ตัวแปรในการวิจัย หมายถึง คุณลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งที่ผู้วิจัยสนใจศึกษา เพื่อให้ได้ผลออกมาในรูปใดรูปหนึ่ง ทั้งนี้ คุณลักษณะของตัวแปรอาจจะอยู่ในรูปปริมาณ (Quantitative) เช่น น้ำหนัก อายุ ส่วนสูง เป็นต้น และในรูปคุณภาพ (Qualitative) ก็ได้เช่นกัน เช่น เชื้อชาติ อาชีพ ศาสนา เพศ เป็นต้น ซึ่งตัวแปรนี้จะต้องมีลักษณะของการแปรค่าได้ตั้งแต่ 2 ค่าขึ้นไป เช่น เพศ จะต้องมี 2 เพศหรืออาจจะมากกว่าเชื้อชาติ ฐานะ สีผิว ส่วนสูง วิธีการสอน เป็นต้น ซึ่งแต่ละตัวแปรต้องมีค่ามากกว่า 2 ค่า ดังกล่าวแล้ว สมมติฐาน (Hypothesis) คือการคาดคะเนหาคำตอบไว้ล่วงหน้า การวิจัยเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เมื่อเกิดปัญหาใดขึ้นมา เราก็มักจะบอกว่าเกิดจากสิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ เราพยายามจะคาดเดาคำตอบของปัญหาไว้ก่อนโดยมุ่งหวังให้คำตอบถูกต้องมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การคาดเดาคำตอบไว้ก่อนนี้ เรียกว่า สมมติฐาน (Hypothesis) อย่างไรก็ตาม สมมติฐานในการวิจัย ถึงแม้จะเป็นการคาดเดาคำตอบไว้ล่วงหน้าก็ตาม ก็ไม่ได้แปลว่างานวิจัยทุกเรื่อง จะต้องกำหนดหรือมีสมมติฐานเอาไว้เสมอไป มีงานวิจัยบางเรื่องที่ไม่สามารถตั้งสมมติฐานได้ ทั้งนี้เพราะผู้วิจัยยังขาดประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจ และไม่มีตัวอย่างงานวิจัยในเรื่องนั้นมาก่อน ดังนั้น งานวิจัยในลักษณะนี้จึงเป้นงานวิจัยที่มุ่งค้นหาสมมติฐานมากกว่าที่จะพิสูจน์สมมติฐาน (ประคอง กรรณสูตร, 2535 : 4) เช่น งานวิจัยเชิงสำรวจ ( Exploratory Research ) เป็นต้น

ตัวแปรและสมมติฐานในการวิจัย

 

ตัวแปรและสมมติฐานในการวิจัย

ดร.ถวิล  อรัญเวศ

        ตัวแปร (variables)

            หมายถึง คุณสมบัติหรือคุณลักษณะ หรือปรากฏการณ์ของ

สิ่งต่าง ๆ ที่ ผู้วิจัยต้องการจะศึกษาหาความจริง ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ได้ เช่น คน วัตถุสิ่งของ สัตว์ พืช ครอบครัว ขนาดธุรกิจ หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นต้น

           ตัวแปรจะต้องมีค่าเปลี่ยนได้อย่าง น้อยตั้งแต่ 2 ค่าขึ้นไป เช่น คน (เพศ อายุ ฯลฯ

       ตัวแปรในการวิจัย

         หมายถึง  คุณลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งที่ผู้วิจัยสนใจศึกษา  เพื่อให้ได้ผลออกมาในรูปใดรูปหนึ่ง  ทั้งนี้  คุณลักษณะของตัวแปรอาจจะอยู่ในรูปปริมาณ (Quantitative)  เช่น  น้ำหนัก  อายุ  ส่วนสูง  เป็นต้น  และในรูปคุณภาพ   (Qualitative)  ก็ได้เช่นกัน  เช่น เชื้อชาติ อาชีพ  ศาสนา  เพศ  เป็นต้น ซึ่งตัวแปรนี้จะต้องมีลักษณะของการแปรค่าได้ตั้งแต่  2  ค่าขึ้นไป  เช่น เพศ  จะต้องมี  2  เพศหรืออาจจะมากกว่าเชื้อชาติ  ฐานะ  สีผิว  ส่วนสูง  วิธีการสอน  เป็นต้น  ซึ่งแต่ละตัวแปรต้องมีค่ามากกว่า  2  ค่า ดังกล่าวแล้ว

 

ประเภทของตัวแปร  (Types  of  variables)

   ตัวแปรในการวิจัย  มี  2 ประเภท  คือ

1.                ตัวแปรที่ศึกษา (Study  variable)

       1.1  ตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระ  (Independent   variable)  

             ตัวแปรอิสระบางทีอาจเรียกว่า  ตัวแปรต้นหรือตัวแปรต้นเหตุ  ซึ่งหมายถึง  ตัวแปรที่เกิดก่อนและทำให้สิ่งที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นตามมานั้น แปรเปลี่ยนค่าหรือคุณลักษณะไป  เช่น  ถ้าเราศึกษาว่าส่วนผสมของ

เนื้อดินปั้น  (Body )  จะมีผลต่อการขึ้นรูปอย่างไร  ส่วนผสมของเนื้อดินปั้นจะเป็นตัวแปรอิสระ การขึ้นรูปจะเป็นตัวแปรตาม เป็นต้น

       1.2  ตัวแปรตาม  (Dependent variable)   

        หมายถึง  ตัวแปรที่จะต้องขึ้นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เรา เรียกว่าตัวแปรตามจะเป็นตัวแปรที่แปรเปลี่ยนค่าตามตัวแปรอิสระ ดังนั้นตัวแปรตามจึงเป็นตัวแปรที่เกิดขึ้นภายหลังหรือตามมานั้นเอง

       2. ตัวแปรที่ไม่ได้ศึกษา  (Non - Study  variable)

          2.1 ตัวแปรคั่นกลาง  (Intervening  Variable)

            ตัวแปรนี้เป็นตัวแปรที่เกิดขึ้นระหว่างตัวแปรต้นและตัวแปรตาม จึงมีชื่อเรียกหลายชื่อ  ซึ่งก็ยังหาข้อยุติไม่ได้ว่าจะใช้ชื่อใดจึงจะเหมาะสม เช่น ตัวแปรสอดแทรก ตัวแปรแทรกซ้อน ตัวแปรกลาง  ตัวแปรรบกวน(Nuisance variable)   ตัวแปรจัดการ  (Mediator variable)  ตัวแปรปะปน  (Confounded variable)  เป็นต้น  (Wiersma , 1986 :  25)

          ตัวอย่างของตัวแปรคั่นกลาง  เช่น การทดลองเปรียบเทียบวิธีการสอน 2 วิธี  ขณะทดลองกลุ่มตัวอย่าง  อาจเกิดความเหนื่อยล้าหรือความกังวลจากด้วยเหตุผลใดก็ตาม ซึ่งเราไม่สามารถควบคุมได้  อาจจะส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก็เป็นได้      

       2.2  ตัวแปรภายนอก  (Extraneous  variables)  

            หมายถึง  ตัวแปรที่มาจากภายนอก ซี่งไม่ได้ศึกษาแต่สามารถควบคุมได้  เช่น ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาส่วนผสมของน้ำเคลือบเซรามิกส์  (Ceramics) กับผลของการเคลือบ  ตัวแปรมาจากภายนอกที่อาจจะส่งผลของการเคลือบ  เช่น อุณหภูมิการเผา  เวลาการเผา  การบดสารเคมี  เวลาในการบดสารเคมี  เป็นต้น

 

สมมติฐาน  (Hypothesis)

      คือการคาดคะเนหาคำตอบไว้ล่วงหน้าการวิจัยเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  เมื่อเกิดปัญหาใดขึ้นมา  เราก็มักจะบอกว่าเกิดจากสิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ  เราพยายามจะคาดเดาคำตอบของปัญหาไว้ก่อนโดยมุ่งหวังให้คำตอบถูกต้องมากที่สุดเท่าที่จะทำได้  การคาดเดาคำตอบไว้ก่อนนี้  เรียกว่า สมมติฐาน (Hypothesis)

 

ความหมายของสมมติฐาน (Definition  of  hypothesis)

       สมมติฐาน

      หมายถึง  คำตอบที่ผู้วิจัยคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้า(Expected Answer)  ก่อนที่จะทำการวิจัย  โดยคำตอบที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้านี้  อาจจะมีข้อมูลหรือทิศทางมาจากทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง งานวิจับบุคคลอื่น ๆ ที่ทำไว้แล้ว  หรือจากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้วิจัยเอง

ก็ได้

 

      ประเภทของสมมติฐาน   (Type  of  hypothesis)

       สมมติฐานในการวิจัยนั้น  แบ่งออกเป็น  2  ประเภท  คือ

       1.  สมมติฐานในการวิจัย  (Research  hypothesis)

           สมมติฐานในการวิจัย  บางครั้งจะเรียกว่า  สมมติฐานเชิงพรรณนา  (Descriptive  hypothesis)  สมมติฐานประเภทนี้จะเขียนในรูปของข้อความโดยใช้ภาษาเป็นสื่อในการอธิบายเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจตรงกัน  เช่น

-         ครูที่มีวุฒิการศึกษาต่างกัน  จะมีความสามารถในการสอนแตกต่างกัน

-         เพศชาย เพศหญิง  มีความสนใจด้านการเมืองไม่แตกต่างกัน

-      ฯลฯ

         อย่างไรก็ตาม  สมมติฐานในการวิจัย ถึงแม้จะเป็นการคาดเดาคำตอบไว้ล่วงหน้าก็ตาม ก็ไม่ได้แปลว่างานวิจัยทุกเรื่อง  จะต้องกำหนดหรือมีสมมติฐานเอาไว้เสมอไป  มีงานวิจัยบางเรื่องที่ไม่สามารถตั้งสมมติฐานได้  ทั้งนี้เพราะผู้วิจัยยังขาดประสบการณ์  ความรู้ ความเข้าใจ  และไม่มีตัวอย่างงานวิจัยในเรื่องนั้นมาก่อน  ดังนั้น  งานวิจัยในลักษณะนี้จึงเป้นงานวิจัยที่มุ่งค้นหาสมมติฐานมากกว่าที่จะพิสูจน์สมมติฐาน  (ประคอง กรรณสูตร, 2535 : 4)  เช่น  งานวิจัยเชิงสำรวจ  (  Exploratory Research  )  เป็นต้น 

         นอกจากนี้  ในการตั้งสมมติฐานในการวิจัยนั้น  ผู้วิจัยควรจะตั้งสมมติฐานให้ตรงกับจุดมุ่งหมายของเรื่องที่จะวิจัย  มีทฤษฎี  มี

ข้อค้นพบที่น่าเชื่อถือได้มาเป็นแนวทางเพื่อให้ได้สมมติฐานในการวิจัยที่มีน้ำหนักมากกว่างานวิจัยที่ผู้วิจัยคิดสมมติฐานขึ้นเอง หรือเขียนมาอย่าง

ลอย ๆ อย่างไม่มีทฤษฎีข้อค้นพบต่าง ๆ มารองรับ

         ดังนั้นในการเขียนสมมติฐานในการวิจัย  ผู้วิจัยจะต้องแสดงแนวคิด  ทฤษฎี และเหตุผลประกอบกับข้อความที่เป็นสมมติฐานใน

การวิจัยนั้นด้วย

       2.  สมมติฐานทางสถิติ  (Statistical hypothesis)

              สมมติฐานทางสถิติ  เป็นสมมติฐานที่เปลี่ยนจากภาษาเขียนหรือคำพูด  มาเป็นสัญลักษณ์ทางสถิติแทน  เพื่อให้สามารถทดสอบวิธีการทางสถิติได้  เช่น  ถ้าผู้วิจัยตั้งสมมติฐานในการวิจัยว่า

 

   “ในการเรียนวิชาช่างไฟฟ้า  เพศหญิงและเพศชายมีผลสัมฤทธิ์ทาง

การเรียนไม่แตกต่างกัน“

         นั่นหมายความว่า  ผู้วิจัยต้องการพิสูจน์สมมติฐานการวิจัยว่า

การเรียนวิชาช่างไฟฟ้า  เพศไม่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

แต่อย่างใด   ผู้วิจัยก็จะกำหนดสมมติฐานทางสถิติขึ้นมา  เพื่อจะ

ทำการพิสูจน์  ดังนี้

              H0   =     U1   =     U2

              H0   =     U1   /      U2

เมื่อ U1   แทน   นักศึกษาเพศชาย     

              U2   แทน   นักศึกษาเพศหญิง

       สมมติฐานทางสถิติแบ่งออกได้เป็น  2  แบบ คือ

              1. สมมติฐานไร้นัยสำคัญ  Null hypothesis  )  เขียนแทนด้วย H0    สมมติฐานแบบนี้เป็นสมมติฐานที่ไม่แสดงความแตกต่างระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ที่ผู้วิจัยจะนำมาพิสูจน์  เช่น

              H0   : ในการเรียนวิชาไฟฟ้า  เพศหญิงและเพศชาย  

มีผลสัมฤทธิ์ไม่แตกต่างกัน

              H0   :      U1   =     U2

 

              2.2 สมมติฐานทางเลือก   (Alternative  hypothesis)

                  เป็นสมมติฐานที่มีลักษณะตรงกันข้ามกับ   Null hypothesis   สัญลักษณ์ที่ใช้คือ     H1      การเขียนมักจะเขียนในรูปของความแตกต่างหรือความไม่เท่ากันของค่าเฉลี่ย  (Average)  ของกลุ่มตัวอย่าง  หรือค่าพารามิเตอร์   (Parameter)  ของประชากรที่นำมาศึกษา   Alternative  hypothesis จะต้องอยู่คู่กับ   Null hypothesis   เสมอ  เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการทดสอบทางสถิติ   เช่น

Null hypothesis            

              H0   :      U1   =     U2   เราอาจตั้ง Alternative  hypothesis   ได้ว่า

              H1   :      U1   /      U2

       หรือ  H1   :      U1   >     U2

       หรือ  H1   :      U1   <     U2

 

ประโยชน์ของสมมติฐาน  (Benefit  of hypothesis)

       สมมติฐานมีความสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการทำวิจัย  เพราะสมมติฐานจะเป็นแนวทางในการค้นหาหรือพิสูจน์ข้อเท็จจริง  ดังนั้นประโยชน์ที่สำคัญของสมมติฐานจึงพอสรุปได้ดังนี้

             1. ช่วยให้ผู้วิจัยมองเห็นขอบเขตของการวิจัยว่า  กว้างขวางมากน้อยแค่ไหน

            2. ช่วยเป็นแนวทางในการวิจัยของผู้วิจัยว่า  จะตรวจสอบอะไร  หรือจะค้นหาอะไร

            3. ช่วยในการหาเครื่องมือในการเก็บข้อมูล และเลือกสถิติมาใช้ได้อย่างเหมาะสม

            4. เพิ่มความแจ่มแจ้งเกี่ยวกับเรื่องที่จะวิจัย

          หลักในการเขียนสมมติฐาน   (Principles  of hypothesis writing)  ได้แก่ 

              1.    ศึกษาวรรณคดีเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องให้

กว้างขวางครบถ้วน เพื่อหาทฤษฎีและข้อค้นพบมาสนับสนุนแล้ว

              2. เขียนข้อความ  สมมติฐานให้กะทัดรัด  ชัดเจน สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของการวิจัย

             3. ควรเขียนสมมติฐานให้อยู่ในรูปที่สามารถทดสอบได้  จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมมา

             4. หากมีสิ่งที่ต้องการพิสูจน์หลายประเด็น  ควรแยกเขียนเป็นข้อ ๆ เพื่อให้สะดวกในการทดสอบเช่นเดียวกัน

 การเขียนความมุ่งหมายของการวิจัย 

( Writing  of  Research  Objective)

       การเขียนความมุ่งหมายในการวิจัย  จะเป็นการเขียนในลักษณะที่บ่งบอกถึงว่าผู้วิจัย  “จะทำอะไร” เกี่ยวกับงานวิจัยนั้น ๆ เช่น

-      เพื่อศึกษาปัญหา………

-      เพื่อศึกษาแนวโน้ม………

-      เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อ………

-      เพื่อหาอัตราส่วนผสมของ………

-      เพื่อเปรียบเทียบ………

-      เพื่อทดลอง………

-      เพื่อสร้าง………

-      ฯลฯ

           ดังนั้น  คำว่า  ศึกษาปัญหา  ศึกษาปัจจัย  ศึกษาแนวโน้ม

หาอัตราส่วนผสม  เปรียบเทียบ  ทดลอง  เช่นนี้      เป็นการบ่งบอกว่า  งานวิจัยชิ้นนี้  ผู้วิจัยจะแสดงอะไร  หรือจะทำอะไร  เป็นต้น

 

หลักการเขียนความมุ่งหมายของการวิจัย

           มีดังนี้

           1. แยกเขียนเป็นรายข้อ  ในส่วนที่ต้องการศึกษาหรือกระทำ

           2. ใช้ภาษาง่ายชัดเจน

           3. เขียนให้ครอบคลุม  ให้ผู้อ่านรู้ว่าการวิจัยจะทำอะไร

              เพื่อให้เกิดความเข้าใจ  จงพิจารณาชื่อหัวข้อวิจัย  ความมุ่งหมายของการวิจัย  ตัวแปรที่ศึกษา และสมมติฐานในการศึกษา

ว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร   ขอยกตัวอย่าง  งานวิจัยเรื่อง

การทำกระดาษขาวจากฟางข้าว

       ความมุ่งหมายของการวิจัย

       เพื่อให้การศึกษาวิจัยในครั้งนี้บรรลุตามวัตถุประสงค์  ผู้ศึกษาได้กำหนดความมุ่งหมายของการวิจัยไว้ดังนี้

              1. เพื่อทดลองทำกระดาษชนิดความขาวต่ำจากฟางข้าว   โดยวิธีกึ่งเคมี

           2. เพื่อทดลองทำกระดาษให้ได้คุณลักษณะที่ต้องการ  ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรมกระดาษหนังสือพิมพ์แบบแผ่น  มอก.  758-2531

              3. เพื่อวิเคราะห์คุณภาพของน้ำทิ้งจากกระบวนการทดลองทำกระดาษใน 2   ด้าน คือ   ด้านกายภาพและทางเคมี

        ตัวแปรอิสระ  ได้แก่

              1.  น้ำหนักรวมของลูกบดที่ใช้บดฟางข้าวต่อครั้ง  โดยแปรค่าน้ำหนักลูกบด เท่ากับ 1,500 กรัม   2,000  กรัม  และ  2,500  กรัม ตามลำดับ

              2.  ความเข้มข้นของสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์  (

NaOH ) ที่ใช้ในการย่อยสลายฟางข้าวอย่างสมบูรณ์  หลังจากการบดแล้วต่อครั้งมีความเข้มข้นแปรค่าเท่ากับร้อยละ 0.2 , 0.5  และ  0.8 
โดยน้ำหนักต่อปริมาตรตามลำดับ

       การทดลองในครั้งนี้ใช้วัตถุดิบ  คือ ฟางข้าว  ซึ่งมีน้ำหนักคงที่เมื่อทำการบดตัวอย่างแต่ละครั้ง  โดยมีน้ำหนักรวม  100  กรัม  และใช้น้ำ 2,000  มิลลิลิตร

       ตัวแปรตาม  ได้แก่คุณลักษณะที่ต้องการของกระดาษที่ทำขึ้นมาทดลองมีคุณสมบัติเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม  มอก.  758-2531  ซึ่งทำการวิเคราะห์  4  ลักษณะ คือ  ความขาวสว่าง  ความหนา ความต้านทานแรงดึงแนวขนานเครื่อง  และการดูดซึมน้ำ

              2.  คุณสมบัติของน้ำทิ้งจากการทดลองทำกระดาษ  ทำการวิเคราะห์หาคุณสมบัติใน  2  ด้าน คือทางด้านกายภาพ  กับทางด้านเคมี

                ด้านกายภาพ  วิเคราะห์ในด้านลักษณะสี  กลิ่น  ความขุ่น  และสภาพการนำไฟฟ้า  ด้านเคมี  วิเคราะห์ในด้านพีเอช ค่าบีโอดี  และค่าซีโอดี

 

               สมมติฐานของการวิจัย

       ได้แก่

            1.  ได้กระดาษความขาวต่ำ  ที่มีคุณภาพใกล้เคียงตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษหนังสือพิมพ์แบบแผ่น  (  มอก.  758-2531  )

            2.  คุณภาพน้ำทิ้งจากการทดลองทำกระดาษความขาวต่ำโดยวิธีกึ่งเคมี  เป็นไปตามมาตรฐานของสมาคมสิ่งแวดล้อมไทย หรือมาตรฐาน

อื่น ๆ ที่ใกล้เคียง

       ตัวอย่างที่ 2 งานวิจัยเรื่อง

        “การศึกษาความต้องการการพัฒนาผู้ใช้แรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรในเขตจังหวัดนครปฐม“

       ได้กำหนดความมุ่งหมายตัวแปรและสมมติฐาน ไว้ ดังนี้

      ความมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า

                   1.  เพื่อศึกษาความต้องการ  การพัฒนาผู้ใช้แรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร  ของผู้ประกอบการและผู้ใช้แรงงาน  ในเขตจังหวัดนครปฐม

                  2.  เพื่อเปรียบเทียบความต้องการของผู้ประกอบการ  และผู้ใช้แรงงานที่มีต่อการพัฒนาผู้ใช้แรงงานทั้ง 4  ด้าน คือ  ด้านความรู้ความสามารถด้านทักษา การทำงาน  ด้านคุณธรรมจริยธรรมและด้านมนุษยสัมพันธ์ของคนในโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการในเขตจังหวัดนครปฐม

                  3.  เพื่อเปรียบเทียบความต้องการ  การพัฒนาของผู้ใช้แรงงานที่มีอายุ  วุฒิทางการศึกษา  เพศ  และประสบการณ์ในการทำงาน  ที่แตกต่างกันทั้ง  4  ด้าน   คือ  ด้านความรู้ความสามารถ ด้านทักษาการทำงาน  ด้านคุณธรรมจริยธรรมและด้านมนุษยสัมพันธ์  ในโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการ  เขตจังหวัดนครปฐม

        ตัวแปรในการศึกษาค้นคว้า

1.   ตัวแปรต้น

ได้แก่  สถานภาพเกี่ยวกับผู้ให้ข้อมูล

          1.1 สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม

           1.2 ผู้ประกอบการ  ผู้จัดการฝ่าย  หัวหน้างาน  ผู้ใช้แรงงาน

          1.3 เพศ  จำแนกเป็น ชาย  หญิง

1.4          อายุ ประสบการณ์ในการทำงาน

1.5 วุฒิทางการศึกษา

         2. ตัวแปรตาม 

           ได้แก่ความต้องการของผู้ประกอบการและผู้ใช้แรงงานเกี่ยวกับ

ความต้องการการพัฒนาผู้ใช้แรงงานในโรงงานอุตสาหกรรม  ทั้ง  4  ด้าน

        2.1 ด้านความรู้ความสามารถ

        2.2 ด้านทักษะการทำงาน

         2.3 ด้านคุณธรรม จริยธรรม

         2.4 ด้านมนุษยสัมพันธ์

        สมมติฐานการศึกษาค้นคว้า

          ได้แก่

            1.  ความต้องการพัฒนาผู้ใช้แรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรในแต่ละด้านตามความต้องการของผู้ประกอบการและผู้ใช้แรงงาน  มีความต้องการแตกต่างกัน

            2.  ความต้องการพัฒนาผู้ใช้แรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรในแต่ละด้าน  ตามความต้องการของผู้ใช้แรงงาน ที่มีเพศแตกต่างกัน  มีความต้องการแตกต่างกัน

            3.  ความต้องการพัฒนาผู้ใช้แรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรในแต่ละด้าน  ตามความต้องการของผู้ใช้แรงงาน ที่มีอายุแตกต่างกัน  มีความต้องการแตกต่างกัน

            4.  ความต้องการพัฒนาผู้ใช้แรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรในแต่ละด้าน  ตามความต้องการของผู้ใช้แรงงาน ที่มีประสบการณ์ทำงานที่แตกต่างกัน  มีความต้องการแตกต่างกัน

           5.  ความต้องการพัฒนาผู้ใช้แรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรในแต่ละด้าน  ตามความต้องการของผู้ใช้แรงงาน ที่มีวุฒิทางการศึกษาแตกต่างกัน  มีความต้องการแตกต่างกัน

 

สรุป

       ตัวแปร (variables) หมายถึง คุณสมบัติหรือคุณลักษณะ หรือปรากฏการณ์ของสิ่งต่าง ๆ ที่ ผู้วิจัยต้องการจะศึกษาหาความจริง ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ได้ เช่น คน วัตถุสิ่งของ สัตว์ พืช ครอบครัว ขนาดธุรกิจ หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นต้น ตัวแปรจะต้องมีค่าเปลี่ยนได้อย่างน้อยตั้งแต่ 2 ค่าขึ้นไป เช่น คน (เพศ อายุ ฯลฯ ส่วนสมมติฐาน  หมายถึงคำตอบที่ผู้วิจัยคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้า(Expected Answer)  ก่อนที่จะทำการวิจัย  โดยคำตอบที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้านี้  อาจจะมีข้อมูลหรือทิศทางมาจากทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง งานวิจับบุคคลอื่น ๆ ที่ทำไว้แล้วหรือจากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้วิจัยเองก็ได้

 

 

 

 

ที่มา