ในประเทศไทย โรคโควิด ๑๙ เริ่มระบาดมาตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. ๒๕๕๓   บัดนี้ ใกล้สิ้นปี พ.ศ. ๒๕๖๔   คนแก่อย่างผมเปลี่ยนแนวทางการดำรงชีวิต    จากออกจากบ้านแทบทุกวัน    ไปประชุมในที่ต่างๆ ทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด    บางครั้งก็ค้างคืนด้วย    โดยหากไปค้างคืนบางครั้งผมก็ชวนภรรยาไปเปลี่ยนบรรยากาศด้วย   

ตอนนี้เปลี่ยนเป็นอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน    ประชุม ออนไลน์ จากบ้าน    นานๆ ออกจากบ้านครั้ง  โดยเกือบทั้งหมดไปงานศพ    สิ่งที่เปลี่ยนไปมากคือ การประชุมออนไลน์สะดวกขึ้นมาก   ผู้คนในวงเดียวกันกับผมส่วนใหญ่บอกว่า ติดใจการประชุมออนไลน์แล้ว    เพราะช่วยให้ทำงานประชุมได้มากขึ้น    บางคนบอกว่า สามารถเข้าร่วมการประชุมพร้อมๆ กันได้ถึง ๓ การประชุม   บางคนประชุมไปด้วยเลี้ยงหลานไปด้วย    ผมเองไม่สามารถประชุมหลายประชุมในเวลาเดียวกัน   แต่ความจำเป็นในครอบครัวทำให้ต้องประชุมพร้อมกับทำหน้าที่ care giver ให้เมียสมองเสื่อมไปด้วย   ทำให้บางครั้งก็หลุดจากการประชุมไปชั่วครู่      

ความเปลี่ยนแปลงใหญ่ในชีวิตของผมในช่วงนี้จึงมีเรื่องสภาพสมองเสื่อมของภรรยาค่อยๆ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ   ผมก็ต้องปรับตัวรับมือ และช่วยเหลือเธอ   หวังให้ชีวิตใหม่ของเธอเป็นชีวิตที่เธอรู้สึกว่ามีความสุข    ในการทำหน้าที่นี้ผมได้เรียนรู้มาก     แต่บางครั้งก็มีความยากลำบากด้วย    ผมพยายามบังคับใจตนเองให้มองสถานการณ์ในแง่บวกเข้าไว้       

การระบาดของโควิด ที่ทำให้เราต้องอยู่แต่ที่บ้าน ทำให้เรารู้สึกว่าคิดถูกที่เลือกซื้อบ้านอยู่ในหมู่บ้านสิวลี     เพราะหมู่บ้านของเราอยู่สุขสบายมาก  คนไม่พลุกพล่าน เพื่อนบ้านดี    เราจึงออกไปเดินออกกำลังกาย และหย่อนใจนอกบ้าน (แต่อยู่ในหมู่บ้าน) ได้อย่างสบายใจ    ไม่ต้องกังวลเรื่องติดโรค 

ก่อนหน้านี้ ผมเดินทางไปต่างประเทศปีละสองสามครั้ง (ปี ๒๕๖๒ สี่ครั้ง)    เกือบทั้งหมดเป็นงานของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ     ในช่วงสองปีนี้ต้องงดหมด    รู้สึกเสียดายโอกาสไปเปิดหูเปิดตา  โดยเฉพาะโอกาสพาภรรยาไปพักผ่อน   ซึ่งตอนนี้แม้โอกาสเปิดภรรยาก็ไปไม่ได้แล้ว     โดยครั้งสุดท้ายไปลอนดอน ตอนปลายปี ๒๕๖๒  ก่อนโควิดระบาด     ที่ผมเล่าไว้ที่ (๑)  (๒)     ที่จริงตอนปลายปี ๒๕๖๒ ผมไปลอนดอน ๒ ครั้ง (๓)    ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าการไปต่างประเทศครั้งต่อไปจะเป็นเมื่อไร    ที่รู้แน่คือ ภรรยาไม่อยู่ในสภาพที่จะเดินทางได้แล้ว   

ชีวิตช่วงนี้ของผม จึงเป็นช่วงของการเจริญมรณานุสติ ยอมรับการพลัดพราก  และความไม่แน่นอนในชีวิต   

แต่ผมก็ยังพยายามทำให้ชีวิตที่เหลืออยู่ เป็นชีวิตที่มีคุณภาพต่อตนเอง และต่อสังคม เท่าที่จะทำได้    ในท่ามกลางความเสื่อมถอยของสังขารตนเอง และของภรรยา    

และเมื่อนึกถึงชีวิตของเพื่อนร่วมโลก หรือร่วมชาติในช่วงเกือบสองปีนี้   ก็ต้องนับว่าชีวิตของผมถูกกระทบน้อย   คือไม่ต้องกังวลเรื่องขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อการดำรงชีวิต    ฐานะของเรามั่นคงพอที่จะอยู่ได้สบายในรูปแบบการดำรงชีวิตง่ายๆ และประหยัด    แถมเรายังพอจะบริจาคเงินช่วยเหลือผู้อื่น หรือจุนเจือสังคมได้บ้าง  

การวางวิถีชีวิตให้เป็นคนประหยัด กินง่ายอยู่ง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่หรูหรา ช่วยได้มาก   ทั้งช่วยให้ไม่ต้องกังวลทั้งเรื่องรายรับและรายจ่าย    การมีลูกถึง ๔ คน ช่วยให้รู้สึกว่าชีวิตครอบครัวมั่นคง    แถมลูกๆ มีชีวิตที่มั่นคง และทำประโยชน์แก่สังคมได้ดีทุกคน ยิ่งช่วยให้เรารู้สึกสบายใจ   

แวดวงสังคมของผมไม่กว้างนัก แต่ก็ไม่แคบ   เรามีกัลยาณมิตรที่คอยช่วยเหลือ หรือให้กำลังใจ ยามจำเป็น    ที่ดีมากคือ ผมยังคงเป็นประโยชน์แก่วงการต่างๆ หลายวงการ    แต่ก็รู้ตัวดีว่าบทบาทหรือประโยชน์ที่ผมให้ได้ค่อยๆ หดลงเรื่อยๆ    ความล้าหลังไม่ทันสมัยเป็นเรื่องปกติสำหรับคนแก่อายุใกล้ ๘๐    แต่ความสะดวกของ อินเทอร์เน็ต ช่วยได้มาก    สมัยนี้การค้นหาความรู้จากโลกดิจิทัลสะดวกและค้นได้กว้างขวางอย่างไม่น่าเชื่อ    ผมจึงพยายามฝึกสังเคราะห์ความรู้ความเข้าใจเรื่องที่ผมสนใจ ให้ได้การตีความในมิติที่ลึกและเชื่อมโยงกว่าในสื่อทั่วๆ ไปออกเผยแพร่    เพื่อหาทางธำรงสมอง และเครือข่ายสังคมไว้   

ปีหน้าผมจะมีงานใหม่ ที่เป็นงานของคนแก่ คือนายกสภามหาวิทยาลัยใหม่ถอดด้าม คือสถาบันพระบรมราชชนก ที่เพิ่งมีพระราชบัญญัติจัดตั้งเป็นสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (๔)     ซึ่งที่จริง พรบ. ออกตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๖๒   แต่การดำเนินการเปลี่ยนสถานะก็ล่าช้ามาจนได้ตัวอธิการบดีและนายกสภา (โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง) ตอนค่อนมาทางปลายปี ๒๕๖๔  และกว่าสภาสถาบันจะเริ่มดำเนินการได้ก็คงจะเป็นต้นปีหน้า เมื่อมีกรรมการสภาทุกประเภทครบชุด   

ดังนั้น ในปีหน้าผมก็น่าจะมีประสบการณ์การทำหน้าที่กำกับดูแลสถาบันอุดมศึกษาขนาดใหญ่มโหฬารของประเทศ  มาเล่าสู่กันฟัง    ถึงตอนนั้น ผมก็จะเป็นนายกสภาของสถาบันอุดมศึกษาที่เล็กที่สุดของประเทศ (คือสถาบันอาศรมศิลป์)   กับสถาบันอุดมศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ (คือ สพบ.)    ที่น่าจะได้เล่าเปรียบเทียบประสบการณ์สองขั้วนี้ แก่ท่านที่สนใจ 

วิจารณ์ พานิช

๒๓ พ.ย. ๖๔