1. กองทุนสวัสดิการ “ซารีกัตมาตี” วัฒนธรรมการดูแลสุขภาวะชุมชนมลายูมุสลิมในจังหวัด
  2. ชายแดนภาคใต้ : กรณีศึกษาชุมชนบ้านโคะ อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส

The Welfare Fund “Syarikat Mati” Culture of Community Care of Malay Muslim in Southern Border Provinces : A Case Study of Ban Koh, 

Yi-ngo District, Narathiwat Province. 

 

มะดาโอะ ปูเตะ [1], สะสือรี วาลี[2]

Mada-o Puteh1, Sasueree  Walee2

[1] อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา email; [email protected]

[2] อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา

 

บทคัดย่อ

กองทุนสวัสดิการซารีกัตมาตีบ้านโคะ เป็นกองทุนหนึ่งที่ให้สวัสดิการเพื่อใช้จ่ายในการจัดการศพของสมาชิกที่เสียชีวิต เป็นการดูแลสุขภาวะด้านจิตใจ ลดความกังวลในการหาเงินมาใช้จ่ายในการจัดการศพ การบริหารจัดการกองทุนฯ แบบมีส่วนร่วมของชุมชน เมื่อมีการเสียชีวิต ทางสมาชิกจะนำเงินนาวัตมาจ่ายให้กับกองทุนฯ การบริหารจัดการถือว่าประสบผลสำเร็จ จำนวนสมาชิกจะเพิ่มขึ้นทุกปี มีเงินสดคงเหลือประมาณ 70,000 บาท เงินฝากธนาคารประมาณ 720,000 กว่าบาท สวัสดิการที่สมาชิกจะได้รับเป็นเงิน 14,000 บาท 

 

คำสำคัญ : กองทุนสวัสดิการ ซารีกัตมาตี วัฒนธรรม สุขภาวะ มลายูมุสลิม

 

Abstract

The welfare fund “Syarikat Mati” of Ban Koh is one of welfare fund providing for dealing dead body of community member. It is a process of mind healing; it could release worrying about money for dead body dealings. The fund is managed with participation of community member when dying happen by collecting donated money to dead body to deposit that money to the fund. The result of such management was success and the number of member have been increasing every year, the fund has left money total 70,000 baht, Bank deposited about much more than 720,000 baht, the benefits that each member will be provided total 14,000 baht. 

 

Keywords: The Welfare Fund, Syarikat Mati, Culture, Healthy, Malay Muslim 

บทนำ

ดินแดนปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เมื่อครั้งเป็นราชอาณาจักร “ปตานี” นั้นเคยเจริญรุ่งเรืองทั้งทางด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม การศึกษา และการศาสนา มีผู้คนหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ร่วมกันเช่น มลายู ชวา อินเดีย จีน อาหรับ จำปา เชื่อกันว่าบรรพบุรุษของผู้คนในดินแดนดังกล่าว นับถือลัทธิบูชาภูตผีวิญญาณ (animism) มาก่อน ต่อมามีการเผยแผ่ศาสนาต่างๆ เข้ามาในดินแดนแถบนี้ เช่น ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู พุทธ และอิสลาม (Mohd. Zamberi A. Malek อ้างถึงในรัตติยา สาและ, 2544: 5) การนับถือศาสนาต่างกันในระยะต่อมาส่งผลให้ศาสนิกชนมีการใช้วิถีชีวิตหรือวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน จึงเป็นบ่อเกิดของวัฒนธรรมอันเนื่องด้วยศาสนา บ้างก็เกิดการผสมผสานกับวัฒนธรรมชนชาติอันเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของแต่ละเชื้อชาติ เช่น วัฒนธรรมชวา มลายู อินเดีย อาหรับ หรือแม้แต่วัฒนธรรมไทยหรือสยาม (พุทธิชาติ โปธิบาลและธนานันท์ ตรงดี อ้างถึงในวัฒนา สุกัณศีล, 2544: 2) ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม พูดภาษามลายูถิ่นในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน ศาสนาจึงมีอิทธิพลต่อความเชื่อและการดำเนินชีวิตของพวกเขา 

สังคมไทยมีวัฒนธรรมการอยู่แบบช่วยเหลือเกื้อกูล มีน้ำใจต่อกัน ในอดีตคนไทยได้รับสวัสดิการจากธรรมชาติ หาเห็ด หาหน่อไม้จากป่าใกล้บ้าน หาปูปลาในแม่น้ำลำคลอง ยามเจ็บป่วยได้ยาจากสมุนไพรในป่า เพื่อนบ้านมาเฝ้าไข้ให้กำลังใจ มีปัญหาชีวิตมีศาสนาและผู้อาวุโสในชุมชนเป็นที่พึ่ง เป็นสวัสดิการที่ธรรมชาติและผู้คนมีให้แก่กันบนพื้นฐานของความเกื้อกูล มีน้ำใจ และเคารพซึ่งกันและกันระหว่างคนกับคนและคนกับธรรมชาติ (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), 2550: 63) ต่อมาองค์กรชุมชนได้ตระหนักถึงความมั่นคงในชีวิตจึงได้รวมกันจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนและพัฒนาให้สอดคล้องกับวิถีชุมชนที่หลากหลาย เน้นให้ชุมชนหันมาฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีและความสัมพันธ์ในรูปแบบของสวัสดิการแบบครบวงจร (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), 2552: 1) สวัสดิการชุมชนเป็นการริเริ่มสร้างสรรค์ของชุมชนท้องถิ่นที่ร่วมกันสร้างระบบหลักประกันความมั่นคงของชีวิตเพื่อความอยู่ดีมีสุขของคนในชุมชนท้องถิ่นและสังคม

บ้านโคะ ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 5 ตำบลจอเบาะ อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส เป็นหมู่บ้านเล็กๆ มี 187 ครัวเรือน มีประชากรทั้งสิ้น 1,009 คน เมื่อมีสมาชิกในชุมชนเสียชีวิต ประชาชนในหมู่บ้านจะทำการเยี่ยมเยียนครอบครัวของผู้เสียชีวิต และจะนำเงินสดหรือข้าวของไปมอบให้กับครอบครัวที่เสียชีวิตเพื่อใช้ในการจัดการศพ ถือเป็นวัฒนธรรม นาวัต ต่อมาชุมชนบ้านโคะได้จัดตั้งกองทุนสวัสดิการซารีกัตมาตี เป็นกองทุนหนึ่งที่ให้สวัสดิการช่วยเหลือด้านการจัดการศพของชุมชน เมื่อมีการเสียชีวิตภายในชุมชนจึงจำเป็นที่ต้องรีบจัดการศพ จากปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยมีความต้องการที่จะศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับ “กองทุนสวัสดิการ “ซารีกัตมาตี” วัฒนธรรมการดูแลสุขภาวะชุมชนมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ : กรณีศึกษาชุมชนบ้านโคะ อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส” ว่ามีการจัดรูปแบบกองทุนและการบริหารจัดการอย่างไร

 

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

1.  ศึกษาการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการซารีกัตมาตีและลักษณะการมีส่วนร่วมของชุมชนในบ้านโคะ อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส

2.  เพื่อวิเคราะห์ความเกี่ยวข้องกับหลักการอิสลามในเรื่องสุขภาวะของมุสลิม

3.  ศึกษาผลสำเร็จหรือไม่สำเร็จ รวมทั้งเงื่อนไขที่สำเร็จและไม่สำเร็จ

 

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

1.  ทำให้ทราบถึงรูปแบบการดำเนินการของกองทุนสวัสดิการซารีกัตมาตีของชุมชนบ้านโคะ อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส

2.  ทำให้ได้นวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับกองทุนสวัสดิการซารีกัตมาตีสู่การสร้างชุมชนเข้มแข็ง

3. เป็นประโยชน์กับการจัดการชุมชนอื่นๆ บนวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับศาสนาในการจัดการ และเป็นแนวทางการจัดตั้งกองทุนอื่นๆ ในชุมชน 

 

ขอบเขตของการวิจัย

      ขอบเขตด้านประชากรกลุ่มตัวอย่างและพื้นที่วิจัย

 ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกองทุนสวัสดิการซารีกัตมาตีบ้านโคะ ซึ่งประกอบด้วย คณะกรรมการกองทุนฯ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา และประชาชนในตำบลจอเบาะ อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส จำนวน 40 คน และจะทำการศึกษาเฉพาะชุมชนบ้านโคะ ตำบลจอเบาะ อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาสเท่านั้น  

 

ขอบเขตด้านระยะเวลาในการวิจัย

การศึกษาครั้งนี้มีการกำหนดระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2554 ถึง 31 กรกฎาคม 2555 โดยแบ่งการรวบรวมข้อมูล ค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้อง การเก็บข้อมูลภาคสนาม ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผล

 

แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

พัฒนาการทางวัฒนธรรมของคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

วัฒนธรรมของคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะมีความสัมพันธ์กับชาติพันธุ์ชวาของประเทศอินโดนีเซียในอดีต(นิธิ เอียวศรีวงศ์ และคณะ, 2542: 1922) วัฒนธรรมชวาอันแข็งแกร่งได้ถ่ายทอดไปสู่ประชาชนในวัฒนธรรมมลายู (เป็นต้นว่า การใช้กริช วายัง ผ้าบาติก ฯลฯ) นอกจากนี้ สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ และคณะ (2543: 28) ได้อธิบายว่า ชนเชื้อชาติชวา-มลายู ได้กระจายและฝังรกรากอยู่บริเวณแหลมมลายู นับตั้งแต่มะละกา ยะโฮร์ เคดาห์ ปตานี และเขตเชื่อมต่ออย่างเด่นชัด กลุ่มชนเหล่านี้ต่างใช้ภาษามลายูเป็นภาษากลางในการติดต่อสัมพันธ์กัน

อับดุลสุโก  ดินอะ (2550) ได้อธิบายวัฒนธรรมของมุสลิมชายแดนใต้นั้นมีความหลากหลาย และมีความเกี่ยวข้องทั้งเรื่องทางโลกและทางธรรม ทั้งหลักปฏิบัติและหลักศรัทธารวมเข้าด้วยกัน ในทัศนะของ สุริยะ สะนิวาและคณะ (2551: 60) ได้อธิบายวัฒนธรรมของคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นวัฒนธรรมอิสลาม ซึ่งวัฒนธรรมอิสลามจะหมายถึงวิถีการดำเนินชีวิต หรือรูปแบบของพฤติกรรมตลอดจนสิ่งสร้างสรรค์ต่างๆ ที่นำมาจากหรืออยู่ในขอบข่ายของอัลกุรอานและซุนนะห์ของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล) ส่วนรัตติยา สาและ (2544: 65-68) ได้อธิบายอิทธิพลของวัฒนธรรมมลายูดั้งเดิมที่เป็นตะกอนสะสมตั้งแต่ยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์เรื่อยมาผ่านยุคนับถือลัทธิภูตผี พราหมณ์ ฮินดูไศวนิกาย และพุทธมหายานนั้นสำคัญมาก และได้ทิ้งร่องรอยไว้ในวิถีชีวิตของสังคมมลายูมุสลิมสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) นี้อยู่ทั้งๆ ที่มีวิถีปฏิบัติบางอย่างนั้นขัดกับหลักการศาสนาอิสลาม ซึ่งปัจจุบันนี้มีผู้รู้ศาสนา (อิสลาม) พยายามลดทอนสิ่งเหล่านี้ออกจากวิถีชีวิตเพื่อให้มุสลิมอยู่อย่างมุสลิมที่ถูกต้องมากขึ้น

จะเห็นได้ว่าพัฒนาการทางวัฒนธรรมและศาสนาของคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จากเดิมประชาชนจะมีความเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ ต่อมามีการนับถือศาสนาพราหมณ์ ฮินดู และศาสนาพุทธนิกายมหายาน โดยผ่านพ่อค้าชาวอินเดีย หลังจากนั้นก็ด้วยพ่อค้าชาวอาหรับนี่เองที่นำศาสนาอิสลามเข้ามาเผยแพร่ในคาบสมุทรมลายู รวมทั้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยปัจจุบัน

 

หลักการศาสนาอิสลามเกี่ยวกับสุขภาวะ

ศาสนาอิสลามได้ให้ความสำคัญกับสุขภาวะ ไม่ว่าจะเป็นสุขภาวะของแต่ละปักเจกบุคคลหรือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน โดยเฉพาะบุคคลที่อาศัยอยู่ในชุมชน สังคม องค์กร หรือสถาบันเดียวกัน ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การให้สวัสดิการที่ดีต่อกัน ท่านศาสดามูฮัมมัด (ศ็อล) ได้กล่าวถึงสุขภาวะไว้อย่างกว้างขวางและครอบคลุมปัจจัยแห่งสุขภาวะไว้อย่างเป็นองค์รวมเป็นอย่างยิ่ง ท่านกล่าว ความว่า “ผู้ใดตื่นเช้าขึ้นมามีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง มีจิตใจที่สงบร่มเย็น ไม่มีความวิตกกังวลทุกข์ร้อน มีอาหารสำหรับบริโภคในวันนั้น ก็ประหนึ่งว่าเขาผู้นั้นได้ครองโลกไว้ทั้งโลก” นอกจากนั้น อิสลามยังให้ความสำคัญกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน การให้ความช่วยเหลือกันระหว่างผู้ศรัทธานั้น จะต้องดูให้ครบทุกๆด้าน ทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในทางโลกอาคิเราะห์ หรือการดำเนินชีวิตในดุนยา เปรียบได้กับอาคาร ทุกชิ้นส่วนของมันจะต้องยึดเหนี่ยวซึ่งกันและกัน จึงจะทำให้อาคารนั้นแข็งแรงมั่นคง ดังที่ท่านศาสดามูฮัมมัด (ศ็อล) ได้กล่าวไว้ ความว่า “ผู้ศรัทธาต่อผู้ศรัทธานั้น (ต้องช่วยเหลือกัน) เหมือนกับอาคาร ซึ่งบางส่วนของมันยึดเหนี่ยวกับอีกบางส่วน แล้วท่านรอซูลประสานมือเข้าด้วยกัน”

 

แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการศพในอิสลาม

เมื่อได้ยินข่าวการเสียชีวิตให้รีบจัดการศพตามขั้นตอนต่างๆให้เร็วตามสมควร  โดยเฉพาะเมื่อเกรงหรือคาดว่าสภาพของศพอาจเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น เน่าเปื่อยหรือส่งกลิ่นเหม็น ให้รีบอาบน้ำให้ศพ ห่อหุ้มศพให้มิดชิด ละหมาดขอดุอาอ์ให้อัลลอฮฺทรงอภัยโทษและเมตตาต่อศพ และนำไปฝังให้มิดชิดป้องกันไม่ให้ศพส่งกลิ่นเน่าเหม็นหรือโดนสัตว์ขุดคุ้ยขึ้นมากินซากหรือทำลายศพ ทั้งนี้การจัดการศพตามขั้นตอนต่างๆต้องดำเนินไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม ท่านอาบูฮุรอยเราะฮ์ (ร.ด) รายงานจากท่านรอซูล (ศ็อล) ความว่า “พวกท่านจงเร่งรีบในการจัดการญะนาซะฮฺเถิด เพราะหากญะนาซะฮฺนั้นเป็นคนดี ก็ถือเป็นการดี สมควรดีแล้วที่พวกท่านเร่งให้เขาได้รับความดีเร็วขึ้น แต่หากว่าญะนาซะฮฺนั้นเป็นคนไม่ดี ก็เป็นการสมควรอีกเช่นกันที่พวกท่านจะได้ปลดความไม่ดีนี้ให้พ้นไปจากต้นคอของพวกท่าน” ดังนั้น การจัดการศพในอิสลาม หมายถึง การอาบน้ำให้ศพ การห่อศพ การละหมาดให้ศพ (ละหมาดญะนาซะฮฺ) และการฝั่งศพ นักวิชาการอิสลามมีมติ (อิจญมาอฺ) ว่า ทั้งสี่ประการดังกล่าวนี้เป็นฟัรฺดูกิฟายะฮฺ ซึ่งถ้าหากไม่มีผู้ใดกระทำสิ่งเหล่านั้นให้แก่ศพเลย คนในชุมชนนั้นทั้งหมดก็มีบาป (มูนีร มูหะหมัด, 2553: 148) 

การละหมาดญะนาซะฮฺจะปฏิบัติหลังจากการอาบน้ำให้กับศพและห่อศพเป็นที่เรียบร้อยซึ่งสามารถทำการละหมาดได้ในทุกสถานที่ที่มีความสะอาด ไม่ว่าจะในมัสยิดหรือนอกมัสยิด โดยศพจะต้องวางอยู่ข้างหน้าผู้ละหมาด แม้จะถูกฝังแล้วก็ตาม เพราะท่านรอซูลเคยละหมาดให้แก่ศพที่ฝังในกุโบร์หลายครั้ง ครั้งหนึ่งหลังจากฝังไปแล้ว 1 คืน ครั้งหนึ่งหลังจากฝังไปแล้ว 3 คืน และครั้งหนึ่งหลังจากฝังไปแล้ว 1 เดือน (มูนีร มูหะหมัด, 2553: 155-156) ในการละหมาดญะนาซะฮฺ ยิ่งมีผู้มาร่วมพิธีศพมากเท่าใดก็ยิ่งจะเป็นผลดีกับมัยยิตมากตามไปด้วย ท่านหญิงอาอิชะฮ์รายงานว่า ท่านรอซูล (ศ็อล) กล่าว ความว่า “มัยยิต (ศพมุสลิม) ใดก็ตามที่มีมวลชนจากบรรดามุสลิมมาละหมาดให้โดยมีจำนวนถึง 100 คนและทุกคนขอชะฟาอะฮ์[3]ให้เขา แน่นอนทั้ง 100 คนนั้นต้องได้ชะฟาอะฮ์ให้แก่ศพมุสลิมนั้น”และในอีกรายงานหนึ่งของท่านอับดิลลาฮฺ อิบนิอับบาส (ร.ด) จากท่านรอซูล (ศ็อล) กล่าว ความว่า “มีผู้มาละหมาดให้แก่ญะนาซะฮฺของเขาจำนวน 40 คน โดยที่ทั้ง 40 คนนี้ไม่เคยทำภาคีกับอัลลอฮฺ แน่นอนทั้ง 40 คนนั้นจะได้ช่วยชะฟาอะฮ์แก่เขาอย่างแน่นอน” 

[3] ความช่วยเหลือในวันกียามะฮ์/วันสิ้นโลก

         แนวคิดเกี่ยวกับสวัสดิการสังคมในอิสลาม

          สวัสดิการสังคมหรือสวัสดิการชุมชนเป็นระบบการช่วยเหลือเกื้อกูลที่เริ่มจากการพึ่งตนเองก่อน จุดประสงค์ของการให้สวัสดิการในอิสลามมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่และยกระดับคุณภาพการดำรงชีวิตของมนุษย์ด้านการประกันให้มนุษย์มีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขมั่นคงในอุดมการณ์ นอกจากนั้น การให้สวัสดิการสังคมในระบบสังคมอิสลามมีความหมายกว้างสมบูรณ์และครอบคลุมในทุกๆ ด้าน มิใช่เพียงการให้ความช่วยเหลือในด้านทรัพย์สินเท่านั้น แต่ครอบคลุมด้านต่าง ๆ (อับดุลรอชีด เจะมะ, 2542: 71-72) ดังนี้ 

1. ด้านอุดมการณ์โดยการฝึกฝนให้ปัจเจกบุคคลในสังคมมีความรู้สึกรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน

2. ด้านจริยธรรมโดยการปลูกฝังให้ปัจเจกบุคคลมีบุคลิกภาพที่สมบูรณ์ในฐานะเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม

3. ด้านการปลูกฝังให้สังคมเป็นสังคมที่มีวิญญาณและนิสัยแห่งสวัสดิการ เป็นแบบแผนของพฤติกรรมในวิถีชีวิตทางสังคม 

4. ด้านระบบความสัมพันธ์และการเกื้อกูลกันในระดับครอบครัว

5. ด้านระบบความสัมพันธ์ทางสังคมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกบุคคลกับองค์การของสังคม ระหว่างองค์การของสังคมกับปัจเจกบุคคล ระหว่างเครือญาติในหน่วยและระหว่างมวลมนุษยชาติด้วยกัน

6.  ด้านความสัมพันธ์ทางทรัพย์สิน 

7. ด้านระบบเศรษฐกิจ 

8. ด้านการปกป้องจริยธรรมและคุณธรรมของคนในสังคม โดยกลุ่มเป้าหมายของผู้ได้รับสวัสดิการในอิสลามนั้นจะครอบคลุมทั้งปัจเจกบุคคล ครอบครัว กลุ่มคนและสังคมโดยรวม 

 

วิธีการดำเนินการวิจัย

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้วิธีการศึกษา ทบทวน ประมวล และรวบรวมจากเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและเสริมด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลักทั้งที่เป็นคณะกรรมการกองทุนฯ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา และประชาชนทั่วไป การสัมภาษณ์ระดับลึกผู้มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการกองทุนฯ ด้วยการใช้แนวคำถามในการสัมภาษณ์ระดับลึก โดยมีการปรับหัวข้อและเนื้อหาหรือประเด็นการสัมภาษณ์ให้มีความสอดคล้องกับบริบทเฉพาะของกลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนการสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม ทีมงานจะทำการสังเกตการณ์และทำการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการเกี่ยวกับเรื่องนี้กับสมาชิกกองทุนฯ และประชาชนทั่วไป เพื่อให้เข้าใจถึงความเชื่อมโยงและเข้าใจถึงบทบาทของกองทุนฯ ในการบริหารจัดการศพของชุมชน ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลของผลการศึกษาในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์เจาะลึก การสังเกตการณ์และการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการกับสมาชิกกองทุนฯ และประชาชนทั่วไปมาวิเคราะห์เนื้อหา และจัดหมวดหมู่ โดยการวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์ของการศึกษาตามทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง และสรุปผลต่อไป

 

ผลการวิจัยและอภิปรายผล

         การดำเนินการและพัฒนาการของกองทุนสวัสดิการซารีกัตมาตีบ้านโคะ

กองทุนสวัสดิการซารีกัตมาตีบ้านโคะเป็นกองทุนหนึ่งที่จัดเตรียมและให้สวัสดิการโดยเฉพาะเงินช่วยเหลือเพื่อใช้จ่ายในการจัดการศพของสมาชิก การดำเนินการของกองทุนฯ พบว่า ทางกองทุนสวัสดิการซารีกัตมาตีบ้านโคะมีรูปแบบการดำเนินการที่แตกต่างกับกองทุนสวัสดิการซารีกัตมาตีอื่นๆ คือ หลังจากที่มีการเปิดให้บริการสักระยะหนึ่ง เมื่อมีสมาชิกฯเสียชีวิตทางคณะกรรมการกองทุนฯ ต้องไปเก็บเงินนาวัตตามบ้านเรือนของสมาชิก ทำให้การมีส่วนร่วมของสมาชิกไม่ค่อยปรากฎเห็นชัด ทางกรรมการกองทุนฯจึงมีการเรียกประชุมเกี่ยวกับรูปแบบการจัดเก็บ เงินนาวัต ใหม่อีกครั้ง ที่ประชุมมีมติให้มีการคัดเลือกหัวหน้าโซนเพิ่มรวมเป็นจำนวน 16 คน เพื่อทำหน้าที่รับเงินนาวัตที่ทางสมาชิกของแต่ละโซนนำเงินมาส่ง นโยบายใหม่ของกองทุนฯ จะไม่มีการออกไปเก็บตามบ้านเรือนของสมาชิกเหมือนเดิม ด้วยเหตุผลอยากให้เกิดการมีส่วนร่วมของสมาชิกในชุมชนให้มากที่สุด ส่วนพัฒนาการของกองทุนฯ มีประชาชนสนใจและได้สมัครเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้น ทั้งประชาชนที่อยู่ในเขตหมู่ที่ 5 บ้านโคะ และชุมชนรอบข้าง นอกจากนั้นสมาชิกจะได้รับเงินสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นทุกปีอีกด้วย กองทุนมีเงินสำรองมากพอสมควร มีการจัดทัศนศึกษาทุกปีเพื่อพัฒนาทรัพยากรโดยเฉพาะคณะกรรมการกองทุนฯ

การดำเนินงานของกองทุนฯ นี้จะมีความพิเศษที่ว่า รูปแบบของการรวบรวมเงินนาวัตจากสมาชิกนั้น ไม่มีนโยบายให้คณะกรรมการไปเก็บตามบ้านของสมาชิก แต่กลับส่งเสริมให้สมาชิกนำเงินนาวัตมาจ่ายผ่านผู้รับผิดชอบของแต่ละโซน (คณะกรรมการกองทุน) ถือเป็นการพัฒนาที่ดีขึ้น เป็นการสร้างและให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของสมาชิกเด่นชัดมาก สอดคล้องกับหลักการและวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งกองทุนฯ ทำให้ประชาชนในชุมชนบ้านโคะและชุมชนรอบข้างมีความสนใจที่จะร่วมช่วยเหลือโดยสมัครเป็นสมาชิกของกองทุนฯ

 

กองทุนสวัสดิการซารีกัตมาตีบ้านโคะมีรากฐานจากหลักการอิสลามในเรื่องสุขภาวะ

         กองทุนสวัสดิการซารีกัตมาตีของชุมชนบ้านโคะ เริ่มมีการดำเนินการเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2544 โดยแรกเริ่มจากการพูดคุยถามความคิดเห็นของประชาชนในชุมชนที่เป็นแกนนำและชาวบ้านจำนวน 31 คน โดยอ้างเหตุการณ์การเสียชีวิตของสมาชิกในชุมชนที่มีรายได้ต่ำและไม่มีเงินสำรองเพื่อใช้จ่ายในการจัดการศพ กรณีศึกษาการเสียชีวิตของ นายเซ็ง ดีนา ที่มีเงินสดเพียง 40 บาท และเป็นกองทุนฯ หนึ่งที่มีต้นกำเนิดจากการบูรณาการหลักการศาสนาอิสลามที่ว่าด้วยการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างเพื่อนมนุษย์ เพราะอิสลามถือว่าศรัทธาชนหรือมุสลิมทุกคนเป็นพี่น้องกัน การช่วยเหลือในเรื่องนี้เป็นการบูรณาการวัฒนธรรมการนาวัตแบบเดิมๆ ของชุมชนที่มีการปฏิบัติตั้งแต่อดีตอีกด้วย สุขภาวะจะเกี่ยวข้องกับสภาพจิตใจของครอบครัวที่เสียชีวิตที่ต้องหาเงินมาใช้จ่าย ดังนั้น กองทุนสวัสดิการซารีกัตมาตีเป็นแหล่งรวบรวมเงินนาวัตโดยมีการจัดสรรเงินสวัสดิการให้กับสมาชิกเพื่อจัดการศพให้รวดเร็วและถูกต้องตามหลักศาสนา

         สอดคล้องกับศาสนาอิสลามที่ได้ได้กำชับให้ศรัทธาชนกระทำแต่ความดี ดังปรากฏในอัลกุร อาน ความว่า  “และจงประกอบความดี หวังว่าพวกเจ้าจะได้รับชัยชนะ” (อัลฮัจญ์ 22: 77) อิสลามเป็นศาสนาที่ส่งเสริมสู่การกระทำความดี ดังโองการของอัลลอฮ ความว่า “และพวกเจ้าจงช่วยเหลือกันในสิ่งที่เป็นคุณธรรมและความยำเกรง และจงอย่าช่วยกันในสิ่งที่เป็นบาปและเป็นศัตรูกัน และพึงกลัวเกรงอัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงรุนแรงในการลงโทษ” (อัลมาอิดะฮฺ 5: 2) นอกจากนั้น ท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อล) ได้กล่าว ความว่า “อุปมาผู้ศรัทธาด้วยกัน อุปมัยดั่งอาคารหลังหนึ่งที่ทุกส่วนต่างค้ำจุนซึ่งกันและกัน” และนบีมุฮัมมัดได้สอดนิ้วมือทั้งสองข้างของท่านเข้าด้วยกัน ดังนั้นเมื่อมีสมาชิกในชุมชนได้รับความเดือดร้อน เผชิญกับความยากลำบาก ทุกคนต้องทำหน้าที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 

         ดังนั้น กองทุนสวัสดิการซารีกัตมาตีถือเป็นกองทุนสวัสดิการสังคมอีกรูปแบบหนึ่งที่เหมาะสมโดยเฉพาะในบริบทพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เป็นชุมชนมลายูมุสลิม ถือเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ควรรู้อย่างแพร่หลายด้วยกระบวนการที่ถูกต้อง อีกทั้งสามารถช่วยเหลือชุมชนในเรื่องสุขภาวะโดยเฉพาะความกังวลด้านจิตใจของครอบครัวยากจนที่เสียที่ชีวิตในการหาเงินจำนวนหนึ่งเพื่อมาใช้จ่ายในการจัดการศพอย่างกะทันหัน สามารถแก้ปัญหาความกังวลและเครียดในเบื้องต้นได้ การบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการซารีกัตมาตี ถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมหรือองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถถ่ายทอดให้กับชุมชนอื่นนำไปปฏิบัติ สามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนหรือกลุ่มเป้าหมายที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ต่ำถึงปานกลาง

 

สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ

          ศึกษาการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการซารีกัตมาตีและลักษณะการมีส่วนร่วม

ของชุมชนในบ้านโคะ อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส

รูปแบบการบริหารของกองทุนสวัสดิการซารีกัตมาตีบ้านโคะจะมีการบริหารเองโดยชุมชน จะไม่อยู่ภายใต้การบริหารของมัสยิดเหมือนกองทุนสวัสดิการซารีกัตมาตีอื่นๆ มีการคัดเลือกและแต่งตั้งคณะกรรมการที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ในหมู่บ้าน มีการประชุมร่างระเบียบและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการบริหารกองทุนฯ มีการกำหนดประชุมทุกๆ 2 เดือน มีการแบ่งโซนรับผิดชอบ มีการแต่งตั้งผู้รับผิดชอบของแต่ละโซนเพื่อทำหน้าที่รับเงินนาวัต จากสมาชิก ส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมจากสมาชิกในชุมชนด้วยการอาสานำส่งเงินนาวัต เป็นชุมชนเข้มแข็งและมีจิตอาสาสูง  ผู้รับผิดชอบของแต่ละโซนจะทำการเก็บรวบรวมเงินนาวัตและจะมีการนำไปมอบให้กับประธานกองทุนฯ ในคืนที่มีการประชุม การดำเนินการทุกเรื่องต้องผ่านมติที่ประชุม การประชุมปรึกษาหารือหรือกระบวนการชูรอในอิสลามนั้นเป็นสิ่งที่ศาสนาส่งเสริมเพราะจากหลายๆความคิดนั้นแหละถือเป็นฮิกมะฮฺในการดำเนินงาน

 

วิเคราะห์ความเกี่ยวข้องกับหลักการอิสลามในเรื่องสุขภาวะของมุสลิม

กองทุนสวัสดิการซารีกัตมาตีบ้านโคะ เป็นอีกทางหนึ่งในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนมุสลิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของสุขภาวะ เพราะอิสลามให้ความสำคัญโดยถือว่านั่นคือความโปรดปรานอันสูงสุดที่มนุษย์พึงได้รับจากพระองค์อัลลอฮฺ อิสลามถือว่าการดูแลรักษาสุขภาวะนั้นเป็นหน้าที่ (วายิบ) สำหรับมนุษย์ ถือว่าสุขภาวะอันสมบูรณ์เป็นสุดยอดแห่งความโปรดปรานที่มนุษย์พึงได้รับจากอัลลอฮฺ จึงเป็นหน้าที่ซึ่งมนุษย์จะต้องมีความสำนึกในคุณค่าและต้องแสดงความกตัญญูต่ออัลลอฮฺด้วยการดำรงรักษาความโปรดปรานนั้นไว้อย่างที่สุด การให้ความช่วยเหลือกันระหว่างผู้ศรัทธานั้น จะต้องดูให้ครบทุกๆด้าน ทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในทางโลกอาคิเราะห์ หรือการดำเนินชีวิตในดุนยา เปรียบได้กับอาคาร ทุกชิ้นส่วนของมันจะต้องยึดเหนี่ยวซึ่งกันและกัน จึงจะทำให้อาคารนั้นแข็งแรงมั่นคง 

ความเกี่ยวข้องระหว่างกองทุนสวัสดิการซารีกัตมาตีกับเรื่องสุขภาวะของมุสลิมเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะด้านจิตใจ โดยเฉพาะครอบครัวที่มีสมาชิกเสียชีวิตจำเป็นที่ต้องมีการจัดการศพซึ่งต้องเตรียมค่าใช้จ่ายในการจัดการศพมากพอสมควร อีกทั้งการจัดการศพในอิสลามจำเป็นที่ต้องจัดให้รวดเร็วที่สุด การหาเงินมาใช้จ่ายอย่างกะทันหันสำหรับครอบครัวที่ฐานะยากจนจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น เกี่ยวข้องด้านสุขภาวะทางจิต เกิดการเครียดหากว่าหาเงินมาจัดการศพไม่ได้ ดังนั้น การมีกองทุนฯ สามารถสร้างสุขภาวะที่ดีขึ้น มีการเตรียมเงินสวัสดิการจำนวนหนึ่งเพื่อให้สมาชิกใช้จ่ายในการจัดการศพโดยเฉพาะเป็นค่าตอบแทนหรือเงินค่าน้ำมันรถผู้มาละหมาดญะนาซะฮฺอย่างน้อยคนละ 50-60 บาทต่อคน ดังนั้นทางครอบครัวต้องสำรองเงินจำนวน 5,000 – 6,000 บาท ในเมื่อทางครอบครัวสามารถหาเงินมาใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ถือว่ามีสุขภาวะ เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีเงินสำรองเก็บไว้ในยามฉุกเฉินและไม่ค่อยนิยมฝากธนาคาร เพราะจะเกี่ยวข้องกับระบบดอกเบี้ยซึ่งในทางศาสนาอิสลามทรงห้าม ทางออกของชุมชนที่ปฏิบัติอยู่คือให้มีกองทุนสวัสดิการซารีกัตมาตีถือ สอดคล้องกับบทในอัลกุรอานที่เกี่ยวกับกฎหมายทางสังคมที่เสริมสร้างสังคมให้รักใคร่ จุนเจือ และค้ำจุนซึ่งกันและกันราวกับว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน การกำชับให้มุสลิมทุกคนให้การพยุงสังคมและสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้ด้อยกว่านั้น ไม่ได้จำกัดให้กระทำต่อเพียงเพื่อนมนุษย์เท่านั้น หากแต่อิสลามยังได้กำชับให้มุสลิมทำดีและช่วยเหลือแม้กระทั่งต่อสัตว์เดรัจฉานอีกด้วย

ศึกษาผลสำเร็จหรือไม่สำเร็จ รวมทั้งเงื่อนไขที่สำเร็จและไม่สำเร็จ

กองทุนสวัสดิการซารีกัตมาตีบ้านโคะถือว่าประสบผลสำเร็จ เนื่องจากกองทุนมีจุดแข็ง คือ เป็นกองทุนที่เริ่มจากการพูดคุยของประชาชนสืบเนื่องจากมีครอบครัวยากจนเสียชีวิตในชุมชน เป็นกองทุนช่วยเหลือจัดการศพที่สอดคล้องกับหลักการศาสนาอิสลามด้านการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เป็นกองทุนที่มีการบูรณาการจากกองทุนสวัสดิการซารีกัตมาตีของชุมชนข้างๆ เป็นกองทุนที่บริหารเองโดยชุมชน และไม่ได้อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของมัสยิด เมื่อมีสมาชิกกองทุนเสียชีวิต สมาชิกทุกคนต้องนำเงินนาวัตมาจ่ายให้กับผู้รับผิดชอบเก็บเงินนาวัตของแต่ละพื้นที่พร้อมนำสมุดเงินฝากทุกครั้ง กองทุนไม่มีนโยบายไปเก็บเงินนาวัตตามบ้านเรือนของสมาชิกฯ

เดือนแรกของการเปิดรับสมัครมีผู้ที่สนใจมาสมัครเป็นสมาชิกจำนวน 285 รหัส และ จนถึงเดือนตุลาคม 2555 มีสมาชิกที่สมัครเพิ่มขึ้นเป็น 846 รหัส มีเงินสวัสดิการคงเหลือในกองทุนฯ ทั้งที่เป็นเงินสดและเงินฝากธนาคารเพิ่มขึ้น เงินสดสำรองในมือประมาณ 70,000 บาท และเงินฝากธนาคารประมาณ 720,000 กว่าบาท เงินสวัสดิการที่สมาชิกจะได้รับจะเพิ่มขึ้นทุกปี ปีแรกที่ดำเนินการจะได้เงินสวัสดิการจำนวน 8,000 บาท และในปี 2555 เงินสวัสดิการปรับขึ้นเป็น 14,000 บาท ต่อศพ เพื่อให้การดำเนินการเกิดการพัฒนาและเกิดสภาพคล่อง ทางกองทุนฯ มีการจัดทัศนศึกษา มีการพัฒนาคณะกรรมการกองทุนฯ โดยเปิดโอกาสให้คณะกรรมการฯ สามารถพาครอบครัวไปศึกษาดูงานได้

 

ข้อเสนอแนะ

  1. การบริหารด้านการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับสมาชิกที่เสียชีวิตของแต่ละโซนนั้นยังไม่ทั่วถึง จึงเสนอให้ผู้ที่รับผิดชอบเก็บเงินนาวัตของแต่ละโซนที่มีสมาชิกเสียชีวิตนั้นทำการแจ้งยังประธานกองทุนฯ ทราบให้เร็วที่สุดเพื่อทำการประชาสัมพันธ์ยังคณะกรรมการโซนอื่นๆ รับทราบ
  2. การประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับสมาชิกที่เสียชีวิตของแต่ละโซนนั้นสามารถกระทำได้โดยการแจ้งผ่านการโทรศัพท์เพราะสะดวกรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย
  3. เมื่อคณะกรรมการของแต่ละโซนรับทราบข่าวการเสียชีวิตควรรีบแจ้งสมาชิกโดยผ่านเครื่องขยายเสียงของมัสยิดหรือมุศ็อลลาเพื่อให้สมาชิกนำเงินนาวัตมาจ่าย
  4. ควรเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจจะสมัครสมาชิกใหม่จ่ายเงินค่าสมัครเป็นงวดๆ เพื่อความสะดวกและคล่องตัวในการได้สมัครเป็นสมาชิกใหม่มากขึ้น
  5. กองทุนสวัสดิการซารีกัตมาตีบ้านโคะควรมีสำนักงานหรือที่ทำการเฉพาะ เพื่อความสะดวกในการติดต่อประสานงานของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 
  6. ควรมีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนนำเสนอรูปแบบการบริหารจัดการกองทุนกับชุมชนอื่นๆ ที่อยู่ในตำบลเดียวกันเพื่อหารูปแบบที่ดีทีสุด
  7. กองทุนสวัสดิการซารีกัตมาตีบ้านโคะควรมีการจดทะเบียนเป็นทางการจากหน่วยงานภาครัฐและควรยื่นของบสนับสนุนหรือเงินอุดหนุนจากหน่วยงานภาครัฐอีกด้วย

 

กิตติกรรมประกาศ

         งานวิจัยนี้ได้รับเงินสนับสนุนจากกลุ่มบริหารและจัดการงานวิจัย สำนักวิจัยและพัฒนา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ประเภทเต็มจำนวน  (พ.ศ. 2555) ขอขอบคุณ

 

บรรณานุกรม

 

นิธิ เอียวศรีวงศ์ และคณะ. (2542). ชวา-มลายู: ผู้คนและวัฒนธรรมภาคใต้.ในสารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคใต้ เล่ม 4. กรุงเทพฯ : สยามเพรส แมเนจเม้นท์.

มูนีร มูหะหมัด . (2553). ฟิกฮุลอิบาด๊าต.พิมพ์ครั้งที่ 13. กรุงเทพฯ : สมาคมนักศึกษาเก่าศาสนวิทยา.

รัตติยา สาและ. (2544). การปฏิสัมพันธ์ระหว่างศาสนิกที่ปรากฎในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

วัฒนา สุกัณศีล. (2544). วัฒนธรรมบริโภคของแรงงานในชุมชนชนบท. กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

สถาบันพัฒนาองค์กรเอกชน (องค์การมหาชน). (2552). คู่มือการดำเนินการโครงการสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชน. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ :แอ๊ปป้า พริ้นติ้ง.

สถาบันพัฒนาองค์กรเอกชน (องค์การมหาชน). (2550). เปิดแฟ้ม 7 ปี พอช.. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ :ส่วนประชาสัมพันธ์.

สุริยะ สะนิวาและคณะ. (2550). การบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้กับการเปลี่ยนแปลงสู่ความรุนแรงของชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู. ยะลา: มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา.

อับดุลรอชีด เจะมะ. 2542. สังคมอิสลาม. ฉบับแก้ไขปรับปรุงครั้งที่ 3. วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี.

อับดุลสุโก ดินอะ. (2550). เข้าใจวัฒนธรรมมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้. 4 ตุลาคม 2554. เข้าถึงได้จาก: http://www.oknation.net/blog/print.php?id=107148.

อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา. (2555). คู่มือผู้ป่วยและการจัดการตามหลักการอิสลาม.  แปลโดย ซุกรีย์นูร จงรักศักดิ์ และอุษมาน อิดริส. ปัตตานี: เฟิร์สออพเซ็ท 1993.