ยน 4
ปัจจัยที่สี่ กระแสของเงินลงทุน ซึ่งแบ่งออกเป็นการค้าระหว่างประเทศ กับเงินลงทุนจากต่างประเทศ น่าจะเคยได้ยินกันบ้างเวลาดูข่าวเรื่องเกี่ยวกับหุ้น จะมีบอกวันนี้ ต่างชาติลงทุนสุทธิเท่าไหร่ นั่นแหละเกี่ยวข้องกับค่าเงินทั้งนั้น ยิ่งเงินไหลเข้าประเทศมาก ค่าเงินยิ่งแข็งนั่นเอง
อัตราแลกเปลี่ยน 5
ปัจจัยที่ห้า การควบรวมกิจการใหญ่ ๆจากต่างประเทศ ปัจจัยนี้ จะส่งผลชั่วคราวเป็นระยะสั้น เป็นผลมาจากการซื้อกิจการระหว่างประเทศจะต้องใช้สกุลเงินของประเทศนั้นๆ เช่นถ้าอยากซื้อบริษัทใหญ่ ๆ ในไทยก็จำเป็นจะต้องใช้เงินบาท ทำให้เวลาซื้อจะต้องทำการซื้อเงินตราต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งค่าเงินก็เหมือนของทั่วไปยิ่งอยากซื้อเยอะราคาก็ยิ่งขึ้นให้ค่าเงินขึ้นเป็นการชั่วคราวนั่นเองหรือไม่ ก็อาจใช้ Option เป็นตัวช่วยหนึ่งในการบริหารความเสี่ยงค่าเงินได้ เช่นเดียวกับผู้นำเข้า ในภาวะที่ตลาดยังไม่แน่นอน การใช้ Option ก็สามารถตอบโจทย์ ให้ผู้นำเข้ามีทางเลือกในการปิดความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น
หากเงินบาทแข็งค่า จะส่งผลอย่างไร
เป็นเรื่องธรรมดาและเป็นที่รู้จักกันดีว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศมีผลกระทบโดยตรงต่อราคาสินค้านำเข้า หากค่าเงินในประเทศผู้นำเข้าสินค้า “แข็งค่า” ราคาสินค้านำเข้าจะปรับลดลง หมายความว่า หากซื้อสินค้าดังกล่าวก็จะได้ราคา “ลดลง” ตรงกันข้ามหากค่าเงินในประเทศผู้นำเข้าสินค้า “อ่อนค่า” ราคาสินค้านำเข้าที่ผู้ซื้อต้องจ่ายจะ “เพิ่มขึ้น”
มีนักวิเคราะห์ให้มุมมองว่าหากเงินบาทแข็งค่า จะส่งผล
ดังนี้
1. กระทบกับอัตราเงินเฟ้อ
ประเทศที่อยู่ในภาวะค่าเงิน “อ่อนค่า” และเป็นประเทศนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศจำนวนมาก อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้น หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้อาจทำให้ธนาคารกลางตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อรับกับภาวะอัตราเงินเฟ้อและป้องกันไม่ให้ค่าเงินอ่อนค่าลงไปมากกว่านี้
ตรงกันข้ามหากค่าเงิน “แข็งค่า” สามารถกดดันอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำและส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ที่สำคัญค่าเงินมีแนวโน้มแข็งค่าอย่างรวดเร็วอาจก่อให้เกิดปัญหาการขาดเสถียรภาพทางการเงิน หากเกิดสถานการณ์ดังกล่าวเครื่องมือที่ช่วยลดแรงกดดันคือ การใช้นโยบายการเงินด้วยการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวและให้อัตราเงินเฟ้อปรับเพิ่มสูงขึ้น
2. กระทบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้
ค่าเงิน “แข็งค่า” อย่างรวดเร็วและเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้ธนาคารกลางคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้อยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงินลดลงตาม สถาบันการเงินจึงสามารถลดดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีแรงจูงใจกู้ยืมเพื่อนำไปลงทุนสูงขึ้นจากต้นทุนกู้ยืมลดต่ำลง ขณะเดียวกัน ดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำลงจะช่วยลดแรงจูงใจผู้ออมเงินที่นำมาฝากเอาไว้ อาจนำไปลงทุนในช่องทางอื่นๆ เช่น ตราสารหนี้ หุ้น หรือนำไปใช้แทน ซึ่งอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำจะช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้คึกคักมากขึ้น
3. กระทบกับพอร์ตลงทุน
บริษัทที่มีฐานรายได้ในรูปสกุลเงินดอลล่าร์และยังมีบริษัทย่อยในต่างประเทศอีก เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มว่าจะแข็งค่าต่อไปอีก อาจมีผลต่อยอดขายและกำไรที่ได้รับเข้ามา เพราะเมื่อแลกเป็นเงินบาทจะได้รับน้อยลง เช่น ต้นปี 1 ดอลล่าร์ แลกได้ 35 บาท วันนี้แลกแล้วเหลือ 33 บาท
ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ประเมินผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าในหุ้นกลุ่มเกษตรและอาหาร โดยอิงสมมติฐานค่าเงินบาท 35 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์ พบว่าถ้าเงินบาทแข็งค่าทุกๆ 1 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์ ส่งผลให้กำไรสุทธิของหุ้นกลุ่มนี้ปรับลดลง 4.4% และทำให้กำไรสุทธิหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ลดลง 5.8%
ดังนั้น หากนักลงทุนมีหุ้นทั้งสองกลุ่มนี้อยู่ในพอร์ตอาจจะต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงจากปัจจัยการแข็งค่าของเงินบาท ถ้าประเมินแล้วจะส่งผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานและต่อการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้น อาจจะพิจารณาการปรับพอร์ตลงทุนเพื่อความเหมาะสมกับสถานการณ์
4. กระทบกับผู้ประกอบการ
หากเงิน “แข็งค่า” ขึ้น ธุรกิจที่ต้องนําเข้าวัตถุดิบหรือเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตจากต่างประเทศจะซื้อวัตถุดิบหรือเครื่องจักรได้ถูกลง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดต่ำลง ตรงกันข้ามผู้ส่งออกจะได้รับผลเสียจากการได้รับรายได้และผลกำไรจากการส่งออกลดลง และเมื่อมีรายได้ลดลงอาจนำไปสู่
การตัดสินใจลดกำลังการผลิต และอาจจะส่งผลกระทบต่อ
การลดการจ้างงานลง
บทวิพากษ์
ถ้าเงินบาทเราแข็งค่า คือมีค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ก็น่าจะดี เพราะเวลาเราจะไปซื้อสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ก็จะไม่ต้องจ่ายเงินบาทมาก หรือเวลาเราจะไปศึกษา หรือทัศนศึกษาที่สหรัฐฯ หรือประเทศที่ใช้จ่ายเงินดอลลาร์สหรัฐฯเราก็ไม่ต้องใช้เงินบาทมาก เพราะเงินบาทเราแข็งค่า สมมุติ 1 บาท เท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ
แต่ถ้ามองในฐานะได้กำไรจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เช่น ยอดขายได้กำไร 100 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐฯ ก็จะได้กำไร
เพียง 100 ล้านบาท เพราะค่าเงินเท่ากัน แทนที่จะได้กำไร 100 X32 หรือ 3,200 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ถ้ามองอีกแง่หนึ่งก็เสมือนว่าคนสหรัฐฯ
จะได้เปรียบเรา เพราะเงินเขาแข็งค่า 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ
เท่ากับ 32 บาท เวลาเขาซื้อสินค้าจากเราเขาจ่ายเงินเพียง
ไม่กี่ดอลลาร์ก็ได้แล้ว
ถ้ามีคำถามว่า
เป็นไปได้ไหมที่อัตราการแลกเปลี่ยนเงินของแต่ละ
ประเทศจะไม่ลักหลั่นกัน คือเท่ากัน
เช่น 1 บาทไทยเท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 1 ริงกิตมาเลเซีย เท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ
หรือ 1.วอนเกาหลีใต้ เท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 1 หยวนของจีนเท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ
คำตอบก็น่าจะได้ว่า ยากมาก เพราะศักยภาพของ
แต่ละประเทศไม่เท่ากัน สหรัฐอเมริกา เขาอาจจะถือว่า
ประเทศเขาเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เป็นประเทศมหาอำนาจ
ของโลก หรือถ้าถามต่อไปว่า ถ้าจีนเป็นประเทศมหาอำนาจ
อันดับ 1 ของโลก ค่าเงินหยวนของจีน จะแข็งค่าเท่ากัน
เงินดอลลาร์สหรัฐฯไหม เป็นต้น
คำถามที่ชวนฉงน เงินบาทเรา แข็งค่ากว่าเงินจีบ
สปป.ลาว แต่ทำไมเวลาเราไปลาว ซื้อสินค้า ดูเหมือนไม่ได้รับ
อานิสงส์จากเงินบาทแข็งค่า คงน่าจะเป็นเพราะลาวเขา
มีกลยุทธ์ที่ดี คือเขาให้ซื้อเป็นเงินบาท ไม่ได้ซื้อเป็นเงินจีบ
นั้นเอง
https://www.bangkokbiznews.com/business/940690
https://www.set.or.th/set/financialplanning/knowledgedetail.do?contentId=3190&type=article
https://www.caf.co.th/article/Exchange-rate-factors.html#gref
https://www.bot.or.th/Thai/FinancialMarkets/ForeignExchangeRegulations/Pages/Sevenfact.aspx
