ดังเล่าแล้ว ในบันทึกเรื่องยกระดับคุณภาพการศึกษาด้วยการปฏิรูประบบการประเมิน (๑)   ว่าระบบการวัดและประเมินผลการศึกษาที่ระบบการศึกษาไทยใช้อยู่ในปัจจุบัน น่าจะเป็นตัวฉุดรั้งคุณภาพอย่างร้ายแรง   

สำหรับผม วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๔ จึงถือเป็นวันค้นพบ “black hole” ของระบบการศึกษาไทย    ที่ความตั้งใจดี  ออกแบบระบบวัดและประเมินผลการศึกษาอย่างดี    กลับเป็นตัวบ่อนทำลาย  

บ่อนทำลายคุณภาพการศึกษาเพราะทำให้ครูใช้การประเมินเพื่อรายงานหน่วยเหนือ    ละเลยคุณค่าของการประเมินเพื่อหนุนการเรียนรู้ของศิษย์   ละเลยการฝึกศิษย์ให้ประเมินผลการเรียนรู้ของตนเองเป็น   เพื่อพัฒนาตนเองสู่ผู้มีสมรรถนะกำกับการเรียนรู้ของตนเอง     เพื่อมีสมรรถนะของผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต   

โปรดสังเกตว่า    ความผิดพลาดของระบบการวัดและประเมินผลการศึกษาของไทย มาจากวิธีคิดแบบชั้นเดียว และคิดแบบเส้นตรง (linearity)    ไม่คิดแบบซับซ้อน (complexity)    ในขณะที่การศึกษาหรือการเรียนรู้ เป็นกิจกรรมที่ซับซ้อน   

เดิมเราเข้าใจว่า การสอน เป็นกิจกรรม OLE (objective, learning experience, evaluation) ตามลำดับ   แต่ต่อมาเรารู้ว่าแต่ละขั้นตอนของ OLE มันไม่แยกออกจากกัน    ตอนครูจัดกระบวนการเรียนรู้ (L)  ก็ต้องใช้ O  คือให้นักเรียนรู้และเข้าใจ O (objective) ของการเรียนคาบนั้น หรือช่วงนั้นอย่างลึก   ว่าเรียนไปทำไม มีคุณค่าต่อชีวิตในอนาคตของตนอย่างไร   เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนเรียนอย่างมีเป้าหมาย    และระหว่างจัดกระบวนการเรียนรู้ (L) ครูก็ใช้ E หนุน L    โดยแปลง E (evaluation) เป็น A (assessment)    ครูทำ formative assessment ต่อ L ของศิษย์   ตามด้วยการให้ CF (constructive feedback) แก่ศิษย์   เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ให้ก้าวหน้าหรือลึกและเชื่อมโยงยิ่งขึ้น    โดยมีรายละเอียดใน หนังสือ การประเมินเพื่อมอบอำนาจการเรียนรู้ และ บล็อก ชุด การประเมินเพื่อมอบอำนาจ

E ไม่ใช่กิจกรรมสำหรับครูเท่านั้น    เป็นกิจกรรมสำหรับหนุนให้นักเรียนบรรลุ O ในระดับ “ติดตัวไปตลอดชีวิต”  คือสร้างความเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต   ไม่ใช่แค่ประเมินเพื่อยกระดับการเรียนรู้ในสาระการเรียนรู้ หรือกิจกรรมเรียนรู้นั้นๆ   

จะเห็นว่า ระบบการวัดและประเมินผลการศึกษา ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด    มีไว้เพื่อเน้นให้ครูและโรงเรียนรายงานผลการประเมินมายังส่วนกลาง   ละเลยการประเมินเพื่อหนุนการเรียนรู้ของนักเรียนไปอย่างที่เรียกได้ว่า เกือบจะสิ้นเชิง    มีผลให้ครูละเลยคุณค่าของการประเมินส่วนที่ผมให้น้ำหนักคุณค่าร้อยละ ๙๐   คือประเมินเพื่อหนุนการเรียนรู้ของนักเรียน     หันไปเน้นการประเมินเพื่อรายงานหน่วยเหนือ ที่ผมให้น้ำหนักคุณค่าเพียงร้อยละ ๑๐   

 ระบบดังกล่าว ลดทอนคุณค่า และศักดิ์ศรีความเป็นครูไปอย่างไม่ตั้งใจ    เราเห็นผลตำตาอยู่ในปัจจุบัน   

เป็นระบบที่แย่งความสนใจของครู    จากเน้นสนใจสนองการเรียนรู้ของศิษย์  ไปเน้นสนใจสนองนายหรือหน่วยเหนือ   ที่ส่งผลให้คุณภาพการศึกษาไทยตกต่ำเรื่อยมา     ผมเสนอแนวความคิดนี้ เพื่อช่วยกันหาทางฟื้นคุณภาพการศึกษาไทย    โดยที่ผมไม่รับรองว่า ความเข้าใจของผมจะถูกต้อง    เพราะผมไม่ใช่ผู้รู้ด้านการศึกษา            

มองจากมุมหนึ่ง นี่คือหลุมดำเชิงอำนาจ   ที่นักเรียนไร้อำนาจในการต่อรองเชิงระบบ   แต่คนในส่วนกลางของกระทรวงศึกษาธิการมีอำนาจ เหนือโรงเรียนและครู   จึงจัดระบบการวัดและประเมินผลการเรียนรู้เพื่อประโยชน์ของตนในนามของการจัดการระบบ     และลดทอนผลประโยชน์ด้านการประเมินเพื่อการเรียนรู้ของเด็ก โดยไม่ตั้งใจ   หากข้อวิเคราะห์นี้เป็นความจริง   ระบบการศึกษาไทยจะต้องปฏิรูประบบการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ให้เปลี่ยนเป็นระบบที่เอื้อนักเรียนเป็นหลัก   เอื้อหน่วยเหนือเป็นรอง 

ที่สำคัญคือ ต้องไม่ทิ้งคุณค่าของการประเมิน แนว formative assessment ไปโดยสิ้นเชิงอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน   

ขอขอบคุณวงประชุมคณะกรรมการอำนวยการการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่เอื้อให้ผมมองเห็นหลุมดำนี้   

วิจารณ์ พานิช

๑๘ ก.ย. ๖๔