สสวท. แต่งตั้งอนุกรรมการอำนวยการ โครงการจัดตั้งสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้  (สพลร.)  มี รศ. คุณหญิง ดร. สุมณฑา พรหมบุญ เป็นประธาน   ผมได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษา    มีการประชุมไปแล้ว ๑ ครั้ง เมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๖๔ ตามที่เล่าไว้ที่ (๑)    ว่าผมมีความเห็นว่า สถาบันนี้ควรเน้นทำหน้าที่หนุนโรงเรียนและครู ให้เป็นผู้ก่อการ (agency) ในการพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้   เพื่อให้ตัวหลักสูตรและการเรียนรู้ก่อประโยชน์หรือผลกระทบต่อนักเรียนได้อย่างแท้จริง    รวมทั้งเกิด transformation ของระบบการศึกษาในภาพใหญ่    ที่มีข้อพิสูจน์มากว่า ๒๐ ปีแล้วว่า เป็นระบบที่ล้มเหลว   

หากดำเนินการตามแบบเดิมๆ คือมุ่งกำหนดหลักูตรในกระดาษ โดยกลไกส่วนกลางที่กรุงเทพ เขียนข้อกำหนดตายตัวส่งให้โรงเรียนและครูดำเนินการ    ผลก็จะเป็นแบบเดิม คือผลการเรียนรู้ของนักเรียนอ่อนด้อยอย่างน่าเศร้าใจ    ดูได้จากผลการทดสอบ PISA    และเมื่อวานนี้ผมประชุมกับ โออีซีดี ที่จัดโดย กสศ. เรื่องผลการทดสอย PISA for Schools ผลก็น่าเศร้าใจแบบเดียวกัน    แต่เรามุ่งหาโอกาสแก้ปัญหานั้น   

แก้โดยการทำงานวิชาการอย่างกรณี  สถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้แห่งชาติ  ที่กำลังจัดตั้ง    ต้องทำงานในรูปแบบใหม่ ไม่ซ้ำรอยเดิมๆ ที่พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผล   

โดยต้องทำงานพัฒนาบนฐานของการปฏิบัติจริง โดยโรงเรียนตัวจริง ครูตัวจริง    สร้าง continuous double-learning loop เพื่อการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน ควบคู่ไปกับการพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้   

พัฒนาโดยสร้าง synergy ระหว่างความรู้เชิงปฏิบัติ โดยผู้ปฏิบัติ    กับความรู้เชิงทฤษฎี โดยนักวิชาการ     เป็น double-learning loop   ไม่ใช่นักวิชาการเอาทฤษฎีไปสร้างข้อกำหนดให้โรงเรียนและครูปฏิบัติตาม    และไม่มี learning loop ผ่านการปฏิบัติอย่างที่ทำกันมาในอดีต    นอกจากไม่ได้ผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียนแล้ว    ยังมีผลปิดกั้นความเป็นผู้ก่อการของครู (teacher agency) อีกด้วย    

รายงานของการประชุมเมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๖๔ บันทึกข้อเสนอของผมไว้ว่า    “ที่ปรึกษา (ศาสตราจารย์วิจารณ์ พานิช) ให้ความเห็นว่า 1) การพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ควรเน้นไปที่ Learning Outcome ของผู้เรียนเป็นหลัก 2) รูปแบบของการดำเนินการพัฒนาหลักสูตรควรเป็นการทำงานร่วมกับครูให้ครูเป็นผู้ร่วมพัฒนาหลักสูตรและ การเรียนรู้เนื่องจากส่วนกลางอาจไม่เข้าใจสภาพจริงในโรงเรียน ชั้นเรียน และตัวผู้เรียน ดังนั้นครูต้องไม่ใช่แค่ implementor แต่ควรเป็น developer ของหลักสูตรด้วย เพื่อให้เกิดวงจรของการพัฒนาหลักสูตร (development loop) 3) ให้โรงเรียน ชั้นเรียน และตัวผู้เรียนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาหลักสูตร โดยไม่ต้องคำนึงถึงสังกัดหรือสายบังคับบัญชาราชการ 4) การรับบุคลากรเข้ามาปฏิรูปการศึกษา ต้องเป็นคนที่ใจเปิดกว้างและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง โดยไม่ยึดติดกับ รูปแบบเดิม” 

การประชุมครั้งที่ ๒  วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๖๔ นัดกระชั้น ผมติดประชุมอื่น   จึงเข้าร่วมประชุมไม่ได้    แต่ทีมงานของ สสวท. ก็กรุณาส่งเอกสารมาให้อ่านก่อน   และขอซูมมาหารือ   ผมอ่านเอกสารแนวทางพัฒนา สพลร. แล้วชื่นใจ ว่าทีมงานตีโจทย์แตก   โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเน้นให้ครูร่วมพัฒนาวิธีการและหลักการ    และการสนับสนุนให้มีการดำเนินการในลักษณะของ DLL – Double-Loop Learning ทั้งในโรงเรียน และในระดับประเทศ     เพื่อหนุนการเป็น agentic teacher ของครู    โดยผมมีข้อเสนอให้พิจารณาเรื่องสำคัญ ๓ เรื่องคือ 

  1. การทำงานแบบ inclusive  ไม่ใช่ exclusive    คือเป็นระบบเปิด  ที่เปิดรับการริเริ่มสร้างสรรค์ของโรงเรียนและครูที่ก่อผลดีระดับเป็นตัวอย่างได้    สพลร. เข้าไปสนับสนุนการต่อยอดและขยายการดำเนินการ
  2. การเริ่มจากคนจำนวนน้อย  ที่ทำงานแบบคล่องตัว และมีสมรรถนะสูง    แล้วค่อยๆ ขยายจำนวนคนเท่าที่จำเป็น    ที่เสนอมา ๑๑๔ คน ผมคิดว่ามากไป    และต้องระวังอย่ารับคนด้อยคุณภาพเข้ามาทำงาน
  3. การรับผลงานริเริ่มสร้างสรรค์จากภายนอกเอามาขยายต่อ    จะช่วยลดจำนวนพนักงานได้มาก   ซึ่งหมายความว่าพนักงานต้องมีจริตและทักษะในการทำงานร่วมมือเป็นเครือข่ายกับภายนอก     

สถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้    ต้องดำเนินการตามหลักการของการเรียนรู้  คือให้คุณค่าสูงสุดที่การเรียนรู้เชิงรุก หรือเรียนรู้จากการปฏิบัติตามด้วยการสะท้อนคิด   ทั้งที่ดำเนินการเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียน  ของครู และของการพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้   หากสถาบันเผลอให้น้ำหนักทฤษฎีเหนือการปฏิบัติเมื่อไร    ความล้มเหลวจะตามมา

วิจารณ์ พานิช

๒๘ พ.ย. ๖๔