บันทึกชุด สอนทักษะสร้างสรรค์ ฝึกนักเรียนให้คิดเป็นและคิดอย่างมีวิจารณญาณ นี้ ตีความจากหนังสือ Teaching Creative Thinking : Developing learners who generate ideas and can think critically (2017) เขียนโดย Bill Lucas และ Ellen Spencer ที่เป็นหนังสือว่าด้วยการคิดสร้างสรรค์ (critical thinking) แต่ตีความเชื่อมโยงออกไปกว้างขวางมาก และมีคำแนะนำภาคปฏิบัติ รวมทั้งมีตัวอย่างโรงเรียนที่ดำเนินการในแนวทางที่เสนอ ผมเขียนบันทึกชุดนี้ เพื่อร่วมขบวนการขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะให้แก่สังคมไทย
ตอนที่ ๔ นี้ ตีความจากหนังสือบทที่ 2 Cultivating Creative Thinkers : Signature pedagogies
การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ (critical thinking) และนิสัยย่อยที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการบูรณาการอยู่กับการเรียนวิชา หรือเรียนความรู้ และพัฒนาทักษะ ไม่ได้ดำเนินการแยกกัน วิธีจัดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์จึงเป็นคล้ายการยิงด้วยกระสุนนัดเดียวได้นกหลายตัว โดยข้อเตือนใจที่สำคัญคือ ผลการสร้างความสร้างสรรค์นั้น ไม่ได้เกิดฉับพลันแบบยิงนก แต่เป็นกระบวนการที่ค่อยๆ หล่อหลอมขึ้นภายในตัวนักเรียน การดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และเป็นระบบอย่างสอดคล้องกันจึงเป็นหลักการสำคัญยิ่ง
สอนเพื่อสร้างขีดความสามารถ (สมรรถนะ)
ในบันทึกที่ ๒ ได้ระบุว่าการสอนเพื่อสร้างขีดความสามารถ (capability) ดำเนินการโดย ๔ ขั้นตอนคือ ขั้นตอนที่ ๑ ทำความเข้าใจขีดความสามารถ ขั้นตอนที่ ๒ สร้างบรรยากาศของห้องเรียน ขั้นตอนที่ ๓ จัดการการเรียนรู้ และ ขั้นตอนที่ ๔ ให้ผู้เรียนได้เป็นผู้กระทำการ ในบันทึกที่ ๔ นี้จะเน้นที่ขั้นตอนที่ ๒ และ ๓
ไม่ว่าครูจะสอนวิชาใด ครูพึงถามตนเองว่า จะใช้กระบวนการสอนในช่วงนั้นสร้างขีดความสามารถ (หรือนิสัย – habit of the mind) ใดบ้าง ไปพร้อมๆ กัน โดยใช้วิธีการใด และเมื่อสอนตอนนั้นเสร็จสิ้นแล้ว ครูควรใคร่ครวญสะท้อนคิดกับตนเองว่า บรรลุผลตรงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่ คราวหน้าจะปรับปรุงอย่างไรบ้าง หากครูมีวัตรปฏิบัติเช่นนี้จนเป็นนิสัย ในไม่ช้าครูท่านนั้นก็จะพัฒนาตนเองไปเป็น “ครูสอนดี” ที่ศิษย์ได้เรียนรู้แบบบูรณาการ (holistic learning)
ผมขอเพิ่มเติมว่า การพัฒนาวิธีการสอนของครูตามย่อหน้าข้างบน ควรเป็นประเด็นสำหรับ PLC ของครู จะช่วยให้ครูได้เรียนรู้เทคนิคดังกล่าวได้เร็ว กว้างขวาง และลุ่มลึก รวมทั้งได้ความสนุกสนานด้วย
หนังสือ Teaching Creative Thinking แนะนำว่า หากครูหาทางเรียนรู้มุมกลับ ว่าวิธีสอนแบบใดที่ไม่ให้ผลพัฒนาขีดความสามารถ (สมรรถนะ) ใด ก็จะยิ่งได้เรียนรู้อย่างแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ห้าวิธีจัดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์
นี่คือวิธีจัดการเรียนรู้ที่มีผลให้นักเรียนสร้างขีดความสามารถ หรือนิสัย (หรือคุณลักษณะ) หรือสมรรถนะ ด้านการคิดสร้างสรรค์ใส่ตัว ที่หนังสือ Teaching Creative Thinking แนะนำ ได้แก่
- การเรียนรู้บนฐานปัญหา (problem-based learning) เริ่มจากปัญหาในชีวิตจริง นำมาตั้งคำถาม สู่การค้นคว้า บูรณาการทฤษฎีเข้ากับการปฏิบัติ เพื่อหาทางแก้ปัญหานั้น โดยเน้นการใช้ design process หรือ design thinking (๑) โดยวงจร ๕ ขั้นตอนคือ (๑) การค้นพบ (discovery) ปัญหาหรือความท้าทาย (๒) การตีความ (interpretation) เพื่อหาทางเรียนรู้จากปัญหานั้น (๓) สร้างไอเดีย (ideation) เพื่อโอกาสเรียนรู้ (๔) ทดลองดำเนินการ (experimentation) ตามไอเดียนั้น (๕) วิวัฒนาการ (evolution) จากการทดลองและผลที่ได้รับ
- ชุมชนเรียนรู้ในชั้นเรียน (classroom learning community) ซึ่งหมายถึงการทำให้ชั้นเรียนเป็นพื้นที่ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของนักเรียน สู่การเรียนรู้สามต่อ คือการเรียนวิชาของนักเรียนแต่ละคน การยกระดับความรู้ด้านวิชาการของนักเรียนทั้งชั้น และการพัฒนาขีดความสามารถ (สมรรถนะ) หรือที่เรียกว่า soft skills โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทักษะด้านอารมณ์และสังคม (psychosocial skills) และทักษะด้านความร่วมมือ (collaboration ของนักเรียน
ชุมชนเรียนรู้ในชั้นเรียนมี ๕ มิติ คือ (๑) การก่อตัวของชุมชน ผ่านกระบวนการทำความรู้จักคุ้นเคยกัน (๒) เป้าหมายของชุมชน โดยร่วมกันตั้งคำถามที่นำไปสู่เป้าหมายของการเรียนรู้ (๓) กิจกรรมของชุมชนเพื่อการเรียนรู้ ซึ่งอาจได้แก่ การผลัดกันสอนเพื่อน (reciprocal teaching), การพัฒนาทักษะสานเสวนา (dialogue), กิจกรรมต่อชิ้นส่วนความรู้ (jigsaw task), การทำความเข้าใจการเรียนรู้ (meta-learning), การกำหนดเป้าหมายของชุมชนเพื่อใช้ในการประเมิน (๔) การกำกับดูแล (governance) ชุมชน ได้แก่การมีข้อตกลงกติกาในชุมชน ว่าสมาชิกต้องการมีปฏิสัมพันธ์ในห้องเรียนในสภาพใด และมีการตรวจสอบปรับปรุงเป็นระยะๆ (๕) บรรยากาศที่พึงประสงค์ในชุมชน ได้แก่สมาชิกมีพฤติกรรมในทางสังคมที่ดี มีความไว้วางใจต่อกัน ช่วยเหลือกัน มีความผูกพัน เชื่อมโยงกัน
เขาแนะนำรายละเอียดให้ค้นคว้าต่อได้ในเว็บไซต์ของโครงการ Social Pedagogic Research into Group Work (๒)
- การทดลองอย่างสนุกสนาน (playful experimentation) เป้าหมายเพื่อกระตุ้นจินตนาการ สู่การเสนอไอเดียใหม่ๆ รวมทั้งการสังเคราะห์ความรู้ใหม่จากประสบการณ์ ตัวอย่างหนึ่งคือ tinkering studio (๓)
- กระบวนทัศน์พัฒนา (growth mindset) ผู้เสนอแนวคิดนี้คือ Carol Dwek (2006) (๔) และต่อมา Angela Duckworth (2007) เสนอแนวคิด Grit ที่มีความสัมพันธ์กัน (๕) และเชื่อมโยงสู่การเป็นผู้เรียนที่ที่มีแรงบันดาลใจ อดทนขยันหมั่นเพียร ครูต้องเรียนรู้และพัฒนาวิธีหนุนให้ศิษย์สร้าง growth mindset และ grit ใส่ตัว
-
การปฏิบัติพร้อมคิดใคร่ครวญจริงจัง (deliberate practice) เป็นกิจกรรมต่อเนื่อง ที่ออกแบบไว้เป็นอย่างดี เพื่อการบรรลุเป้าหมายยกระดับขีดความสามารถ (performance) ในการทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง เช่น การยกร่าง การปรับร่าง การพัฒนาต้นแบบ และการปรับปรุงวิธีพัฒนาต้นแบบ โดยครูต้องออกแบบให้มีความยากพอดีกับนักเรียนกลุ่มนั้น รวมทั้งการดำเนินการให้กลุ่มนักเรียนมีแรงจูงใจสูงต่อการดำเนินกิจกรรมนั้น
- โอกาสเล่น ลอง และสำรวจ
ระบบนิเวศของการคิดสร้างสรรค์
ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรม มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในนักเรียนระดับประถมและมัธยมศึกษา องค์ประกอบของระบบนิเวศของการคิดสร้างสรรค์ได้แก่
- มีโอกาสเสี่ยง และลองผิดลองถูก
- มีบริบทแปลกใหม่ น่าตื่นเต้น
- มีโอกาสคิดแผลงๆ ไอเดียแปลกๆ
- ได้รับการสนับสนุนให้คิดใคร่ครวญสะท้อนคิดอย่างจริงจัง เพื่อการเรียนรู้
- เด็กๆ เป็นเจ้าของการเรียนรู้ของตนเอง
- เคารพความแตกต่าง และความสร้างสรรค์ของผู้อื่น
- เด็กมีโอกาสเลือกงานและวิธีการ
มีข้อเสนอต่อ European Commission (2009) ว่า มี ๔ กลุ่มปัจจัยที่มีความสำคัญต่อ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาความสร้างสรรค์ คือ (๑) สภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ช่วยกระตุ้น (๒) วิธีการสอนที่เอื้อ (๓) ครูได้รับการฝึก (๔) มีความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับหน่วยงานภายนอก
วิธีดำเนินการหลัก ๒ แบบ
การสอนทักษะสร้างสรรค์ไม่ได้มีชั่วโมงหรือวิชาเรียนโดยตรง แต่สอนหรือเรียนไปพร้อมๆ กันกับการเรียนวิชาหรือฝึกทักษะ ที่เรียกว่าเป็นการเรียนแบบบูรณาการ โดยมีวิธีการหลัก ๒ แบบคือ “การสอนสองเป้า” (split-screen teaching) กับ “มองเห็นความคิด” (visible thinking) ทั้งสองแบบใช้วิธีเชื่อมโยงอย่างชัดเจนระหว่างการคิดสร้างสรรค์กับสาระความรู้ โดยครูต้องฝึกดำเนินการเชื่อมโยงนี้จนทำเป็นประจำ หรือทำอย่างเป็นอัตโนมัติ
สอนสองเป้า
ไม่ว่าจะสอนอะไร หรือสอนสาระความรู้หรือทักษะใด ครูต้องคิดถึงสองเป้าหมายเสมอ คือเป้าวิชา (และ/หรือทักษะ) กับเป้าขีดความสามารถ (หรือสมรรถนะ หรือนิสัย) ชื่อแนวทางนี้ในภาษาอังกฤษ (split-screen teaching) แปลว่า “สอนสองจอ” เพราะสมัยนี้ครูสอนทางจอ เขาจึงแนะนำให้ครูจินตนาการว่ากำลังสอน ๒ จอ จอหนึ่งเป็นเรื่องวิชาหรือทักษะ อีกจอหนึ่งเป็นเรื่องนิสัยหรือคุณลักษณะ ที่สอดคล้องหรือมีความสำคัญต่อวิชาหรือทักษะนั้น
เช่นในวิชาวิทยาศาสตร์ ที่เรียนเรื่องความเป็นกรด-ด่าง ครูออกแบบกิจกรรมให้นักเรียนทำงานเป็นกลุ่มๆ เพื่อสาธิตปรากฏการณ์ความเป็นกรด-ด่างแก่เพื่อนในชั้น และให้เพื่อนๆ ให้คำแนะนำป้อนกลับ (feedback) ว่าตัวอย่างสาธิตนั้นทำให้เข้าใจชัดเจนหรือง่ายยากเพียงไร โดยครูอธิบายให้นักเรียนฟังว่าในบทเรียนนี้นักเรียนได้เรียนรู้สองต่อ คือเรื่องกรด-ด่าง กับเรื่องความสร้างสรรค์จากการให้หรือรับคำแนะนำป้อนกลับ
มองเห็นความคิด
เป็นวิธีที่คิดขึ้นโดย Project Zero ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยแนะนำให้มีกิจวัตรประจำวันของนักเรียน เพื่อพัฒนาสมรรถนะ เช่นสมรรถนะด้านการคิดสร้างสรรค์ ในที่นี้คือกิจวัตรประจำวันที่เชื่อมโยงการเรียนรู้สาระวิชา เข้ากับนิสัยย่อย ๑๕ ประการ ที่กล่าวถึงในตอนที่ ๓ โดยครูใช้เครื่องมือดังตัวอย่าง ๓ ตัวอย่างดังนี้
- ครูใช้คำถามกระตุ้น ในกรณีที่นักเรียนได้รับมอบหมายให้นำเสนอเรื่องใดเรื่องหนึ่งต่อชั้นเรียน เมื่อนักเรียนเสนอจบ ครูถามว่า “มีหลักฐานสนับสนุนการนำเสนอหรือคำพูดอย่างไรบ้าง” เป็นการสร้างกิจวัตรหรือนิสัยว่า ไม่ว่าจะทำอะไร ต้องมีหลักฐานหรือข้อมูลสนับสนุนเสมอ
- ใช้วิธี คิด-พิศวง-ค้นคว้า (think-puzzle-explore) (๔) เป็นขั้นตอนที่นักเรียนใช้เป็นประจำ จนเป็นนิสัยของการเป็นคนตั้งคำถามลึกๆ
- ใช้วิธี คิด-จับคู่-แชร์ (think-pair-share) เป็นวิธีที่รู้จักกันทั่วไป คือเมื่อมีคำถามหรือปัญหา ให้เวลานักเรียนคิดคนเดียวชั่วครู่ แล้วให้จับคู่และเปลี่ยนความคิดกัน เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกคิดออกมาเป็นคำพูดหรือคำอธิบาย แล้วครูชี้ให้นักเรียนสองสามคู่บอกแก่เพื่อนในชั้นเรียนว่าคู่ของตนมีความเห็นเรื่องนั้นอย่างไร หลังจากคู่แรกแชร์แล้ว ครูอาจถามว่า คู่ไหนมีคำตอบที่ต่างออกไปบ้าง ให้ตัวแทนของคู่นั้นแชร์ นักเรียนก็จะได้ฝึกรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างจนเคยชิน
- เป็นบทเรียนหรือโครงการที่ครบถ้วน คล้าย “เล่นเกมทั้งเกม” ไม่ใช่ตัดเอามาเพียงบางส่วน
วิธีประยุกต์ใช้ในโรงเรียน
หลักการคือ การพัฒนาสมรรถนะหรือ soft skills อย่างความคิดสร้างสรรค์ ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบคล้องจองกัน และดำเนินการระยะยาว เพราะเป็นการสร้างนิสัย
ใช้หลัก การศึกษาองค์รวม (holistic education)
เป้าหมายคือ เพื่อให้นักเรียนเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้ในชีวิตเมื่อโตขึ้นได้ ซึ่งหมายความว่า เกิดการเรียนรู้ในระดับ เชื่อมโยง (transfer) ดังในหนังสือ ครูเพื่อศิษย์ สร้างการเรียนรู้สู่ระดับเชื่อมโยง (๕) ซึ่งหมายความว่ากระบวนการเรียนรู้ต้องใช้แบบ “เรียนรู้เชิงรุก” (active learning) เป็นหลัก โดยในหนังสือ Teaching Creative Thinking แนะนำวิธีการ ๗ ประการคือ
- ทำให้บทเรียนหรือโครงการเป็นเสมือน “เกมที่น่าเล่น” น่าสนใจสำหรับนักเรียน ให้มีทางเลือก เพื่อให้เด็กได้ฝึกการควบคุมตนเอง
- จัดให้มีส่วนที่ยาก ให้นักเรียนได้ผ่านประสบการณ์การทำผิดพลาด และวิธีเรียนรู้จากความผิดพลาด จนกลายเป็นเรื่องปกติ
- ฝึกในหลากหลายบริบท เพื่อให้นักเรียนเคยชินกับบรรยากาศแปลกใหม่
- “ดึงสิ่งซ่อนเร้นออกสู่ที่แจ้ง” ซึ่งหมายความว่า ทำให้เป้าหมายและวิธีการต่างๆ เป็นสิ่งมองเห็นชัดเจนโดยนักเรียน ครู และผู้ใหญ่ที่มีส่วนช่วยเหลือ (ที่มีอีกชื่อหนึ่งว่า visible learning) ทำให้มองเห็นความก้าวหน้า และระดับคุณภาพของผลสำเร็จ
- เรียนจากทีมของตน และจากทีมอื่น เพื่อฝึกการทำงานเป็นทีม และฝึกการสร้างชุมชนทางการเรียนรู้
- เรียนจาก “เกมการเรียน” ซึ่งหมายถึง มีการทดลองวิธีเรียนหลายๆ แบบ เท่ากับช่วยให้นักเรียนมีทักษะการเรียนรู้ และทักษะในการเปลี่ยนวิธีเรียนรู้ หรือรู้วิธีเรียนรู้ (meta-cognition) ได้ด้วย
วางแผนบทเรียนเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
ใช้กระบวนการที่เป็นวงจร ๕ ขั้นตอน เพื่อหนุนให้ครูวางแผนบทเรียนโดยเริ่มจากเป้าหมายของการเรียนรู้ ได้แก่
ขั้นตอนที่ ๑ กำหนดวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ โดยระบุพฤติกรรมที่นักเรียนแสดงออก และระบุพฤติกรรมที่แสดงการคิดระดับสูง (higher order thinking)
ขั้นตอนที่ ๒ สอนผ่านการตั้งคำถาม โดยเตรียมรายการคำถามที่เหมาะสมไว้ล่วงหน้า ใช้เทคนิคการตั้งคำถาม ส่งเสริมให้นักเรียนอภิปรายร่วมกัน
ขั้นตอนที่ ๓ ปฏิบัติ ตามด้วยการประเมิน โดยเลือกกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก (active learning) และใช้ทุกมิติของการเรียนรู้เชิงรุก
ขั้นตอนที่ ๔ ทบทวน ลงรายละเอียด และปรับปรุง โดยเฝ้าสังเกตกิจกรรมในชั้นเรียน และรับข้อเสนอป้อนกลับ (feedback) จากนักเรียน
ขั้นตอนที่ ๕ ให้คำแนะนำป้อนกลับและประเมินผลการเรียนรู้ โดยให้คำแนะนำป้อนกลับแก่นักเรียน ให้โอกาสนักเรียนประเมินตนเอง และใช้คำแนะนำป้อนกลับในการปรับปรุงวิธีสอน
ควรใช้แนวทาง ๕ ขั้นตอนนี้ในกระบวนการ PLC ในโรงเรียน เพื่อร่วมกันสะท้อนคิดว่า วิธีการจัดการเรียนรู้ที่ใช้อยู่มีผลต่อการสนับสนุนให้นักเรียนพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ใส่ตัวได้ดีเพียงไร ควรดำเนินการพัฒนาหรือปรับปรุงอย่างไร โดยอาจโฟกัสที่นิสัยย่อยตัวใดตัวหนึ่งใน ๑๕ ตัว ที่กล่าวไว้ในบันทึกตอนที่ ๓ โดยเริ่มในการสอนวิชาใดวิชาหนึ่ง หรือสาระการเรียนรู้สาระใดสาระหนึ่งที่เหมาะสม
โฟกัสที่ส่วนย่อย
ด้วยสายตาและจิตใจจับจ้องภาพใหญ่ และหลักการเชิงระบบ ดำเนินการที่จุดเล็กๆ โดยใช้วิธีการที่ได้ผลเพียงบางวิธีการ
คิดใหญ่ ทำเล็ก แต่ทำต่อเนื่อง
วิจารณ์ พานิช
๒๓ ต.ค. ๖๔ วันปิยมหาราช