ร่าง พรบ. การศึกษาเห่งชาติ พ.ศ. ... ระบุในมาตรา ๕๘ ดังนี้     

มาตรา ๕๘ ให้มีสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้เป็นหน่วยงานของรัฐในกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นส่วนราชการ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน หรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และกฎหมายอื่น มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้  

(๑) ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขจัดทำคำแนะนำหรือคู่มือวิธีดำเนินการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ (๑) และเผยแพร่ต่อประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  

(๒) พัฒนาและจัดทำต้นแบบที่สอดคล้องกับมาตรา ๕๗ สำหรับการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ (๒) (๓) (๔) (๕) และ (๖) ตลอดจนร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำต้แบบดังกล่าว และต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกับพัฒนาการของโลกและ ความจำเป็นของประเทศตามระยะเวลาที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด ซึ่งต้องไม่ช้ากว่าทุกสองปี หรือตามที่กำหนดในแผนการศึกษาแห่งชาติ

 (๓) จัดทำต้นแบบของการจัดกระบüนการเรียนรู้ที่หลากหลายเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ตามมาตรา ๘ (๒) (๓) (๔) (๕) และ (๖) 

(๔) จัดทำต้นแบบของระบบ วิธีการ และเครื่องมือวัดและประเมินผล ซึ่งต้องสอดคล้องกับต้นแบบตาม (๒) ที่ใช้ในการดำเนินการดังกล่าว อาจร่วมมือกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำก็ได้

(๕) จัดให้มีระบบการเทียบเคียงหรือเทียบโอนผลการเรียน ทักษะ ความรู้ ประสบการณ์  หรือสมรรถนะตามมาตรา ๕๕ 

(๖) จัดให้มีแนวทางหรือวิธีการการฝึกอบรมและพัฒนาหัวหน้าสถานศึกษา  ผู้อำนวยการสถานศึกษา และครูเพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตร และการนำหลักสูตร สู่การปฏิบัติ การจัดกระบวนการเรียนรู้ และการประเมินผลการเรียนรู้

(๗) จัดให้มีแนวทางหรือวิธีการการฝึกอบรมและพัฒนาหัวหน้าสถานศึกษา  ผู้ช่วยหัวหน้าสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาอื่นที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษา เพื่อให้มี ความรู้และทักษะเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรด้านวิชาการและด้านการบริหารจัดการ และการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง

(๘) ศึกษา วิจัย และสร้างองค์ความรู้เพื่อนำไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ โดยจะดำเนินการเอง หรือร่วมมือกับบุคคลหรือหน่วยงานอื่นใดดำเนินการ หรือจ้างผู้เชี่ยวชาญดำเนินการก็ได้ 

(๙) ติดตามการใช้หลักสูตรและการจัดกระบวนการเรียนรู้ของสถานศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนมีสมรรถนะตามมาตรา ๗ และบรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ (๒) (๓) (๔) (๕) และ (๖) 

(๑๐) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กฎหมาย กระทรวงศึกษาธิการ หรือคณะกรรมการนโยบายกำหนด

และได้กำหนดบทเฉพาะกาลในมาตรา ๑๐๕ ดังนี้

มาตรา ๑๐๕ ในวาระเริ่มแรกเป็นเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับ ให้สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันส่งเสริม การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำหน้าที่เป็นสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ ตามพระราชบัญญัตินี้ 

ในระหว่างระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีหน้าที่และอำนาจตามที่พระราชบัญญัตินี้บัญญัติให้เป็นหน้าที่และอำนาจ ของสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ด้วย 

ในระหว่างระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาว่าสมควรจะจัดตั้งสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ขึ้นหรือไม่  หากคณะรัฐมนตรีมีมติว่าไมสมควรจัดตั้งสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ หรือมิได้มีมติภายในระยะเüลาดังกล่าว ให้สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำหน้าที่ตามวรรคหนึ่งและมีหน้าที่และอำนาจตามวรรคต่อไป

ในระหว่างระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขอยืมตัวข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐมาปฏิบัติงานให้แก่สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ และในระหว่างการปฏิบัติงานดังกล่าว ให้ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวมีสิทธิได้รับประโยชน์ตอบแทนเพิ่มเติมจากสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ตามที่คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติกำหนด“   

คณะกรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้มีคำสั่ง ที่ ๖/๒๕๖๔  แต่งตั้งคณะอนุกรรมการอำนวยการโครงการจัดตั้งสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้    มี รศ. ดร. คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ เป็นประธาน ผมได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษา    จึงได้มีโอกาสเรียนรู้วิธีคิดของผู้ทรงคุณวุฒิ เกี่ยวกับเรื่อง การพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ 

ร่าง พรบ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ... ระบุให้มาตรา ๖, ๗, ๘ เป็นแม่บทเชิงเป้าหมายของหลักสูตรและการเรียนรู้   จึงต้องตามไปอ่านมาตราทั้งสาม

มาตรา ๖ ระบุว่า   

มาตรา ๖ การจัดการศึกษาาต้องเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการพัฒนาบุคคล ให้มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม   เป็นคนดี มีวินัย รู้จักสิทธิ ควบคู่กับหน้าที่และความรับผิดชอบ ภูมิใจและตระหนักในความสำคัญของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข   รู้จักรักษาประโยชน์ส่วนรวมและของประเทศชาติ   มีทักษะการเรียนรู้ทักษะอาชีพ และทักษะชีวิต ที่สอดคล้องและเท่าทันพัฒนาการของโลก   มีโอกาสพัฒนาความถนัดของตนให้เกิดความเชี่ยวชาญได้   มีสำนึกในความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทýชาติ และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่น ได้อย่างผาสุก”  

มาตรา ๗ ระบุว่า 

มาตรา ๗ การดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๖   ต้องพัฒนา ฝึกฝน และบ่มเพาะให้ผู้เรียนมีความรู้  ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะที่ดี  ก่อเกิดเป็นสมรรถนะที่นำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตและการทำงานได้อย่างบูรณาการกัน” 

และมาตรา ๘ ระบุว่า 

มาตรา ๘ ในการพัฒนา ฝึกฝน และบ่มเพาะให้ผู้เรียนมีสมรรถนะตามมาตรา ๗ ต้องดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายตามระดับช่วงวัย ดังต่อไปนี้ 

(๑) ช่วงวัยที่หนึ่ง  ตั้งแต่แรกเกิดจนมีอายุครบหนึ่งปี   ต้องได้รับการเลี้ยงดูให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์ การพัฒนาทางอารมณ์ และการกระตุ้นการรับรู้ทางประสาทสัมผัส ให้สามารถเรียนรู้ในการช่วยเหลือตนเองและสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ตามวัย    

(๒) ช่วงวัยที่สอง  เมื่อมีอายุเกินหนึ่งปี จนถึงสามปี   นอกจากต้องดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตาม (๑) แว ต้องฝึกฝนให้ช่วยเหลือตนเองได้มากขึ้น   เรียนรู้ผ่านการเล่น การสังเกตและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและสภาพแวดล้อม  เรียนรู้การพูดและการสื่อสารที่ดี เรียนรู้การสร้างวินัย เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น เริ่มรู้จักเผื่อแผ่ และเริ่มซึมซับวัฒนธรรมไทยพื้นฐาน 

(๓) ช่วงวัยที่สาม  เมื่อมีอายุเกินสามปี จนถึงหกปี   นอกจากต้องดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตาม (๒) แล้ว ต้องฝึกฝนให้เกิดสมาธิอย่างต่อเนื่อง ควบคุมอารมณ์ได้   สามารถใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก  เริ่มรู้จักรับผิดชอบต่อตนเอง รู้จักระมัดระวังภยันตราย  ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย เคารพกฎกติกา เห็นคุณค่าและมั่นใจในตนเอง รับรู้ความเห็นต่าง เข้าใจและเห็นใจผู้อื่น ช่วยเหลือบิดามารดาหรือผู้ปกครองและผู้อื่นตามกำลังความสามารถ รู้จักความสำคัญของอาชีพที่สุจริต  เริ่มรู้จักริเริ่มสร้างสรรค์  รับรู้ถึงความงามทางศิลปะ เข้าใจในสิ่งรอบตัว  มีทักษะการคิดพื้นฐาน  สามารถสังเกต จัดกลุ่ม เปรียบเทียบ และแยกแยะได้ตามวัย  รู้จักใช้เหตุผล เข้าใจการนับจำนวน และอักษรภาษาไทย รู้จักสังคมไทย วัฒนธรรม วิถีชีวิต และความเป็นไทย และเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับโลกซึ่งรวมถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย 

(๔) ช่วงวัยที่สี่  เมื่อมีอายุเกินหกปี จนถึงสิบสองปี นอกจากต้องดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตาม (๓) อย่างต่อเนื่องและในระดับที่สูงขึ้นแล้ว  ต้องฝึกฝนให้มีทักษะบริหารจัดการตนเอง  ดูแลสุขภาพทั้งกายและจิตของตนเอง เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย รู้จักสิทธิและหน้าที่ของตนเอง ภูมิใจและตระหนักในความสำคัญของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีจิตอาสา ภาคภูมิใจในความเป็นไทย ซึมซับในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รับรู้ถึงความงามของธรรมชาติ มีนิสัยในการสังเกต และใฝ่รู้ มีทักษะในการเรียนรู้ รู้จักและรู้เท่าทันในการใช้เทคโนโลยีหาความรู้  รู้จักคิด และกล้าแสดงออกอย่างสร้างสรรค์และมีเหตุผล  รู้จักการวางแผนล่วงหน้า  รู้จักวิเคราะห์ และแก้ไขปัญหา  รักการทำงานเป็นหมู่คณะ  มีทักษะในการอ่าน เขียน และใช้ภาษาไทย มีความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและวิทยาการคำนวณ  สามารถใช้ภาษาต่างประเทศในชีวิตประจำวัน  มีความรู้เกี่ยวกับประเทศไทย ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ตลอดจนวิถีชีวิตของชนชาติไทยและประเทศเพื่อนบ้าน มีความรู้ในภาพกว้างของโลกและพัฒนาการของเทคโนโลยี รักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  และเริ่มหาลู่ทางในการประกอบอาชีพ 

(๕) ช่วงวัยที่ห้า  เมื่อมีอายุเกินสิบสองปี จนถึงสิบห้าปี  นอกจากต้องดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตาม (๔) อย่างต่อเนื่องและในระดับที่สูงขึ้นแล้ว ต้องฝึกฝนให้รู้จักพัฒนาสุขภาพกาย ควบคุมอารมณ์ เข้าใจในพัฒนาการของสมองวัยรุ่น  รับผิดชอบที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง รู้ความถนัดและเชื่อมั่นในความสามารถของตน เรียนรู้ที่จะตัดสินใจและวางแผนชีวิต ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย  สามารถแก้ไขปัญหาชีวิตที่ซับซ้อนขึ้น   ยึดมั่นในจริยธรรม เชื่อมั่นและเข้าใจการธำรงความเป็นไทย สามารถสื่อสารภาษาไทยที่สมบูรณ์ รู้และเข้าใจในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจนสามารถนำไปใช้ในชีวิตได้  ซาบซึ้งในความงามของศิลปะและธรรมชาติ เรียนรู้การดำรงชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  ใฝ่รู้และมีทักษะในการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับพัฒนาการของโลก ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างสร้างสรรค์  สามารถคิดในเชิงสังเคราะห์  มีความคิดสร้างสรรค์  สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ  มีทักษะในการรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ผ่านช่องทางต่างๆ   ใช้ภาษาต่างประเทศเป็นสื่อในการเรียนรู้  เข้าใจในพื้นฐานเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการเงิน  มีความรู้ในศาสตร์และมีสมรรถนะ  สามารถเลือกเส้นทางการศึกษาต่อ หรือเส้นทางอาชีพและการทำงานได้ 

(๖) ช่วงวัยที่หก  เมื่อมีอายุเกินสิบห้าปีจนถึงสิบแปดปี  นอกจากต้องดำเนินการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตาม (๕) อย่างต่อเนื่องและในระดับที่สูงขึ้นแล้ว ต้องฝึกฝนให้ดูแลตนเองได้อย่างสมบูรณ์ แสวงหาความรู้และข้อมูลให้ทันการณ์ รู้วิธีตรวจสอบข้อมูลและสถานการณ์ที่ถูกต้อง   ยึดมั่นในหลักคุณธรรม ขยัน อดทน และไม่ท้อถอย พร้อมปรับปรุงเปลี่ยนแปลง และแก้ไขปัญหา  เข้าใจบทบาทของประเทศไทยในสังคมโลก  และรู้ภาษาต่างประเทศในระดับ ที่สามารถเจรจาต่อรองและแสวงหาความรู้ได้อย่างคล่องแคล่ว  โดยให้แยกเป้าหมายออกเป็นสองด้าน  แต่ละด้านต้องบรรลุเป้าหมาย ดังต่อไปนี้ 

(ก) เป้าหมายด้านการประกอบอาชีพ  มีความพร้อม ความรู้ หรือฝีมือในการประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้านที่ตนเองถนัด หรือริเริ่มประกอบกิจการของตนเอง รู้หลักต้นทุนและการตลาดเบื้องต้น รู้จักใช้เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของตน

(ข) เป้าหมายด้านการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา  มีทักษะและความรู้ ในวิชาพื้นฐานในสาขาที่ตนถนัดและประสงค์จะศึกษาต่อ 

(๗) ช่วงวัยที่เจ็ด   การศึกษาในระดับอุดมศึกษา หรือทักษะอาชีพชั้นสูง  นอกจาก ต้องดำเนินการเพื่อใก้บรรลุเป้าหมายตาม (๖) อย่างต่อเนื่องและในระดับที่สูงขึ้นแล้ว   ต้องฝึกฝนให้รู้จักแสวงหาความสุขสงบทางจิตใจ  เป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง  เคารพกฎกติกาอย่างเคร่งครัด  เป็นปฏิปักษ์ต่อการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ  มีความกล้าหาญที่จะแสดงออกในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม  มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อปัญหาของบ้านเมืองและสังคม  มีทักษะในการค้นคว้าและแสวงหาความรู้เพิ่มเติม  แก้ไขอุปสรรคหรือสถานการณ์ที่เลวšายได้  มีความรู้ในภาษาต่างประเทศในระดับที่ใช้ประกอบอาชีพได้  และเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่ตนศึกษา   สามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงาน สšางสรรค์สิ่งใหม่ ๆ  หรือสร้างความรู้ใหม่ขึ้นได้  

การจัดการศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามüรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงพัฒนาการของร่างกายและจิตใจของผู้เรียนตามระดับข่วงวัย  โดยเฉพาะในช่วงวัยที่สี่ให้เริ่มเน้นความรู้ทางวิชาการหรือทักษะเฉพาะทางตามความสนใจหรือตามความถนัดของตนในช่วงหลังจาก อายุแปดปีเป็นต้นไป 

ให้คณะกรรมการนโยบายกำหนดรายละเอียดในการจัดการศึกษาเพื่อให้บรรลุ เป้าหมายในแต่ละช่วงวัยตามวรรคหนึ่ง ให้เหมาะสมกับระดับอายุในช่วงวัยนั้น  ในกรณีมีความจำเป็นเพื่อให้สอดคล้องกับพัฒนาการของโลก การรู้เท่าทัน เทคโนโลยี และความต้องการของประเทศ  คณะกรรมการนโยบายโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจะเพิ่มเติมหรือปรับปรุงเป้าหมายตามüรรคหนึ่งก็ได้”   

จะเห็นว่า ร่าง พรบ. นี้ระบุเป้าหมายการศึกษาไว้อย่างละเอียดมาก   หากทำได้ตามนี้ คุณภาพของพลเมืองไทยรุ่นต่อไปจะยกระดับขึ้นอย่างมากมาย    แต่นั่นมันเป็นขั้นตอน “ขาขึ้น”

เพื่อบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนด เราต้องการขั้นตน “ขาลง” หรือ “ภาคปฏิบัติ” ที่ทำได้จริง   และ สถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ เป็นหนึ่งในกลไกนั้น    สถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ จึงต้องทำหน้าที่หนุนผู้ปฏิบัติ   ไม่ใช่ทำหน้าที่กำหนดและกำกับ อย่างที่หน่วยงานส่วนกลางเคยชิน   

เพื่อบรรลุเป้าหมายข้างต้น เราต้องการกลไก empower ผู้ปฏิบัติ    มากกว่ากลไกควบคุมผู้ปฏิบัติ

ในการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการโครงการจัดตั้งสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ ครั้งแรก เมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๖๔ (ทางออนไลน์)    มีข้อเห็นพ้องในเรื่องการปฏิรูปการเรียนรู้ และปฏิรูปวิธีการพัฒนาครู   

ปฏิรูปการเรียนรู้ให้เน้นการเรียนรู้เชิงรุก  เพื่อพัฒนาผู้เรียนครบทุกด้านอย่างที่ระบุใน ร่าง พรบ.    ปฏิรูปวิธีการพัฒนาครู ให้ครูเป็นผู้ร่วมกันกระทำการ  ไม่ใช่ผู้รับการกระทำจาก “ผู้เชี่ยวชาญ” อย่างในอดีตและปัจจุบัน  โดยที่การพัฒนาครูต้องทำเป็นวงจรการเรียนรู้ (learning loop)   เน้น empower ให้ครูร่วมกันทำ หนุนด้วยโค้ชหรือพี่เลี้ยง    โดยเรียนรู้จากการปฏิบัติงานในโรงเรียนนั้นๆ เองเป็นหลัก  แล้วเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายระหว่างโรงเรียน    และมีผู้ปกครองนักเรียน และคนในชุมชนโดยรอบร่วมสนับสนุนด้วย   

สถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ ทำหน้าที่จัดระบบหนุน   ไม่ใช่กำหนดรูปแบบตายตัวให้โรงเรียนและครูปฏิบัติตาม   

โดยนัยนี้ เราจะได้ “ครูผู้ก่อการ” (agentic teacher) เต็มแผ่นดิน    ตามระบุในบันทึกชุด เอื้อระบบนิเวศ เพื่อครูเป็นผู้ก่อการ

วิจารณ์ พานิช

๓๐ ต.ค. ๖๔